ผลการค้นหา :
เจ็บป่วยเล็กน้อย รับยาใกล้บ้าน..ฟรี !?
เบื่อมั้ย..? แค่ไม่สบายนิดเดียว แต่ต้องลางาน ไปนั่งรอคิวนานที่โรงพยาบาลเพื่อรับยา
วันนี้…หากเจ็บป่วยเล็กน้อย เพียงไปร้านยาใกล้บ้านที่มีเครื่องหมาย “ร้านยาคุณภาพของฉัน” แค่ยื่นบัตรประชาชนใบเดียว ก็รับยาได้ง่ายกว่าที่คิด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เพราะ A-MED สวทช. พัฒนาระบบเชื่อมร้านยา ช่วยให้การเบิกจ่ายยาสำหรับผู้มีสิทธิบัตรทอง สามารถรับยาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุข เป็นไปอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
เหมียวฟิน ! “ทรายแมวจากข้าวโพด วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร” จับตัวเป็นก้อนใน 3 วินาที แห้งไว ไร้กลิ่น แมวกลบง่าย ทาสสบายใจ
ทรายแมวเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตทั้งของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของเป็นอย่างมาก ปัจจุบันการพัฒนาทรายแมวไม่เพียงเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขอนามัยและความสะดวกสบายในการใช้งาน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยมลพิษด้วย
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา “ทรายแมวจากข้าวโพด วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร” ที่มีสมบัติเด่น คือ จับตัวเป็นก้อนหลังเปียกน้ำได้ใน 3 วินาที แห้งเร็ว นุ่มเท้า กลบสบาย มาพร้อมสมบัติด้านสุขอนามัยทั้งลดการเกิดเชื้อราและเก็บกลิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
[caption id="attachment_80058" align="aligncenter" width="400"] ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช.[/caption]
ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ นักวิจัยทีมวิจัยซีเมนต์และวัสดุคอมพอสิตเพื่อความยั่งยืน เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่า โจทย์ตั้งต้นการวิจัยและพัฒนามาจากบริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง เล็งเห็นถึงโอกาสในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยผ่านการนำข้าวโพดในส่วนที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีมากในภาคเหนือมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทรายแมวประเภทจับตัวเป็นก้อนหลังโดนน้ำที่มีความต้องการใช้งานทั้งภายในและต่างประเทศสูง เพื่อช่วยลดการกำจัดด้วยวิธีเผาในที่โล่งซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยฝุ่น PM2.5 และแก๊สเรือนกระจก
แม้ข้าวโพดในส่วนที่เป็นวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจะเป็นวัสดุชีวภาพที่เป็นมิตรต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยง และมีจุดแข็งเรื่องการมีรูพรุนสูง ดูดซับน้ำได้ดี แต่การนำมาผลิตทรายแมวที่มีสมบัติจับตัวเป็นก้อนได้ดีหลังจากโดนน้ำถือเป็นโจทย์อันท้าทาย เพราะวัสดุทั้งสองชนิดนี้ไม่มีสมบัติเรื่องการจับตัว
ดร.สิทธิศักดิ์ อธิบายว่า ทีมวิจัยใช้เวลากว่า 1 ปีเลือกสรรวัตถุดิบเกรดสำหรับผลิตอาหารมาใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ พัฒนาและปรับปรุงสูตรการผลิต รวมถึงออกแบบและดัดแปลงอุปกรณ์ภายในเครื่องจักรให้แต่ละเครื่องผลิตได้ความเร็วสูงถึง 1 ตันต่อชั่วโมง เพื่อรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรมจนประสบความสำเร็จ ทรายแมวที่พัฒนาได้มีสมบัติเด่นทัดเทียมกับทรายแมวเต้าหู้ที่จับตัวเป็นก้อนได้ดีหลังโดนน้ำ และมีเนื้อสัมผัสดีทำให้แมวกลบทรายด้วยตัวเองหลังขับถ่ายง่าย รวมถึงเป็นทรายแมวที่ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติเช่นเดียวกันด้วย
[caption id="attachment_80055" align="aligncenter" width="750"] ผลิตภัณฑ์ทรายแมวก่อนและหลังโดนน้ำ[/caption]
[caption id="attachment_80054" align="aligncenter" width="450"] ผลิตภัณฑ์ทรายแมวหลังโดนน้ำ[/caption]
“โดยผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาผ่านการทดสอบแล้วว่า หลังโดนน้ำสามารถจับตัวเป็นก้อนได้ภายใน 3 วินาที แห้งเร็ว เก็บกลิ่นยูเรียความเข้มข้น 10,000 ppm ในห้องทดสอบพื้นที่ปิดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เหลือกลิ่นรบกวน นอกจากนี้ทรายแมวที่เทออกจากบรรจุภัณฑ์แล้วยังอยู่ในสภาวะร้อนชื้นของประเทศไทยโดยไม่เกิดเชื้อราได้นานกว่า 1 เดือน
“ภายหลังการใช้งาน เจ้าของยังนำทรายแมวส่วนที่จับตัวเป็นก้อนไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อได้ด้วย เพราะในปัสสาวะของแมวมียูเรียซึ่งเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่เหมาะแก่การบำรุงพืช นอกจากนี้ทรายแมวยังมีรูพรุนสูงจึงช่วยปรับโครงสร้างดิน เพิ่มความร่วนและความอุ้มน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยให้แก่จุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี”
ปัจจุบันทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทรายแมวจากข้าวโพดให้แก่บริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนเตรียมการผลิตและจำหน่าย คาดว่าจะเริ่มวางขายได้ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ทั้งนี้ทีมวิจัยและผู้ประกอบการยังมีแผนจะร่วมวิจัยเพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุดร่วมกันต่อไป
[caption id="attachment_80052" align="aligncenter" width="750"] ถุงต้นแบบผลิตภัณฑ์ทรายแมว[/caption]
ผลงานการวิจัยนี้ถือเป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนในการนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมาร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยีมุ่งเป้าตอบโจทย์ความต้องการของตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศ ที่สำคัญคือเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า ลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียนของประเทศไทยอย่างยั่งยืน
สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ทรายแมวจากวัสดุทางการเกษตรข้าวโพด ติดตามการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทเวท ซุปพีเรีย คอนซัลแตนท์ จำกัด ได้ผ่าน www.vscthailand.com และติดต่อสอบถามเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตทรายแมวได้ที่ ดร.สิทธิศักดิ์ ประสานพันธ์ อีเมล sitthisp@mtec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4259 หรือ 09 9429 2772
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย เอ็มเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
TAIST-Science Tokyo-สวทช. เปิด Road Map ปี 69 ชูหลักสูตร ‘AI-ชีวการแพทย์’ บ่มเพาะยอดฝีมือป้อนอุตสาหกรรม 4.0
เมื่อเร็ว ๆ นี้ (วันที่ 28 มกราคม 2569) ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดการประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการ TAIST–Science Tokyo Executive Board ครั้งที่ 1/2569 โดยมี ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. Hidetoshi Sekiguchi รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา Institute of Science Tokyo ประเทศญี่ปุ่น ร่วมเป็นประธานร่วม โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายมหาวิทยาลัยพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อร่วมกันวางแนวทางการพัฒนากำลังคนทักษะสูงในระดับมหาบัณฑิต
ในการประชุมดังกล่าว ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้นำเสนอรายงานความก้าวหน้าซึ่งครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ การรับรองรายงานการประชุมในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา แผนการดำเนินงานและ Road Map ของโครงการฯ ตลอดจนการติดตามผลการศึกษาของนักศึกษาในโครงการระหว่างเดือนสิงหาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ร่วมกันพิจารณาผลการดำเนินงานและระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตร ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ประกอบด้วย หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และการขนส่งขั้นสูง (A2TE) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์และระบบขนส่งอัจฉริยะ หลักสูตรปัญญาประดิษฐ์และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (AIoT) ที่เน้นการสร้างโซลูชันด้านดิจิทัลเพื่ออุตสาหกรรม 4.0 หลักสูตรพลังงานและทรัพยากรอย่างยั่งยืน (SERE) และหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering & AI) ซึ่งเป็นหลักสูตรใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในการยกระดับสาธารณสุขไทยด้วยเทคโนโลยี AI และ หลักสูตรประกาศนียบัตรระบบการขนส่งทางราง (RT) ที่มุ่งสร้างเชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อรองรับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมของประเทศ โดยทุกหลักสูตรภายใต้ความร่วมมือ TAIST-Science Tokyo นี้ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการให้ความรู้ในห้องเรียน แต่ยังส่งเสริมการบูรณาการองค์ความรู้ข้ามศาสตร์ (Cross-disciplinary Integration) และการลงมือปฏิบัติจริงในห้องปฏิบัติการวิจัยระดับโลก เพื่อบ่มเพาะมหาบัณฑิตให้มีทักษะที่พร้อมรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และสามารถสร้างผลงานวิจัยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมสูง ตอกย้ำความสำเร็จของความร่วมมือระหว่าง สวทช. และสถาบันการศึกษาพันธมิตรในการสร้าง "ทุนมนุษย์" ที่เป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงการเตรียมความพร้อมจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ Science Tokyo & NSTDA Joint Workshop 2026 ภายใต้หัวข้อ “Biomedical Engineering & Artificial Intelligence” ในวันที่ 29 มกราคม 2569 เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งความร่วมมือภายใต้โครงการ TAIST–Science Tokyo นี้ ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมที่มีขีดความสามารถระดับสากล เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อบรม การสร้างและบริหารผลิตภาพ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ (Productivity Management Course : PMC)
📣“ฝ่าวิกฤติอุตสาหกรรม ด้วยองค์กรผลิตภาพ” สวทช. จัดอบรม การสร้างและบริหารผลิตภาพ เพื่อการพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ (Productivity Management Course : PMC)
🗓 วันที่ 29 – 30 เมษายน 2569
⏰ เวลา 09.00 – 16.00 น.
📍โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
🌐Key Highlights
📌 ความหมายของผลิตภาพ (Productivity) และการเพิ่มผลิตภาพในบริบทต่างๆ ของธุรกิจ
📌วงจรชีวิตของธุรกิจ ตามหลัก Trilogy Quality ของ JURAN เพื่อนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาธุรกิจให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน
📌หลักคิดการจัดการธุรกิจตามแนวคิด Big-Q เพื่อความยั่งยืน
• สมการแห่งความอยู่รอดของธุรกิจ
• แนวคิดการสร้างรายได้โดยยึดโยงกับสินค้าและลูกค้า ในมิติต่าง ๆ
• แนวคิดการลดความสูญเปล่า
• ข้อต้องปฏิบัติตามทฤษฎีของปรมาจารย์คุณภาพ และ Kano’s Model
📌 Total Quality Management (TQM) กับแนวคิดการสร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร
• Key Concept ของ TQM
• แนวคิดการจัดการธุรกิจแบบมืออาชีพด้วย TQM
📌 หลักคิดการบริหารผลิตภาพทั่วทั้งองค์กร (Company Wide Productivity Management-CWPM)
หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ
✅ผู้บริหาร
✅ผู้บังคับบัญชาทุกระดับ
✅หัวหน้างาน
✅ผู้ให้การอบรมด้านคุณภาพ
✅ผู้สนใจทั่วไป
🔍รายละเอียดได้ที่ https://www.career4future.com/pmc/
👉 สถาบันพัฒนาบุคลากรแห่งอนาคต สวทช.
☎️โทรศัพท์ : 0 2644 8150 ต่อ 81901 (คุณปานทิพย์)
📩E-MAIL : bas@nstda.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
หลักสูตรการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (Root Cause Analysis: RCA)
หลักสูตร Root Cause Analysis (RCA) การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อธุรกิจยั่งยืน
ปัญหาเดิมๆ ในองค์กรที่วนเวียนกลับมาซ้ำซาก มักเกิดจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ที่ รากของปัญหา
สวทช. ขอแนะนำหลักสูตร การวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาเพื่อการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน (Root Cause Analysis on Development of Sustainable Business: RCA) หลักสูตรภาคปฏิบัติที่ออกแบบมาเพื่อพัฒนา ทักษะการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ให้ผู้เข้าอบรมสามารถวิเคราะห์เจาะลึกถึงรากเหง้า (Root Cause) เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและขจัดปัญหาเดิมให้หมดไปอย่างถาวร
สิ่งที่จะได้รับจากการอบรม
เรียนรู้กระบวนการ วิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า (Root Cause Analysis) และการใช้เครื่องมือแก้ปัญหาที่เหมาะสม
เทคนิคการตั้งคำถาม "ถามให้ถูก หยุดให้เป็น แก้ให้ตรงจุด" เพื่อไม่ให้หลงประเด็น
ฝึกปฏิบัติจริงผ่าน Workshop และกรณีศึกษาจากหน้างานจริง เพื่อให้เกิดความชำนาญ
กลุ่มเป้าหมาย
หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับ ผู้บริหาร หัวหน้างาน บุคลากรด้านคุณภาพ และผู้ที่ทำงานด้าน พัฒนาองค์กร ที่ต้องการสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ที่ยั่งยืน
ข้อมูลการรับสมัคร
กำหนดการ: 24 - 25 มีนาคม 2569
สถานที่: โรงแรม เซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพ
ค่าลงทะเบียน: 9,900 บาท (มีโปรโมชั่นส่วนลดสำหรับการสมัครเป็นทีม)
สมัครออนไลน์: www.career4future.com/rca
วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ
คุณอนันต์ บูชาบุพพาจารย์
ผู้เชี่ยวชาญ ด้าน Productivity Improvement
ปฏิทินกิจกรรม
ITAP ยกระดับอุตสาหกรรมไทย เปิดตัวหลักสูตร สร้างผู้ประเมินมืออาชีพ ขับเคลื่อนสู่ Thailand i4.0
(วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569) ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต: ฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เดินหน้าสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ เปิดงานอบรมสัมมนา “Certified Assessor Program: หลักสูตรสำหรับผู้ประเมิน Thailand i4.0 Index” มุ่งปั้น New Assessor เสริมทัพ SME ไทยให้แข็งแกร่งสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน
ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการ ITAP สวทช. กล่าวเปิดสัมมนาว่า ในยุคที่เทคโนโลยี AI, ระบบอัตโนมัติ และการเชื่อมโยงข้อมูล (Supply Chain Integration) เข้ามามีบทบาทสำคัญ การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนในเครื่องจักร แต่คือการพัฒนา "คน" และ "กระบวนการ" อย่างเป็นระบบ ดังนั้นผู้ประเมิน หรือ Assessor คือกลไกสำคัญที่จะช่วยชี้เป้าความพร้อมและแนวทางพัฒนาที่ตรงจุดให้กับสถานประกอบการ ITAP จึงมุ่งสร้างผู้ประเมินที่มีความรู้เชิงลึกทั้งด้านเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ เพื่อเป็นกำลังหลักในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในระดับสากล"
สำหรับ ไฮไลท์หลักสูตรเข้มข้น 5 วัน สู่การเป็นผู้ประเมินมืออาชีพ หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อคัดกรองผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในภาคอุตสาหกรรม โดยผ่านโครงการระบบอัตโนมัติหรือซอฟต์แวร์ที่สำเร็จแล้ว มาเติมเต็มทักษะการประเมินรอบด้าน ประกอบด้วย 1.การประเมิน 6 ข้อหลัก ครอบคลุมทั้งด้าน Production, Enterprise, Facility, Market & Customer, Human Capital และ IT System/Organization 2.เรียนรู้จากตัวจริง โดยถ่ายทอดประสบการณ์โดยทีมที่ปรึกษาอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญจาก ITAP และ 3.การทดสอบมาตรฐานสูง ซึ่งมีทั้งการสอบทฤษฎีผ่านระบบออนไลน์ และการสอบภาคสนาม (On-the-Job Exam) เพื่อรับรองความสามารถจริงก่อนลงพื้นที่สนับสนุน SME และการสร้างผู้ประเมินมาตรฐาน Thailand i4.0 Index อย่างไรก็ตามการอบรมในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถลงทุนด้านเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่า ลดความเสี่ยง และตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
การอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)
📣 การอบรมด้านจริยธรรมการวิจัย (Research Integrity)
🗓 วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569
⏰ เวลา 8.30-16.00 น.
🌐 ณ ห้อง Auditorium (306) สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
🎥 จัดโดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
🆓 ไม่มีค่าใช้จ่าย
📝 เปิดรับลงทะเบียนตั้งแต่บัดนี้ที่ :
https://forms.gle/h88wVVoLVtsBLMzGA
วัตถุประสงค์
🔸เพื่ออบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ และสร้างความตระหนักด้านจริยธรรมการวิจัยให้แก่บุคลากรด้านการวิจัยในทุกระดับ
🔸เพื่อสร้างระบบสนับสนุนและมาตรการป้องกันการประพฤติมิชอบทางการวิจัยอย่างทั่วถึงและยั่งยืน และส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมในการทำวิจัยที่ดี
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
📍ฝ่ายพัฒนาคุณภาพและจริยธรรมการวิจัย (QRI) สวทช.
โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 71844 (คุณณัฐพัชร์) หรือ 71834 (คุณรัตนพรรณ)
E-mail QRI@nstda.or.th
📍ฝ่ายมาตรฐานการวิจัยและศูนย์สัตว์ทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
02 579 5557 (คุณรัตนาภรณ์ ไชยแสน)
📌 ผู้ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตร ใช้เป็นหลักฐานการอบรมด้านมาตรฐานการวิจัย และใช้ประกอบการยื่นขอรับทุนอุดหนุนวิจัย ของ สำหนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ต้อนรับคณะสถาบันเทคโนโลยีแห่งโตเกียว ร่วมขับเคลื่อนโครงการ TAIST-Tokyo Tech พัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Biomedical Engineering & AI และวิจัย AI ทางการแพทย์
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณาจารย์จาก Institute of Science Tokyo นำโดย Professor Tohru Yagi และ Associate Professor Shunichiro Ogura รวมทั้งคณะทำงานจาก Science Tokyo ANNEX Bangkok ได้แก่ Mr. Tatsuya Mizukoshi ผู้จัดการ, Ms. Samanan Wattanapan และ Mr. Ayaki Hakamata ในโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม NSTDA Laboratory Visit 2026 ณ ห้องบุษกร อาคารเนคเทค กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Biomedical Engineering & AI” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการสร้างและขยายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างเครือข่ายพันธมิตร ตลอดจนการต่อยอดสู่การพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะการส่งเสริมให้นักศึกษาในระดับปริญญาโทภายใต้โครงการ TAIST–Science Tokyo ได้มีโอกาสดำเนินงานวิจัยภายใต้กรอบความร่วมมือดังกล่าว เพื่อรองรับการเปิดหลักสูตรใหม่ “Biomedical Engineering & AI” ซึ่งมีกำหนดเปิดรับสมัครในปี 2026
ในโอกาสนี้ ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ สวทช. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของระบบสุขภาพในอนาคต จากนั้น ดร.หงลดา เทอดเกียรติกุล ได้บรรยายภาพรวมบทบาท ภารกิจ และโครงสร้างการดำเนินงานของ สวทช. เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับทิศทางการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมขององค์กร
ช่วงเช้าเป็นกิจกรรมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการด้านนาโนเทคโนโลยีและเทคโนโลยีชีวภาพ เริ่มจาก Nanocatalysis, Adsorption, and Simulation Research Group ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) โดย ดร.สัญชัย คูบูรณ์ ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยด้านวัสดุนาโน การจำลองเชิงคอมพิวเตอร์ และการประยุกต์ใช้ในงานชีวการแพทย์ ต่อด้วยการเยี่ยมชม Nanoencapsulation and Biodelivery Systems Research Group โดย ดร.มัตถกา คงขาว ที่นำเสนอเทคโนโลยีการห่อหุ้มระดับนาโนและระบบนำส่งสารชีวภาพเพื่อการรักษาและการวินิจฉัยทางการแพทย์ โดยระหว่างการรับฟังการนำเสนอผลงานวิจัย Professor Tohru Yagi ได้แสดงความเห็นว่า งานวิจัยของ สวทช. และ Institute of Science Tokyo มีความสอดคล้องและสามารถบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันได้อย่างมีศักยภาพ จากนั้นเป็นการเยี่ยมชม Medical Molecular Biotechnology Research Group โดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ซึ่งนำเสนอผลงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพระดับโมเลกุล การวิเคราะห์ข้อมูลชีวภาพ และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในงานวิจัยทางการแพทย์และจีโนมิกส์ ได้รับความสนใจจากคณะผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก
ในช่วงบ่าย มีการนำเสนอผลงานวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ เริ่มจากหัวข้อ Human Behavior Analytics Research Projects โดย ดร.สุพร พงษ์นุ่มกุล จากทีมวิจัย Human Behavior Analytics ซึ่งมุ่งเน้นการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อสนับสนุนงานด้านสุขภาพและการยกระดับคุณภาพชีวิต ต่อด้วยการนำเสนอโครงการ Young Fit โดย ดร.วินัย ชนปรมัตถ์ จากทีมวิจัย Biomedical Electronics and Systems ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมการออกกำลังกายและสุขภาพผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และระบบอัจฉริยะ จากนั้นเป็นการบรรยายหัวข้อ Advances in BCI-AI Research at BES โดย ดร.อภิชย์ เหมาคม จากทีมวิจัยอิเล็กทรอนิกส์และระบบทางชีวการแพทย์ (BES) ซึ่งนำเสนอความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Brain–Computer Interface ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการประยุกต์ใช้ทางการแพทย์และการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย ภายหลังการบรรยาย คณะผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชม Medical Imaging System Research Team (MIS) โดยมี ดร.เสาวภาคย์ ธงวิจิตรมณี เป็นผู้นำเสนอ ณ อาคาร NECTEC Pilot Plant พร้อมสาธิตงานวิจัยด้านระบบถ่ายภาพทางการแพทย์ การประมวลผลภาพ และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค ช่วงสุดท้ายของกิจกรรมเป็นการเยี่ยมชม Biofunctional Materials and Devices Research Group โดย ดร.ภาสกร เทศะวิบุล จากทีมวิจัย Innovative Orthotic Design and Manufacturing ณ อาคาร MTEC Pilot Plant ซึ่งนำเสนอผลงานวิจัยด้านวัสดุชีวภาพ อุปกรณ์ช่วยทางการแพทย์ รวมถึงการออกแบบออร์โธติกส์และอุปกรณ์สวมใส่เพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วย
กิจกรรม NSTDA Laboratory Visit 2026 ครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพของห้องปฏิบัติการของ สวทช. และส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัย โดยเฉพาะภายใต้ความร่วมมือ TAIST–Science Tokyo Program ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรด้าน Biomedical Engineering and AI และการสร้างกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนางานด้านการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืนในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ขยายผล “ท่อนพันธุ์สะอาด” สู่ไร่มันสำปะหลัง ในบ้านโป่ง สร้างต้นแบบพื้นที่ หยุดวิกฤตใบด่างด้วยพันธุ์ดี
มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของอาเซียนในฐานะผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับวิกฤตโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ระบาดอย่างรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทั้งยังก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดอย่างหนัก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จึงได้นำเทคโนโลยีการผลิตท่อนพันธุ์คุณภาพสูงมาใช้ ได้แก่ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ล่าสุดได้มีการขยายผลองค์ความรู้นี้สู่ไร่มันสำปะหลังในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เพื่อให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการหยุดยั้งวิกฤตโรคระบาดด้วยการใช้พันธุ์ดี โดยมุ่งเน้นการสร้างระบบให้ชุมชนสามารถผลิตและกระจายท่อนพันธุ์สะอาดได้เองในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยตัดวงจรการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง เป็นโมเดลต้นแบบให้พื้นที่อื่นนำไปปรับใช้ พร้อมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ นักวิจัยไบโอเทค สวทช. และหัวหน้าโครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในแถบลุ่มน้ำโขง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตต้นพันธุ์สะอาดและการตรวจคัดกรองโรคใบด่าง กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤตของโรคใบด่างมันสำปะหลังที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2561 ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรขาดแคลนท่อนพันธุ์สะอาดไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนวัตถุดิบ โครงการวิจัยจะเป็นการนำเอานวัตกรรมการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคและต้นพันธุ์สะอาด ที่พัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยไบโอเทคและพันธมิตร คือ เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue Culture) ควบคู่ไปกับเทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยท่อนพันธุ์ขนาดเล็ก (Mini-stem Cutting) โดยมีการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง (ELISA และ Immunochromatographic Strip Test) ประกอบในกระบวนการผลิตและการติดตามโรคในแปลงเพื่อตัดวงจรการระบาดที่มักติดไปกับท่อนพันธุ์และมีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะ โดยโครงการนี้ได้รับงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง-ล้านช้าง (LMCS) ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการผลิตมันสำปะหลังให้ยั่งยืนครอบคลุมทั้งภูมิภาค
ในการนำเทคโนโลยีไปปฏิบัติจริง โครงการได้ร่วมมือกับ บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด โดยเข้าไปสนับสนุนตั้งแต่การให้คำแนะนำจัดตั้งห้องปฏิบัติการ การจัดซื้ออุปกรณ์ ไปจนถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแปลงสาธิตการผลิตต้นพันธุ์สะอาด สายพันธุ์พิรุณ 4 เพื่อเปรียบเทียบผลผลิตและคุณภาพของต้นพันธุ์ระหว่างการปลูกจากต้นเนื้อเยื่อ การปลูกแบบ Mini-stem และการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติที่เกษตรกรปลูกทั่วไป (Stem cutting) จากการติดตามผลโดย นายปรมี ปลื้มจิตร เจ้าหน้าที่ดูแลแปลงวิจัย พบว่า อัตราการรอดชีวิตในสภาพแปลงปลูกของต้นเนื้อเยื่อ และ Mini-stem cutting มากกว่า 95% ซึ่งไม่แตกต่างจากการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ปกติ นอกจากนี้ยังมีอัตราการเจริญเติบโตและการสะสมแป้งที่ดีไม่แตกต่างกันทั้ง 3 วิธี แต่วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีแนวโน้มให้จำนวนกิ่งพันธุ์ที่มากกว่าวิธีอื่น อย่างไรก็ตาม การปลูกจากต้นเนื้อเยื่อต้องมีการดูแลเป็นพิเศษในช่วง 1-2 เดือนแรก เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้นเนื้อเยื่อกำลังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมในแปลงปลูก
ในเชิงเทคนิค ดร.ยินดี ชาญวิวัฒนา นักวิจัย และทีมวิจัยธนาคารเนื้อเยื่อพืช ไบโอเทค กล่าวว่า เทคโนโลยี Tissue Culture เป็นนวัตกรรมการขยายพันธุ์พืชในสภาพปลอดเชื้อ โดยการนำเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลายยอดของมันสำปะหลังมาเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการที่ควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด เทคโนโลยีนี้มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การตัดวงจรโรคระบาด เนื่องจากช่วยให้สามารถผลิตต้นแม่พันธุ์สะอาด ที่ปราศจากเชื้อไวรัสใบด่างได้แบบ 100% ทั้งยังสามารถทวีคูณจำนวนต้นพันธุ์ได้มหาศาลอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอฤดูกาล ซึ่งต้นพันธุ์ที่ได้จะมีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ และมีความสม่ำเสมอทุกต้น พร้อมสำหรับกระบวนการอนุบาลและขยายจำนวนสู่มือเกษตรกรในสเกลที่ใหญ่ขึ้นต่อไป
และอีกหนึ่งเทคนิค ดร.วรากร รัตนอารีกุล นักวิจัยร่วมในโครงการ หัวหน้าศูนย์วิจัยการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ราชบุรี กล่าวว่า เทคโนโลยี Mini-stem Cutting เป็นกลไกสำคัญในการเร่งขยายปริมาณท่อนพันธุ์สะอาด โดยนำท่อนพันธุ์ที่ผ่านการตรวจรับรองว่าปลอดเชื้อมาตัดแบ่งขนาด 10-15 เซนติเมตร ซึ่งทำให้ได้จำนวนท่อนพันธุ์มากกว่าการตัดท่อนพันธุ์แบบปกติ 2-3 เท่า และอนุบาลในโรงเรือนประมาณ 14 วันก่อนลงปลูกจริง ซึ่งช่วยให้สามารถเพิ่มปริมาณท่อนพันธุ์สะอาดได้อย่างรวดเร็ว
ด้าน นายกิตติ สุขสมิทธิ์ กรรมการผู้จัดการฝ่ายซัพพลายเชน บริษัท อุตสาหกรรมแป้งมันบ้านโป่ง จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก ไบโอเทค สวทช. ช่วยให้บริษัทตั้งห้องปฏิบัติการผลิตต้นพันธุ์ปลอดโรคได้จริง แม้การเตรียมการในช่วงแรกจะมีความซับซ้อน แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ปลอดโรค ซึ่งช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้กับเกษตรกร เมื่อเกษตรกรมีกำไรและเกิดแรงจูงใจในการปลูกอย่างต่อเนื่อง โรงงานย่อมมีความมั่นคงในการมีวัตถุดิบป้อนเข้าสู่ระบบการผลิตอย่างสม่ำเสมอ
“ความสำเร็จของโครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในแถบลุ่มน้ำโขง ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตต้นพันธุ์สะอาด คือการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การสร้างระบบนิเวศการผลิตที่ยั่งยืน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิจัยและภาคเอกชนในครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมั่นคงของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยเริ่มต้นจากความแข็งแรงของต้นทางคือการมีท่อนพันธุ์สะอาด ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤตโรคระบาดไปได้ในระยะยาว” ดร.แสงสูรย์ หัวหน้าโครงการฯ กล่าวปิดท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จัดอบรมผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ รุ่นที่ 9 ปั้นนักข่าวดิจิทัลรุ่นใหม่เตรียมความพร้อมสู่มืออาชีพ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) จัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ “ผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์” รุ่นที่ 9 (Young Digital News Providers 2025) เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านสื่อสารมวลชน และเตรียมความพร้อมก้าวสู่วงการข่าวอย่างมืออาชีพ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง Auditorium บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร สวทช. จังหวัดปทุมธานี โดยมีนิสิต นักศึกษา 12 สถาบัน รวม 60 คน เข้าร่วมโครงการ
ในโอกาสนี้ คุณอรรถกร ศิริสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ สวทช. กล่าวต้อนรับว่า กิจกรรมดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการเติบโตของสังคมในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ และอยู่ภายใต้กติกาที่สังคมยอมรับร่วมกัน นักข่าว นักสื่อสารมวลชน และนักประชาสัมพันธ์ มีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลอย่างถูกต้อง รอบด้าน และสร้างสรรค์ เพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ขณะเดียวกันสื่อที่มีคุณภาพยังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างงานวิจัย เทคโนโลยี และสังคม ทำให้องค์ความรู้สามารถเข้าถึงประชาชน และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวเปิดกิจกรรมว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ถือเป็นกำลังสำคัญของวงการสื่อมวลชนไทย ที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากสื่อดั้งเดิมสู่สื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ แม้เทคโนโลยีดิจิทัลจะเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถรายงานเหตุการณ์หรือเผยแพร่ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แต่ผู้สื่อข่าวมืออาชีพจำเป็นต้องมีทักษะที่ลึกซึ้งกว่า ทั้งด้านกฎหมายสื่อ การตรวจสอบข้อมูล การวิเคราะห์ประเด็น และจริยธรรมวิชาชีพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตข่าวที่มีคุณภาพ โครงการอบรมดังกล่าวไม่เพียงมอบความรู้และทักษะด้านวิชาชีพให้กับเยาวชนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่าย มิตรภาพ และประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในวงการสื่อ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพ หรือใช้เป็นทักษะชีวิตในการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศในอนาคต
ตลอดการอบรมทั้ง 3 วัน การนำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองจากองค์กรผู้ผลิตข่าวออนไลน์ หน่วยงานภาคเอกชน และสวทช. ร่วมนำเสนอเรื่อง “ข้าวหอมสยาม 2” โดย ดร.มีชัย เซี่ยงหลิว นักวิจัย /ทีมวิจัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการเกษตรแบบแม่นยำ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (Biotec) และหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่
จริยธรรมและกฎหมายสื่อดิจิทัลในยุค AI: ข้อควรระวังในการใช้ AI และการรับผิดชอบต่อข้อมูลที่เผยแพร่ โดย อาจารย์ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
Prompt Engineering for Journalists: การใช้เครื่องมือ AI/Gen AI เพื่อการงานข่าวอย่างมีจริยธรรม และประสิทธิภาพ โดย คุณธนภณ เรามานะชัย Media Consultant
Workshop: การทำ Fact-Checking โดย คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ผู้จัดการศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท.
Branding for News Organizations: การสร้างภาพลักษณ์ของนักข่าว และองค์กรสื่อที่ "น่าเชื่อถือ" บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดย คุณชุตินธรา วัฒนกุล บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ ThaiPBS
Cyber Claims ในยุค AI: ทำไม Responsible AI คือรากฐานใหม่ของการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกรณีศึกษา: True CyberSafe โดย คุณมนตรี สถาพรกุล เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
Beyond the Hype: การตามรอยและวิเคราะห์ประเด็นจากอินฟลูเอนเซอร์ โดย คุณธัญญารัตน์ ถาม่อย ผู้ประกาศข่าวและนักข่าวของ PPTV HD36 และคุณกิตติพัฒน์ เกษมโสภณ Content Creator รายการ SPRiNG สรุปให้
The True North of Journalism: การวางแผนกลยุทธ์การผลิตข่าว และกระบวนการทำงานในกองบรรณาธิการ โดย คุณธีรยุทธ ชุนหบดี บรรณาธิการ Post Toda
ในวันสุดท้ายของกิจกรรม ผู้เข้าอบรมได้นำเสนอผลงาน Final Project พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณนันทสิทธิ์ นิตย์เมธา นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ คุณเอกพล บรรลือ อุปนายกด้านพัฒนาเนื้อหา สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ คุณอรพิน เหตระกูล เลขาธิการสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และคุณธีรยุทธ ชุนหบดี บรรณาธิการ Post Today ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ก่อนที่ ร.ต.จตุพร สุวรรณรัตน์ กรรมการบริหาร สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ จะกล่าวปิดโครงการ
โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ผลิตข่าวดิจิทัลรุ่นเยาว์ ปีที่ 9 (Young Digital News Providers 2025) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผู้ผลิตข่าวดิจิทัลยุคใหม่ ให้มีความรู้และทักษะด้านการผลิตข่าวบนโลกดิจิทัล การนำเสนอข่าวสารอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนการใช้เครื่องมือบนเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์หรือภาควิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่การทำงานด้านสื่อสารมวลชนอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวดำเนินการภายใต้ โครงการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพ ส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน และผลิตสื่อเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
NSTDA หน้า 1: สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569
ปั้น Gen ใหม่ หัวใจวิทย์4 พันธมิตร ร่วมยกระดับเยาวชน'วิทยาศาสตร์พลังสิบ'เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สวทช. นำทีมภาคีเครือข่าย ปั้น "นวัตกรรุ่นเยาว์" ผ่านการลงมือทำจริง พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายการศึกษาทั่วไทย สร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ให้เด็กมัธยม ...>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
Bootcamp LLM สัญชาติไทย สร้างต้นแบบระบบสืบค้น AIใช้งานจริง สวทช. ผนึกกำลัง วช. และ 24 หน่วยงานพันธมิตร เปิดติวเข้ม Bootcamp ดึงศักยภาพโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) สร้างระบบสืบค้นอัจฉริยะเพื่อคนไทย ... >> อ่านต่อ
โชว์นวัตกรรม ในงาน ‘อย. Expo 2026’ - สวทช. ขนงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมแสดงในงาน “มหกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับประเทศ” สนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้มีความพร้อมแข่งขันในระดับสากล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ณ ชาเลนเจอร์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
“วิทยาศาสตร์พลังสิบ” เผยโฉมสุดยอดนวัตกรรมเยาวชนไทย คว้าเหรียญทองระดับประเทศ พร้อมเดินหน้าปั้น “คนเก่ง คนดี” สู่เวทีโลก
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (MWIT) ปิดงาน ประชุมวิชาการโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ ระดับมัธยมศึกษา ภายใต้แนวคิด “รวมพลังสิบ..บ่มเพาะเยาวชนสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ท่ามกลางความสำเร็จของเยาวชนและครูกว่า 500 คน พร้อมประกาศผลรางวัลสุดยอดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับประเทศ และรางวัลนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน โชว์ศักยภาพเด็กไทยยุค AI พัฒนานวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 แอปฯ ภาษามือเพื่อผู้พิการ พร้อมยกย่องครูต้นแบบผู้นำการเปลี่ยนแปลงห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ณ ศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย
ก่อนเข้าสู่ช่วงพิธีปิดและประกาศรางวัล ดร.พัทน์ ภัทรนุธาพร นักเทคโนโลยีและนักวิจัยจาก MIT Media Lab สหรัฐอเมริกา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “AI x Humanity: Creative and Smarter Together” โดยได้เปิดมุมมองใหม่แก่เยาวชนและครูผู้สอนว่า เทคโนโลยีและ AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่มนุษย์ แต่มีไว้เพื่อให้มนุษย์ฉลาดขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น พร้อมฝากแนวคิดสำคัญ 3 ประการสำหรับการศึกษายุคใหม่ คือ 1. การเรียนรู้แบบเฉพาะเจาะจง (Personalized Learning) ที่เชื่อมโยงความสนใจของเด็กเข้ากับบทเรียน 2. การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructionism) และ 3. การมองโลกเทคโนโลยีแบบ Critical Optimism คือการมีความหวังอย่างมีวิจารณญาณ รู้เท่าทันทั้งประโยชน์และโทษของ AI เพื่อไม่ให้ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี
ภายหลังประกาศผลรางวัล ผู้แทนจาก 4 หน่วยงานได้ร่วมกันกล่าวถึงผลสำเร็จและก้าวต่อไปของโครงการฯ โดยเริ่มจากอาจารย์จตุภรณ์ สวัสดิ์รักษา รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า งานในวันนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ทุกคนตระหนักว่าวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นเรื่องใกล้ตัวและอยู่ในชีวิตประจำวัน ขอให้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้ไปบูรณาการเพื่อพัฒนาตนเองต่อไป
ดร.สมเกียรติ ยังจีน ผู้ชำนาญ ฝ่ายพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา สสวท. กล่าวว่า โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบมีเจตนารมณ์สำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาโดยผลงานที่ปรากฏในวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเยาวชนไทยไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด ล้วนมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นนักวิทยาศาสตร์และนวัตกรได้หากได้รับโอกาสและการสนับสนุนที่เหมาะสม พร้อมฝากให้คุณครูนำโมเดลความสำเร็จนี้กลับไปขยายผลในพื้นที่เพื่อสร้างความยั่งยืน สอดคล้องกับ ดร.เสกสรร สรรสรพิสุทธิ์ สสวท. ที่กล่าวเสริมว่า รางวัลที่แท้จริงไม่ใช่โล่รางวัล แต่คือประสบการณ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน ซึ่งทางหน่วยงานส่วนกลางเองก็จะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนไปปรับปรุงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับประเทศเช่นกัน
คุณฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริการวิชาการฯ สวทช. ได้กล่าวให้โอวาททิ้งท้ายแก่เยาวชนและคุณครูผู้ร่วมกิจกรรมว่า “ขอให้ทุกคนนำพลังที่ได้รับจากค่ายนี้ ทั้งพลังกายที่แข็งแรง พลังใจที่มุ่งมั่น และพลังแห่งความรักในการดูแลตนเองและแบ่งปันผู้อื่น กลับไปขับเคลื่อนความฝันและสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้กับสังคม”
ดร.ชลฤทัย ทวีแสง รองผู้อำนวยการสำนักบริหารงานความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ศึกษา สพฐ. ได้กล่าวสรุปความสำเร็จว่า “วันนี้เราทุกคนคือ ครอบครัวพลังสิบ สิ่งที่น้องๆ ได้รับมากกว่ารางวัล คือมิตรภาพและเครือข่ายเพื่อนจากต่างโรงเรียนทั่วประเทศ ขอฝากให้นักเรียนทุกคนตระหนักเสมอว่า ‘คนเก่ง ต้องเป็นคนดี’ เพราะหากประเทศมีคนเก่งที่เป็นคนดี ประเทศชาติก็จะพัฒนาไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”
พิธีมอบรางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของนักเรียนและครูโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ
พิธีมอบรางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของนักเรียนในโครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบในปีนี้มีผลงานที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยผลงานที่โดดเด่นและคว้ารางวัลในแต่ละสาขา มีดังนี้
รางวัลโครงงานนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น แบ่งเป็น 4 ประเภท ตามสาขาโครงงาน ได้แก่
ประเภทโครงงานนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องถังแยกขยะอัตโนมัติ (Auto PM Bin) โดย โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง: โครงงานเรื่องที่นอนลมจากถุงน้ำยาล้างไต โดย โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เหรียญทอง: โครงงานเรื่อง Moth Lure X: ระบบดักจับผีเสื้อกลางคืนอัจฉริยะแบบผสมผสานการประยุกต์ใช้แสงไฟร่วมกับกากน้ำตาลเพื่อการควบคุมแมลงศัตรูพืชทางการเกษตร โดย โรงเรียนสตรีศรีน่าน
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาวัสดุคอมโพสิตจากเปลือกกล้วยอบแห้งผสมนาโนซิงค์ออกไซด์เพื่อดูดซับกลิ่นแอมโมเนีย โดย โรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม
ประเภทโครงงานการเรียนรู้ตามความสนใจ
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการประยุกต์ใช้กลไกจากเครื่องพิมพ์อิงก์เจ็ตเหลือใช้สู่เครื่องลับคมมีดอัตโนมัติ โดย โรงเรียนนางรอง
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง: โครงงานเรื่องเส้นสด "ครามมี่" โดย โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เหรียญทอง: โครงงานเรื่อง AquaSense: ระบบอัจฉริยะตรวจวัดความขุ่นของน้ำเพื่อการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
ประเภทโครงงานบูรณาการสหวิชา
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องผงปรุงรสจากเปลือกกุ้ง โดย โรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 เหรียญทอง: โครงงานเรื่องตุ้มตอนจากชานอ้อย โดย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี
รางวัลโครงงานนักเรียน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
แบ่งเป็น 4 ประเภท ตามสาขาโครงงาน สาขาละ 3 รางวัล ได้แก่
1. ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์กายภาพ
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาแอปพลิเคชัน MelodyMelonTap เพื่อวัดระดับการสุกและระดับความหวานของแตงโมผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน โดย โรงเรียนนครพนมวิทยาคม
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการศึกษาคุณสมบัติทางกลและกายภาพของอิฐประสานจากวัสดุเหลือทิ้ง ในการแปรรูปมะขามร่วมกับมูลสัตว์สำหรับการพัฒนาชุดแปลงปลูกผักที่มีความสามารถในการจัดการความชื้นและมีกำลังอัดต่ำ โดย โรงเรียนเพชรพิทยาคม
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการสังเคราะห์และศึกษาประสิทธิภาพของเส้นใยนาโนพอลีไวนิลแอลกอฮอล์ผสมซิลเวอร์ไนเทรต ด้วยเทคนิคการปั่นด้วยไฟฟ้าสถิตในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa โดย โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
2.ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สุขภาพและการแพทย์
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาทรายแมวจากผักตบชวาเพื่อการตรวจคัดกรองสุขภาพระบบทางเดินปัสสาวะในแมวด้วยเทคนิคการบ่งชี้สี โดย โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องเครื่องประคบเย็นแบบควบคุมอุณหภูมิคงที่สำหรับลดอาการปวดฟัน โดย โรงเรียนขุนยวมวิทยา
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องผลของอัตราส่วนหัวอาหารและแหนแดงต่ออัตราการเจริญเติบโตอัตราการแลกเนื้อและอัตราการรอดชีวิตของกุ้งก้ามกรามในจังหวัดกาฬสินธุ์ โดย โรงเรียนอนุกูลนารี
3.ประเภทโครงงานวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับคาดการณ์ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ระยะสั้นเฉพาะพื้นที่ โดย โรงเรียนปทุมวิไล
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่อง Smart Dye Lab: ระบบอัจฉริยะช่วยวิเคราะห์และควบคุมสีย้อมธรรมชาติลำพูนด้วย GoGo Board และ AI โดย โรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการพัฒนานวัตกรรมบำบัดน้ำทิ้งจากการย้อมผ้าในชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยนาโนคอมโพสิตชีวภาพและพลังงานแสงอาทิตย์ โดย โรงเรียนเบญจมราชูทิศ
4.ประเภทโครงงานวิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: โครงงานเรื่องเทคโนโลยีการแปลภาษามือสำหรับผู้พิการทางการได้ยินในรูปแบบแอปพลิเคชัน โดย โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการพัฒนาเครื่องวัดความเข้มสีของสารละลายบนพื้นฐานไมโครคอนโทรลเลอร์ร่วมกับการใช้รีเอเจนต์ชีวภาพจากเปลือกทับทิมสำหรับวิเคราะห์ปริมาณเฟอริกไอออนในน้ำ โดย โรงเรียนห้วยสักวิทยาคม
รางวัลชนะเลิศ เหรียญเงิน: โครงงานเรื่องการศึกษาสาเหตุและปัจจัยที่ส่งผลต่อปรากฏการณ์เสียงไฟดับเพื่อประยุกต์เป็นอุปกรณ์ดับไฟด้วยคลื่นเสียง โดย โรงเรียนศรียานุสรณ์
นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลผลงานวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้สอน เพื่อยกย่องครูผู้นำนวัตกรรมมาแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม รายละเอียดรางวัล ดังนี้
การนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
แบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทละ 1 รางวัล ได้แก่
ประเภทผลงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: ผลงานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมระบบบ้านอัจฉริยะ ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ SOLVER Model ผ่านระบบการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานบนแพลตฟอร์ม Nextathon สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
ประเภทผลงานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: ผลงานวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและการรู้สิ่งแวดล้อมด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐานในรายวิชาวิทยาศาสตร์พลังสิบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดย โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
ประเภทงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียน
รางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง: ผลงานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving) รายวิชา Smart home for smarter living ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 โดยใช้การเรียนรู้แบบ Active Learning และการเรียนรู้แบบร่วมมือ ควบคู่กับกิจกรรม Sen Auto for Kids โดย โรงเรียนวิเชียรมาตุ
การนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
ประเภทผลงานสื่อหรือนวัตกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียน (รางวัลชนะเลิศ ผลงานดีเด่น)
ผลงานเรื่องกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ขั้นตอนสอนคิดแบบ STEM เรื่อง ผู้พิทักษ์ชายหาด เพื่อส่งเสริมสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 รายวิชาเสริมสมรรถนะวิทยาศาสตร์พลังสิบ โดย โรงเรียนระยองวิทยาคม
ผลงานเรื่องบอร์ดเกมส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับธรณีพิบัติภัย วาตภัย และการรับมือภัยพิบัติ โดย โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม)
ผลงานเรื่องพัฒนา GADIP-R Model สำหรับออกแบบกระบวนการเรียนรู้ “การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการแก้ปัญหา ลดการสร้างคาร์บอน” โดย โรงเรียนปทุมวิไล
ด้าน นายวายุ แสนจุ้ง ตัวแทนทีมเยาวชนจากโรงเรียนปทุมวิไล เจ้าของผลงานรางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง โครงงานเรื่อง “การพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์สำหรับคาดการณ์ความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ระยะสั้นเฉพาะพื้นที่” กล่าวถึงเบื้องหลังความสำเร็จว่า เกิดจากการบริหารจัดการเวลาและความทุ่มเทอย่างหนักของสมาชิกในทีมทั้ง 3 คน โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากคุณครูที่ปรึกษา การเข้าร่วมแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงช่วยฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเก็บเกี่ยวผลงานและประสบการณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
ในขณะที่ นางสาวศรัณย์ภัทร แก้วมณี นักเรียนจากโรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง ตัวแทนเยาวชนผู้เข้าร่วมนำเสนอผลงาน ได้เปิดเผยความรู้สึกว่า “เวทีนี้ช่วยปลดล็อกขีดความจำกัดของตัวเอง จากความกดดันในช่วงแรกเปลี่ยนเป็นพลังแห่งความมั่นใจเมื่อได้นำเสนอผลงานจริง สิ่งสำคัญที่ได้รับกลับไปคือทักษะ การกล้าแสดงออก ความขยันหมั่นเพียร และมิตรภาพใหม่ๆ จากเพื่อนต่างสถาบัน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน”
สำหรับมุมมองของครูผู้สอน ว่าที่ ร.ต.ยุทธพงศ์ ชนะศึก จากโรงเรียนวิเชียรมาตุ จ.ตรัง เจ้าของรางวัลชนะเลิศ เหรียญทองการนำเสนอผลงานวิจัยในชั้นเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประเภทงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาผู้เรียน สะท้อนความรู้สึกที่มีต่อโครงการว่า “โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเท่าเทียมทางการศึกษาสามารถเกิดขึ้นได้จริง โครงการนี้มอบโอกาสให้นักเรียนห้องเรียนปกติ ซึ่งอาจไม่มีกำลังทรัพย์สูง ได้เข้าถึงเครื่องมือและกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพเทียบเท่าห้องเรียนพิเศษ นอกจากนี้ ตัวหลักสูตรยังออกแบบมาให้เข้าใจง่าย ลดความซับซ้อน ทำให้แม้แต่ครูศิลปะอย่างผม ก็สามารถผันตัวมาเป็นครูวิทย์ฯ ที่พาเด็ก ๆ สร้างสรรค์นวัตกรรมได้สำเร็จ”
ทั้งนี้ โครงการวิทยาศาสตร์พลังสิบ จะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพครูและเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่สู่การเป็นนักวิจัยและบุคลากรคุณภาพที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรมของไทยในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


