หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. จับมือ กสอ. คิกออฟโครงการอัปเกรด SME กลุ่มอาหาร-เกษตรไทย ดึงนวัตกรรมยกระดับกระบวนการผลิต เชื่อมโยงระบบนิเวศอุตสาหกรรมครบวงจร
(วันที่ 16 กรกฎาคม 2569) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) จัดกิจกรรมเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ (Strategic Kick-off) ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเชื่อมโยงสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรม เพื่อติดปีกผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และเกษตรแปรรูป โดยมี ดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สายงานเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและชี้แจงรายละเอียดโครงการ ร่วมด้วย ดร.ภัชดา สันตวาจา เจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจอาวุโส ฝ่ายความร่วมมืออุตสาหกรรม โดยได้รับความสนใจจากสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 20 รายดร.วุฒิ ด่านกิตติกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า “สวทช. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME ให้มีความพร้อมในการพัฒนาและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งในระบบนิเวศอุตสาหกรรม โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถประเมินศักยภาพของตนเองได้รอบด้าน ทั้งด้านเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต เพื่อค้นหาจุดแข็งและโอกาสใหม่ ๆ ในการพัฒนาธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดย สวทช. พร้อมนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสนับสนุน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านและการยกระดับธุรกิจได้จริงอย่างตรงจุด”“กิจกรรม Strategic Kick-off ในวันนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญที่ผู้ประกอบการจะได้เรียนรู้และนำเครื่องมือ ‘Thailand i4.0 Index’ ไปใช้ประเมินความพร้อมของกิจการ ควบคู่ไปกับการรับคำปรึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญผ่านคลินิกเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ยิ่งไปกว่านั้น การได้รับเกียรติจาก บริษัท ซีพีแรม จำกัด มาร่วมถ่ายทอดมุมมองความต้องการและทิศทางของตลาดบนเวที ‘Big Brother’s Voice’ จะเป็นโอกาสอันดีที่ผู้ประกอบการจะได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดโดยตรง เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจให้ตอบโจทย์คู่ค้าได้ดียิ่งขึ้น สวทช. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรมนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นเครื่องมือนำพาธุรกิจไปสู่เวทีอุตสาหกรรมและเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคต” ดร.วุฒิ กล่าวทิ้งท้ายนอกจากนี้ ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษและกิจกรรมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจ ได้แก่ การแบ่งปันมุมมองจากภาคอุตสาหกรรมรายใหญ่โดย คุณสุปราณี ชนะชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสำนักประกันคุณภาพ บริษัท ซีพีแรม จำกัด รวมถึงการบรรยายในหัวข้อ “การยกระดับและประเมินความพร้อมด้วย Thailand i4.0 Index” โดย ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ก่อนจะปิดท้ายด้วยกิจกรรม "Industrial Transformation Clinic" ซึ่งเป็นคลินิกให้คำปรึกษาเชิงลึกเบื้องต้นแก่ผู้ประกอบการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญจาก สวทช. 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เนคเทค สวทช. ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายระดับชาติ ขับเคลื่อน Big Data ด้านอาหาร โภชนาการและสุขภาวะนักเรียน ยกระดับคุณภาพอาหารกลางวันและติดตามพัฒนาการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
  7 กรกฎาคม 2569 – ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการประชุม "คณะทำงานขับเคลื่อน Big Data ด้านอาหาร โภชนาการ และสุขภาวะนักเรียนในสถานศึกษา ครั้งที่ 1/2569" ณ ห้องกมลฤดี โรงแรม เดอะ สุโกศล เพื่อเป็นเวทีในการบูรณาการฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อยกระดับการบริหารจัดการคุณภาพอาหารกลางวันโรงเรียนและการเฝ้าระวังสุขภาวะนักเรียนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กรมอนามัย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และ สถาบันโภชนาการ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิงลัดดา เหมาะสุวรรณ ประธานคณะทำงาน ได้กล่าวถึงความสำคัญของการประชุมครั้งนี้ว่า “ภารกิจหลักของคณะทำงานคือการร่วมขับเคลื่อนและออกแบบตัวชี้วัดด้านอาหาร โภชนาการ และสุขภาวะนักเรียนในสถานศึกษา เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถติดตามและประเมินผลผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขับเคลื่อน Big Data ในครั้งนี้ไม่ได้มองเพียงแค่ภาพรวม แต่เน้นการวิเคราะห์เชิงลึกรายบุคคลทั้งในด้านอาหารที่บริโภค และสุขภาวะแบบองค์รวม เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายระดับประเทศที่แม่นยำ” ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกและเครื่องมือแพทย์ (เนคเทค สวทช.) และหัวหน้าโครงการ ได้นำเสนอแพลตฟอร์มสำคัญที่ทำงานประสานกัน คือ Thai School Lunch (TSL) ช่วยให้โรงเรียนและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสามารถวางแผนอาหารกลางวันที่มีโภชนาการเหมาะสมตามช่วงวัยได้ทันที และ KidDiary แพลตฟอร์มบันทึกและคัดกรองสุขภาวะเด็ก เช่นภาวะโภชนาการและพัฒนาการ โดยนวัตกรรมนี้ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง "อาหารที่กิน" กับ "พัฒนาการ" ของเด็กรายบุคคล ที่หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเข้าถึงได้ทันที ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงข้อมูลนักเรียนจากสังกัด สพฐ. และสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อติดตามภาวะโภชนาการนักเรียนอย่างต่อเนื่องกว่า 7 ล้านคน นอกจากนี้ทางเนคเทค สวทช. ได้เล่าถึงการต่อยอดขยายผลแพลตฟอร์มดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น กรุงเทพมหานคร ที่มีการถ่ายภาพเมนูอาหารทั้งมื้อเช้าและมื้อกลางวัน รวมถึงเชื่อมโยงกระบวนการตรวจรับวัตถุดิบจากผู้ประกอบการทุกโรงเรียนผ่าน Thai School Lunch for BMA สพฐ. สามารถติดตามคุณภาพอาหารกลางวัน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั่วประเทศ ผ่าน Thai School Lunch for OBEC และกรมอนามัย สามารถเพิ่มเมนูอาหารท้องถิ่นจากศูนย์อนามัยทั่วประเทศ ผ่าน Thai School Lunch for DOH ในอนาคตจะมีการขยายการใช้งานไปสู่สังกัด ตชด. และมีการเชื่อมโยงวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกให้กับหน่วยงานตรวจสอบ เช่น ปปช. ต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
RISE+ Awards 2026 ขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ ร่วมส่งผลงานเข้าประกวด
RISE+ Awards 2026 ขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ที่มีไอเดียสร้างสรรค์ ร่วมส่งผลงานเข้าประกวด เพื่อพัฒนาผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไทย ให้ก้าวสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ และบอกเล่าเรื่องราวอันทรงคุณค่าของนวัตกรรมไทยสู่สายตาชาวโลก ผู้เข้าร่วมจะได้รับโอกาสในการพัฒนาผลงานผ่านกระบวนการแข่งขัน 3 รอบ ได้แก่ 📌 Audition นำเสนอไอเดียในรูปแบบ Idea Board 📌 Pitching นำเสนอแนวคิดพร้อม Concept Artbook 📌 Exhibition จัดแสดงผลงานในงาน IP x Venture RISE Thailand 2026 🏆 เงินรางวัลรวม พร้อมประกาศนียบัตร 🥇 รางวัลที่ 1 จำนวน 10,000 บาท 🥈 รางวัลที่ 2 จำนวน 5,000 บาท 🥉 รางวัลที่ 3 จำนวน 3,000 บาท ⭐ Popular Vote จำนวน 2,500 บาท คุณสมบัติผู้สมัคร 🔹 นักเรียน / นิสิต / นักศึกษา อายุไม่เกิน 22 ปี 🔹 ประชาชนทั่วไป (ไม่จำกัดอายุ) 🔹 สมัครได้ทั้ง รายบุคคล หรือ ทีม (ไม่เกิน 5 คน) กำหนดการ 🗓 เปิดรับสมัครและส่งผลงาน รอบที่ 1 (Audition) วันนี้ – 22 กรกฎาคม 2569 🗓 ประกาศผลและคัดเลือกเข้าสู่รอบ Pitching เดือนสิงหาคม 2569 🗓 จัดแสดงผลงานและมอบรางวัล วันที่ 27–29 สิงหาคม 2569 ภายในงาน IP x Venture RISE Thailand 2026 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี 📍 ดูรายละเอียดและสมัครได้ที่ 👉 https://e.tsri.or.th/vrcontest2026
ข่าวหน่วยงานภายนอก
 
“Agrivoltaics” เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อการผลิตทั้ง “พืช” และ “ไฟฟ้า” ในเวลาเดียวกัน
สรุปใจความสำคัญ Agrivoltaics หรือ Solar Sharing คือ แนวคิดการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ชนิดผลิตพลังงานไฟฟ้าควบคู่กับการทำกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่เดียวกันได้ สวทช. พัฒนาแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่จะส่งผ่านไปยังใต้แผงได้ เพื่อให้พืชที่ปลูกใต้แผงได้รับแสงในรูปแบบและปริมาณที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ควบคู่กับการลดความร้อนใต้แผง และลดการระเหยของน้ำในดิน ผลการทดสอบใช้งานร่วมกับการเพาะปลูกกระเจี๊ยบแดงและผำพบว่าช่วยให้พืชเจริญเติบโตดีขึ้น และผลผลิตมีคุณภาพมากขึ้น ไฟฟ้าที่ผลิตได้เพียงพอต่อการทำฟาร์มอัจฉริยะที่มีการใช้งานระบบอัตโนมัติต่าง ๆ การทำโรงเรือน รวมถึงการใช้เครื่องสูบน้ำ เจ้าของระบบสามารถจำหน่ายไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้งานให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามเกณฑ์การเปิดรับซื้อของหน่วยงาน ณ ขณะนั้นได้ ท่ามกลางความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก พื้นที่สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์กลายเป็นโจทย์สำคัญของประเทศที่ใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตรรวมถึงประเทศไทย เพราะการจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าจะต้องแลกด้วยการสูญเสียแหล่งผลิตอาหารหล่อเลี้ยงคนในประเทศ และรายได้จากการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลง ด้วยเหตุนี้แนวคิดการใช้พื้นที่แบบผสมผสานระหว่างกิจกรรมทางการเกษตรและการผลิตพลังงานในชื่อ Agrivoltaics (อะกริโวลทาอิกส์) หรือ Solar sharing (โซลาร์แชร์ริง) จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งจากผู้ประกอบการของทั้งสองอุตสาหกรรม เพราะไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะผลิต “อาหาร” หรือ “ไฟฟ้า” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชนิดเลือกช่วงคลื่นแสงที่ส่องผ่านไปยังพื้นที่เพาะปลูกได้ เพื่อให้ผลิตได้ทั้งไฟฟ้าและสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพไปพร้อม ๆ กัน [caption id="attachment_88150" align="aligncenter" width="750"] ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.[/caption] ดร.กอบศักดิ์ ศรีประภา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า จุดเริ่มต้นในการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์เพื่อประยุกต์ใช้กับแนวคิด Agrivoltaics มาจากการวิจัยต่อยอดผลงานแผงโซลาร์เซลล์ชนิด BIPV (Building Integrated Photovoltaics) หรือแผงที่ผ่านการออกแบบให้มีสีสันสวยงามเหมาะกับโครงสร้างอาคาร สู่แผงโซลาร์เซลล์ชนิดที่เหมาะแก่การใช้งานภายใต้แนวคิด Agrivoltaics โดยปรับสมบัติของแผงให้สามารถเลือกช่วงคลื่นของแสงรวมถึงระดับความเข้มแสงที่จะส่องผ่านแผงไปยังพื้นที่ใต้แผงได้ รวมถึงช่วยลดความร้อนที่จะแผดไปยังพืชโดยตรงด้วย โดยทีมวิจัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาแผง BIPV จาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และได้ร่วมวิจัยต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ Agrivoltaics กับบริษัทโซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแผงดังกล่าว [caption id="attachment_88153" align="aligncenter" width="750"] ศศิวิมล ทรงไตร ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช.[/caption] ศศิวิมล ทรงไตร ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยอุปกรณ์สเปกโทรสโกปีและเซนเซอร์ เนคเทค สวทช. เล่าว่า พืชแต่ละชนิดมีความต้องการช่วงแสงหรือสีของแสง รวมถึงความเข้มแสงที่แตกต่างกัน ดังนั้นการจะเลือกสีของแผงเพื่อใช้ในพื้นที่เกษตรต้องเลือกจากความต้องการช่วงแสงของพืชที่เพาะปลูกเป็นหลัก เช่น แผงสีขาวหรือแผงใสเหมาะกับพืชที่ต้องการความเข้มแสงมาก แผงสีแดงเหมาะกับพืชที่ต้องการเร่งการออกดอก แผงสีน้ำเงินเหมาะกับพืชที่ต้องการความเข้มแสงน้อย “ผลจากการทดลองปลูกกระเจี๊ยบแดงใต้แผงสีแดงพบว่า จำนวนดอกและใบเพิ่มขึ้น รวมถึงใบมีขนาดใหญ่กว่าการปลูกใต้แผงเซลล์โซลาร์เซลล์ทั่วไปซึ่งมีลักษณะทึบแสง ขณะที่การทดลองเพาะเลี้ยงผำภายใต้แผงสีแดงและน้ำเงินพบว่า ในบางฤดูกาลผำที่ได้มีน้ำหนักสดรวมถึงโปรตีนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการเลี้ยงผำแบบทั่วไป จะเห็นได้ว่าการเลือกช่วงแสงที่เหมาะสมมีผลต่อทั้งประสิทธิภาพการเจริญเติบโต คุณภาพ และปริมาณผลผลิต ทั้งนี้ทีมนักวิจัยกำลังศึกษาถึงผลที่มีต่อการปลูกพืชชนิดอื่น ๆ ด้วย โดยเน้นไปที่พืชมูลค่าสูง” [caption id="attachment_88155" align="aligncenter" width="750"] กระเจี๊ยบแดง[/caption] [caption id="attachment_88154" align="aligncenter" width="750"] ผำ[/caption] นอกจากการนี้การวิจัยเรื่องระดับความสูงในการติดตั้งแผง รวมถึงทิศทางการหันรับแสงของแผงที่เหมาะแก่การทำการเกษตร ก็เป็นเรื่องที่ทีมวิจัยให้ความสำคัญไม่แพ้กัน ดร.กอบศักดิ์ อธิบายว่า การติดตั้งแผง Agrivoltaics ทีมวิจัยตั้งใจออกแบบให้มีการติดตั้งสูงกว่าแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปเท่าตัว โดยยกขอบล่างของแผงให้สูงประมาณ 2–3 เมตร แตกต่างจากการติดตั้งแผงชนิดทั่วไปที่มักยกห่างจากพื้นเพียงประมาณ 0.5–1.5 เมตรเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีพื้นที่ใต้แผงสำหรับทำกิจกรรมทางการเกษตรได้สะดวก ไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์หรือนำเครื่องจักรเข้ามาในพื้นที่ ที่สำคัญคือพืชได้รับแสงในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ทีมยังคำนึงถึงการติดตั้งแผงให้สอดคล้องกับทิศทางของแสงอาทิตย์ด้วย เพราะทิศทางการเกิดเงาใต้แผงในแต่ละฤดูกาลมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตของพืช จะเห็นได้ว่าการติดตั้งใช้งาน Agrivoltaics ไม่ได้มีรูปแบบตายตัว จำเป็นต้องพิจารณาตามบริบทของพื้นที่เป็นรายกรณี “ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จะขึ้นอยู่กับจำนวนเซลล์ในแผง ซึ่งจะลดลงตามการเพิ่มขึ้นของพื้นที่แสงส่องผ่าน ทั้งนี้พลังงานไฟฟ้าที่ได้นั้นเพียงพอต่อการทำฟาร์มอัจฉริยะที่มีการใช้งานระบบอัตโนมัติต่าง ๆ การทำโรงเรือน รวมถึงการใช้เครื่องสูบน้ำ โดยเจ้าของระบบสามารถจำหน่ายไฟฟ้าที่เหลือจากการใช้งานให้แก่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามเกณฑ์การเปิดรับซื้อของหน่วยงาน ณ ขณะนั้นได้” [caption id="attachment_88152" align="aligncenter" width="750"] Agrivoltaics[/caption] [caption id="attachment_88151" align="aligncenter" width="750"] Agrivoltaics[/caption] ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมเปิดรับผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี Agrivoltaics เพื่อร่วมวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบวิธีใช้งานที่เหมาะสมกับแต่ละบริบทพื้นที่ โดย ดร.กอบศักดิ์ ได้สะท้อนมุมมองสำคัญทิ้งท้ายว่า ในอนาคตอันใกล้ที่ประเทศไทยและทั่วโลกจะต้องร่วมลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งกว่าทุกวันนี้ Agrivoltaics จะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาตอบโจทย์การผลิตพลังงานสะอาดโดยไม่เบียดเบียนพื้นที่ทางการเกษตร ผู้ประกอบการโซลาร์ฟาร์มสามารถขายพลังงานไฟฟ้าได้ เจ้าของพื้นที่เกษตรกรรมก็ได้รายได้เสริมจากการให้เช่าพื้นที่ผลิตไฟฟ้า ผู้ประกอบการที่สนใจใช้งานเทคโนโลยี Agrivoltaics ติดต่อสอบถามได้ที่คุณปกรณ์ สุพานิช ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล สวทช. เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6900 ต่อ 2353 เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
ITAP สวทช. ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ ในงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 x SPORTEC Thailand 2026
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสุขภาพ ในงาน Thailand Wellness & Healthcare Expo 2026 x SPORTEC Thailand 2026 มหกรรมด้านสุขภาพ เวลเนส ฟิตเนส และกีฬาครบวงจร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–27 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยงานดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การกีฬาแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ในโอกาสนี้ ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เข้าร่วมในพิธีเปิดงาน สำหรับภายในงานมีผลงานนวัตกรรมมาร่วมจัดแสดงกว่า 300 บูธ ครอบคลุมอุตสาหกรรม Wellness, Healthcare, Medical, Beauty, Longevity, Healthy Food, Fitness, Sports Technology และนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตแห่งอนาคต โดย สวทช. ได้นำผู้ประกอบการ 6 บริษัท ภายใต้ โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Innovation and Technology Assistance Program: ITAP) มาร่วมจัดแสดง 6 ผลงานนวัตกรรมด้านสุขภาพ เพื่อช่วยยกระดับธุรกิจ เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างโอกาสทางการตลาด ประกอบด้วย “เรเชล” บอดี้สูทพยุงกล้ามเนื้อ จากบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ใช้เทคโนโลยีกล้ามเนื้อจำลอง ซึ่งเป็นนวัตกรรมต่อยอดจากงานวิจัยของเอ็มเทค สวทช. พัฒนาร่วมกับวาโก้ ช่วยพยุงกล้ามเนื้อบริเวณสะบัก หลัง และสะโพก ลดความเสี่ยงต่อการหกล้มและการบาดเจ็บของกระดูกและกล้ามเนื้อ เหมาะสำหรับผู้สูงวัยและนักกีฬา ลูกชิ้นเต้าหู้เจโปรตีนพืช จากบริษัท อินทัชธนกร จำกัด ผลิตจากโปรตีนเต้าหู้เป็นส่วนประกอบหลัก เหมาะสำหรับผู้รับประทานอาหารเจหรือหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ ให้เนื้อสัมผัสดีและรสชาติอร่อย เซรั่มลดเลือนริ้วรอย จากบริษัท แคนทรัส จำกัด เซรั่มฟื้นฟูสภาพผิวด้วย BIO-YOUTH FACTOR* สูตรเข้มข้น ช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจน ลดเลือนริ้วรอย ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และคงความอ่อนเยาว์ของผิว Slimwell อาหารควบคุมน้ำหนัก จากบริษัท เบนส์เวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผลิตภัณฑ์อาหารทดแทนมื้ออาหารที่มีโปรตีนจากเวย์โปรตีนสูง มีใยอาหารและพรีไบโอติก ปราศจากแลคโตสและกลูเตน ในรูปแบบเครื่องดื่มชงพร้อมดื่ม AVAGAN (อวาแกน) Plant-based ชีสจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วเหลือง จากบริษัท เบนเดคส์ จำกัด ผลิตภัณฑ์ชีสจากพืช 100% ผลิตจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์และถั่วเหลือง ไม่ใช้ส่วนผสมจากนมวัว เหมาะสำหรับผู้แพ้แลคโตส ผู้รับประทานอาหารวีแกน มังสวิรัติ และผู้ที่ต้องการลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ BluGel เจลเร่งสมานแผล จากบริษัท โนวาเมดิค จำกัด เจลช่วยเร่งกระบวนการกำจัดเนื้อตายโดยธรรมชาติ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แผล ส่งเสริมการหายของแผล พร้อมซิลเวอร์นาโนช่วยควบคุมการติดเชื้อ และลดโอกาสการเกิดแผลเป็นเมื่อใช้อย่างต่อเนื่องจนแผลหาย ทั้งนี้การร่วมจัดแสดงนวัตกรรมในงานดังกล่าว สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยผ่านโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) ให้สามารถนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันนวัตกรรมไทยสู่ตลาดที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจแห่งอนาคต.  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ประจำปี 2569 ร่วมแสดงความยินดี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติครบรอบ 20 ปี
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปยังโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ทรงเปิดงานประชุมวิชาการนานาชาติวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ประจำปี 2569 (International Nuclear Science and Technology Conference 2026 : INST 2026) ซึ่งจัดโดยสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีแห่งการก่อตั้งสถาบันฯ ในการนี้ ศาสตราจารย์ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. รองศาสตราจารย์ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ นิทรรศการภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นำเสนอพระราชกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และกิจการนิวเคลียร์ของประเทศไทย นิทรรศการครบรอบ 20 ปี สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ถ่ายทอดพัฒนาการ บทบาท และความสำเร็จของสถาบันฯ ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา นิทรรศการผลงานเด่น ประกอบด้วย Smart Agri-Food Solutions นำเสนอการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการฉายรังสีเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย คุณภาพ และมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร อาหาร ผลไม้ส่งออก และสมุนไพรไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล Clean Energy Frontier ถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ สทน. ในการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) การเสริมสร้างมาตรฐานความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ และการบริหารจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคต Engineering Excellence for Nuclear Safety จัดแสดงเทคโนโลยีหุ่นยนต์อัจฉริยะ (AI) สำหรับการตรวจวัดและทำแผนที่รังสีแบบเรียลไทม์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและลดความเสี่ยงจากการสัมผัสรังสีของบุคลากร Advanced Health Innovation นำเสนอนวัตกรรมการผลิตสารกัมมันตรังสีทางการแพทย์ โดยมีไฮไลต์ คือ 177Lu-PSMA I&T สำหรับการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากระยะแพร่กระจาย ที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วย Sustainable Eco-System จัดแสดงนวัตกรรมเครื่องฟอกอากาศไฟฟ้าสถิต-พลาสมา DustZero ที่พัฒนาโดยนักวิจัยไทย สามารถกำจัดฝุ่น PM2.5 และ PM10 ได้มากกว่า 95% ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม Nuclear Knowledge & Talent Hub นำเสนอบทบาทของศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านนิวเคลียร์ พร้อมเปิดตัวการเตรียมความพร้อมของเยาวชนไทยสู่การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ระดับนานาชาติ ประจำปี 2569 โอกาสนี้ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คณะกรรมการและผู้บริหารสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ วิทยากรจากต่างประเทศ ผู้ได้รับพระราชทานรางวัล และคณะผู้จัดการประชุม ภายในงานยังมีการบรรยายพิเศษในโอกาสครบรอบ 20 ปี แห่งการก่อตั้ง สทน. ภายใต้หัวข้อ “Nuclear Science to Support Green Technology for Sustainable Living” ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในมิติต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ในฐานะหน่วยงานพันธมิตรด้านการวิจัยและพัฒนา สวทช. พร้อมที่จะร่วมมือและสนับสนุนการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นแนวหน้า ร่วมกับ สทน. และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กระทรวง อว. และ DE ผนึกกว่า 20 หน่วยงาน เปิด TSP Scale X Landing Program สร้างเส้นทางเติบโตใหม่ให้สตาร์ตอัปไทยและต่างชาติ
(วันที่ 13 กรกฎาคม 2569) บริเวณชั้น 1 อาคาร Innovation Cluster 2 (อาคาร 19) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี: อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ TSP Scale X Landing Program ภายใต้แนวคิด “Two Journeys. One Ecosystem” ในโครงการ “Thailand Science Park Scale x Landing Program” โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเล็งเห็นความจำเป็นในการสร้างกลไกสนับสนุนรูปแบบใหม่ ที่ไม่เพียงช่วยให้สตาร์ตอัปเข้าถึงเงินทุน แต่ยังเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับตลาด ภาคอุตสาหกรรม งานวิจัย และเครือข่ายพันธมิตรที่จำเป็นต่อการเติบโต เพื่อสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัปและธุรกิจนวัตกรรม โครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบเพื่อรองรับทั้งสตาร์ตอัปต่างประเทศที่ต้องการเข้าสู่ตลาดไทยและอาเซียน และสตาร์ตอัปไทยที่ต้องการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา นักลงทุน และพันธมิตรนานาชาติในแพลตฟอร์มเดียว ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันนวัตกรรมไม่ได้เกิดจากองค์กรใดองค์กรหนึ่งทำงานเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างงานวิจัย อุตสาหกรรม การลงทุน และผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินต่อไป หากต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าถึงตลาด ลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม บุคลากร และแหล่งทุนที่เหมาะสม เพราะไม่มีสตาร์ตอัปใดเติบโตได้เพียงลำพัง โดยเฉพาะเมื่อก้าวออกจากตลาดเดิม สตาร์ตอัปไม่ได้ต้องการเพียงเงินทุน แต่ต้องการการเข้าถึงเครือข่ายทางธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และพันธมิตรที่ช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเติบโต ภายใต้โครงการนี้ อวท. จะทำหน้าที่เป็น Ecosystem Orchestrator หรือผู้เชื่อมโยงศักยภาพของทุกภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถเติบโตได้เร็วขึ้น ลดต้นทุน และลดความเสี่ยงในการขยายธุรกิจ “ท่ามกลางการแข่งขันด้านนวัตกรรมที่เข้มข้นในภูมิภาค อวท. มองว่าความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คน เทคโนโลยี เงินทุน และตลาดเข้าด้วยกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายของธุรกิจเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปของอาเซียนในอนาคต” ดร.จุฬารัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับสตาร์ตอัปต่างประเทศ โครงการได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Land • Localise • Commercialise เพื่อช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดไทย ตั้งแต่การจัดตั้งบริษัท การเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม การปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดไทย การพัฒนาโครงการนำร่อง (Pilot Project) ไปจนถึงการต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์  โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปจากทั่วโลก ในอีกด้านหนึ่ง สตาร์ตอัปไทยจะได้รับการสนับสนุนในการเชื่อมโยงกับลูกค้า ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน ห้องปฏิบัติการ และเครือข่ายพันธมิตรในต่างประเทศ เพื่อแก้โจทย์สำคัญของการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น การขาดลูกค้า การขาดพื้นที่ทดลองใช้เทคโนโลยี หรือการขาดโอกาสในการขยายตลาดต่างประเทศ จุดเด่นของโครงการอยู่ที่การเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงทรัพยากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศได้จากจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็น นักวิจัยจาก 5 ศูนย์วิจัยแห่งชาติ ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัย โรงงานต้นแบบ บริการวิเคราะห์และทดสอบมาตรฐาน รวมถึงเครือข่ายบริษัทเทคโนโลยีกว่า 120 บริษัทภายใน อวท. นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ทั้งหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ตลอดจนองค์กรด้านนวัตกรรมและภาคอุตสาหกรรม อาทิ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด เพื่อร่วมกันสร้างเส้นทางการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการเทคโนโลยี การเปิดตัว TSP Scale X Landing Program ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวโครงการใหม่ แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของการสนับสนุนสตาร์ตอัปไทย จากการมุ่งเน้นเพียงการบ่มเพาะหรือการให้ทุน ไปสู่การสร้าง "ตลาดจริง" และ "โอกาสทางธุรกิจจริง" ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ อวท. เตรียมเปิดรับสมัครสตาร์ตอัปเข้าร่วม TSP Scale X Landing Program รุ่นแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการ คุณสมบัติผู้สมัคร และขั้นตอนการสมัครเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://www.sciencepark.or.th/en/tsp-scale-x-landing สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฝ่ายพัฒนาธุรกิจและคลัสเตอร์นวัตกรรม อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โทรศัพท์: 0-2564-7000 ต่อ 5365 ฝ่ายงานต่างประเทศ โทรศัพท์: 0-2564-7000 ต่อ 5381 อีเมล: tsp.scalexlanding@nstda.or.th
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
นักวิจัยเคมบริดจ์-ไบโอเทค สวทช. ผนึกเครือข่ายไทย–นานาชาติ ขับเคลื่อน One Health รับมือโรคไข้หูดับ จากงานวิจัยสู่การป้องกัน
(วันที่ 13 กรกฎาคม 2569) ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการประชุม Thailand Streptococcus suis Seminar 2026 ครั้งที่ 1 (The 1st TSSS 2026) ภายใต้หัวข้อ “One Health Streptococcus suis: จากงานวิจัยสู่แนวทางป้องกันเพื่อความปลอดภัยทางสาธารณสุขและปศุสัตว์” ระหว่างวันที่ 13–14 กรกฎาคม 2569 เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านระบาดวิทยา การดื้อยาต้านจุลชีพ และเทคโนโลยีจีโนมิกส์ของเชื้อ Streptococcus suis ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนักวิจัย บุคลากรด้านสาธารณสุข สัตวแพทย์ และผู้กำหนดนโยบาย ในการพัฒนาแนวทางป้องกันและควบคุมโรคอย่างอย่าเป็นรูปธรรม โรคติดเชื้อ Streptococcus suis หรือโรคไข้หูดับ เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่องค์การอนามัยโลกและนานาชาติให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นหนึ่งในโรคอุบัติใหม่ที่ส่งผลกระทบทั้งต่อระบบสาธารณสุข ความมั่นคงทางอาหาร และอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีการผลิตและบริโภคสุกรในปริมาณสูง เชื้อ S. suis เป็นสาเหตุสำคัญของโรคในสุกร สามารถก่อให้เกิดโรคหลายรูปแบบ เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ข้ออักเสบ ปอดอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ ประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุนการรักษา และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรและอุตสาหกรรมสุกร ขณะเดียวกัน สุกรที่ไม่แสดงอาการป่วยยังสามารถเป็นพาหะของเชื้อได้ ทำให้การเฝ้าระวังและการบริหารจัดการความเสี่ยงตลอดห่วงโซ่การผลิตมีความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่มีรายงานผู้ป่วยในคนอย่างต่อเนื่อง การติดเชื้ออาจเกิดจากการสัมผัสสุกรหรือผลิตภัณฑ์สุกรที่ปนเปื้อน รวมถึงการบริโภคเนื้อสุกรดิบหรือปรุงไม่สุก โดยผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด สูญเสียการได้ยินถาวร หรือเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) รวมถึงช่องว่างของข้อมูลด้านการกระจายของเชื้อในฟาร์ม ความเชื่อมโยงระหว่างเชื้อในสุกรและผู้ป่วย ปัจจัยด้านการจัดการฟาร์ม และการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยการวิจัยและระบบเฝ้าระวังแบบบูรณาการตามแนวคิด One Health เพื่อสนับสนุนการประเมินความเสี่ยง การกำหนดมาตรการป้องกัน และการควบคุมโรคอย่างมีประสิทธิภาพในระดับประเทศและภูมิภาค ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทคและพันธมิตรสถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ มีบทบาทในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนาเทคโนโลยี และจัดทำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุข ปศุสัตว์ และผู้กำหนดนโยบายในการตัดสินใจบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยเฉพาะการศึกษาระบาดวิทยา ความหลากหลายทางพันธุกรรมของเชื้อ การเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจีโนมิกส์ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของข้อมูลและยกระดับระบบเฝ้าระวังของประเทศ Prof. Dr. Lucy Weinert จาก Department of Veterinary Medicine, Cambridge Veterinary School, University of Cambridge หัวหน้าโครงการ และ ดร.สุกัญญา ยงเกียรติตระกูล นักวิจัยอาวุโส ไบโอเทค สวทช. ในฐานะหัวหน้าโครงการฝ่ายไทย กล่าวว่า การจัดประชุม Thailand Streptococcus suis Seminar 2026 เป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการวิจัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร และ ไบโอเทค สวทช. เรื่อง “Beta-Lactam Resistant Strain Replacement of Zoonotic Streptococcus suis in Slaughtered Pigs from Thailand: Global Risks to Food Security and Public Health” ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก International Science Partnerships Fund (ISPF) ของสหราชอาณาจักร โดยบริติช เคานซิล (British Council) จำนวน 79,509.60 ปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 3.4 ล้านบาท) ระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี โครงการวิจัยดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อศึกษาความชุกและระบาดวิทยาทางจีโนมของเชื้อ S. suis ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคจากสัตว์สู่คนที่พบในสุกรชำแหละ รวมถึงศึกษากลไกทางพันธุกรรมที่ทำให้เชื้อเกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะกลุ่มเบต้าแลคแทม ตลอดจนทำความเข้าใจรูปแบบและการแพร่กระจายของการดื้อยาดังกล่าวในประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การประเมินความเสี่ยง และมาตรการป้องกันโรคบนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ดร.สุกัญญา ยงเกียรติตระกูล กล่าวต่อไปว่า ผลจากงานวิจัยนี้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของประเทศไทยในการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ส่งเสริมแนวทางการรักษาที่เหมาะสมในทั้งสัตว์และมนุษย์ รวมถึงสนับสนุนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในด้านนโยบาย การเกษตร และสาธารณสุข ทั้งนี้ในประเด็นการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) งานวิจัยของไบโอเทค สวทช. มุ่งเน้นการศึกษาระบาดวิทยาเชิงพันธุกรรมเพื่อติดตามความไวของเชื้อต่อยา และประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุสมผลทั้งในคนและสัตว์ การพบเชื้อดื้อยา จึงเป็นข้อมูลสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้ทีมนักวิจัยออกแบบมาตรการป้องกันได้อย่างตรงจุด และไม่ให้เกิดการตื่นตระหนก “โครงการวิจัยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน International Science Partnerships Fund (ISPF) นี้ มุ่งเติมเต็มช่องว่างด้านข้อมูลการแพร่กระจายของเชื้อ S. suis ในไทย ข้อมูลที่ได้จะเป็นกุญแจสำคัญให้ประเทศไทยสามารถพัฒนามาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโรคที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นยกระดับความปลอดภัยของผู้บริโภค และสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะยาว โดยอาศัยความร่วมมือของเครือข่ายทุกภาคส่วนภายใต้แนวคิด One Health” ดร.สุกัญญา กล่าวทิ้งท้าย ด้าน คุณอุไรวรรณ สะโมลี หัวหน้าฝ่ายการศึกษา บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า บริติช เคานซิล เป็นองค์กรระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักรที่ดำเนินงานด้านการสร้างความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา โดยมีบทบาทในการสนับสนุนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมระหว่างสหราชอาณาจักรกับประเทศพันธมิตรทั่วโลก ผ่านโครงการและกองทุนความร่วมมือต่าง ๆ รวมถึง International Science Partnerships Fund (ISPF) ซึ่งเป็นกองทุนของรัฐบาลสหราชอาณาจักร การสนับสนุนโครงการวิจัยและการจัดประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเชื่อมโยงนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากทั้งสองประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมในการรับมือกับความท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนและปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ พร้อมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย และการต่อยอดผลงานวิจัยไปสู่การพัฒนาระบบเฝ้าระวัง การกำหนดนโยบาย และการยกระดับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขและความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร การประชุม Thailand Streptococcus suis Seminar 2026 ไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการและความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย แพทย์ สัตวแพทย์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดันการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ด้านระบาดวิทยาทางจีโนมิกส์ (genomic epidemiology) ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเฝ้าระวังโรคและติดตามแนวโน้มการดื้อยาต้านจุลชีพ อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพ ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความยั่งยืนของอุตสาหกรรมสุกรของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมอบรมและศึกษาดูงานด้าน OECD GLP กับ TBES สวทช.
เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 สำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับ ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (Toxicology and Bio Evaluation Service Center: TBES) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการอบรมและศึกษาดูงานให้แก่บุคลากรจากสำนักเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จำนวน 20 ท่าน เพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการ OECD Good Laboratory Practice (OECD GLP) ตลอดจนแนวทางการบริหารจัดการหน่วยทดสอบในการนี้ ดร.ภญ.รวิวรรณ มณีรัตนโชติ รักษาการผู้อำนวยการฝ่าย ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา เป็นวิทยากรบรรยาย พร้อมด้วยทีมห้องปฏิบัติการร่วมให้คำแนะนำเชิงลึกด้านการดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางเทคนิค โดยเฉพาะในขอบข่ายความเชี่ยวชาญด้าน Toxicity Studies และการทดสอบการกระตุ้นการแพ้ทางผิวหนังตาม OECD Test Guidelines โดยไม่ใช้สัตว์ทดลองกิจกรรมครั้งนี้มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้ศึกษาแนวทางการดำเนินงานของหน่วยทดสอบที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล OECD GLP อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถนำหลักการ OECD GLP มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานของห้องปฏิบัติการได้อย่างเหมาะสม และเตรียมความพร้อมในการพัฒนาระบบคุณภาพของหน่วยงานให้สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวในอนาคต ปัจจุบัน TBES สวทช. เป็น 1 ใน 9 หน่วยงานของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล OECD GLP การอบรมและศึกษาดูงานในครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีในการส่งเสริมการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนวางรากฐานความร่วมมือทางวิชาการและการพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ เพื่อยกระดับมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพและการแพทย์ในระดับสากลต่อไป
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
Industry 4.0 Site Visit: Enhancing Food Industry Production Capabilities
Industry 4.0 Site Visit: Enhancing Food Industry Production Capabilities สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ร่วมกับ แพลตฟอร์ม Industry 4.0 ขอเชิญผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมอาหาร และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรม Industry 4.0 Site Visit: Enhancing Food Industry Production Capabilities เพื่อยกระดับ เทคโนโลยีการผลิต และศักยภาพ นวัตกรรมดิจิทัล ของภาคอุตสาหกรรมไทย ไฮไลต์การศึกษาดูงาน กิจกรรมนี้นำท่านเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้และต้นแบบการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการผลิตของประเทศ โดยครอบคลุมสถานที่สำคัญ 2 แห่ง ได้แก่: EEC Automation Park – ศูนย์เรียนรู้และพัฒนาเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ AIS Evolution Experience Center – ศูนย์นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรม รายละเอียดและเงื่อนไขการเข้าร่วม วันจัดกิจกรรม: วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2569 (เวลา 09.00 - 20.00 น.) การลงทะเบียน: เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 15 กรกฎาคม 2569 (ปิดรับสมัครเวลา 16.00 น. หรือเมื่อเต็มตามจำนวนที่กำหนด) ช่องทางลงทะเบียน: ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม (ไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัด) การแจ้งผล: ประกาศผลการคัดเลือกทางอีเมลภายในวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569 ติดต่อสอบถาม คุณมารุต ใจหลัก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์: 0 2564 7000 ต่อ 71618 อีเมล: marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
 
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 13 ก.ค. 2569
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 อว. ผนึกเกาหลีใต้ ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง "อ.เชน" นำทีม อว. - นาโนเทค สวทช. จับมือสถาบันวิจัยเกาหลีใต้ SKKU-SAINT ยกระดับความร่วมมือพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง "โฟโตนิกส์" ฐานรากเทคโนโลยี AI เซมิคอนดักเตอร์ และการแพทย์แม่นยำ พร้อมต่อยอดสู่ภาคอุตสาหกรรม .... >> อ่านต่อ สวทช.-กรมป่าไม้ ดันโมเดล “เห็ดครบวงจร” ปั้นคลังอาหาร แก้จนยั่งยืน ไบโอเทค ลงพื้นที่อุบลฯ ติวเกษตรกรเพาะเห็ดเศรษฐกิจ ควบฝังเชื้อเห็ดป่าลงกล้าไม้วงศ์ยาง แก้ปมเห็ดขาดแคลน สร้างรายได้หลังหมดหน้านา ฟื้นฟูระบบนิเวศป่าชุมชน เล็งขยายผลทั่วอีสาน ภายใต้ทุนล้านช้าง-แม่โขง   ... >> อ่านต่อ ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน : พลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธาน สว. เป็นประธาน MOU ระหว่าง นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาฯ สว. และ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำ AI ภาษาไทย ‘Pathumma LLM’ มาใช้ประมวลผลข้อความ การแปลงเสียงเป็นข้อความ และการวิเคราะห์ภาพ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาการทำงานของบุคลากร ณ อาคารรัฐสภา ... >> อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
 
นาโนเทค สวทช. ร่วมรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดอาคารวิจัย “Co-Creation Space” ของบริษัท อุตสาหกรรมเครื่องหอมไทย-จีน จำกัด
ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค พร้อมด้วยคุณศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการนาโนเทค และ ดร.คมสันต์ สุทธิสินทอง นักวิจัย เข้าร่วมรับเสด็จสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดอาคารวิจัย "Co-Creation Space" ของบริษัท อุตสาหกรรมเครื่องหอมไทย-จีน จำกัด (Thai-China Flavours and Fragrances Co., Ltd. : TCFF) ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในโอกาสดังกล่าว ผู้บริหารและนักวิจัยจากนาโนเทค สวทช. ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรายงานผลการวิจัยด้านสารสกัดสมุนไพรไทย ได้แก่ สารสกัดบัวบกมาตรฐาน ซึ่งพัฒนาด้วยกระบวนการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับเทคนิคการเพิ่มปริมาณสารสำคัญ จนได้สารสกัดมาตรฐานที่มีสารกลุ่มไตรเทอร์พีนอยด์รวมมากกว่าร้อยละ 80 รวมทั้งการพัฒนาสารสกัดดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบอนุภาคนาโน โดย ดร.คมสันต์ สุทธิสินทอง และคณะวิจัย เพื่อยกระดับคุณภาพ ความคงตัว และความเหมาะสมสำหรับการประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอาง ผลการศึกษาด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยในแบบจำลองชิ้นเนื้อผิวหนังมนุษย์ ภายใต้สภาวะที่จำลองการได้รับรังสี UVA, UVB แสงสีฟ้า (Blue Light) และฝุ่นละออง PM2.5 พบว่า สารสกัดบัวบกมีคุณสมบัติช่วยต้านการอักเสบ เพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดยให้ประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือสูงกว่าสารควบคุมบวกที่ใช้เรตินอลความเข้มข้นร้อยละ 0.4 ปัจจุบัน เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมให้แก่ บริษัท อุตสาหกรรมเครื่องหอมไทย-จีน จำกัด เพื่อใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและเวชสำอางที่มีมูลค่าสูงของประเทศ
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์