หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
สวทช. เนคเทค และเอ็มเทค ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร จัดสัมมนา NSTDA Green Economy ในหัวข้อ “แนวทางและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับโรงงานสู่การผลิตที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์ ร่วมกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) และเครือข่ายพันธมิตร จัดสัมมนา NSTDA Green Economy ในหัวข้อ "แนวทางและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับโรงงานสู่การผลิตที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจสีเขียว" เพื่อเป็นเวทีถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ให้กับ ผู้ประกอบการหรือองค์กรที่กำลังวางแผนเข้าสู่อุตสาหกรรมสีเขียว หรือ กำลังยกระดับองค์กรสู่ "Carbon Neutrality" และ "Net Zero Emissions" ตลอดจนองค์กรที่มองหาโซลูชั่นที่ช่วยลดพลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน NEPCON Thailand 2024 งานมหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีการประกอบและการวัดอันดับ 1 ในอาเซียน เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยมีวิทยากรจาก สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรร่วมนำเสนอในหัวข้อที่น่าสนใจ ดังนี้ การบรรยายหัวข้อ “เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) : ความท้าทายของอุตสาหกรรมการผลิตไทย” โดย นางสาวสมานลักษณ์ ตัณฑิกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม บรรยายหัวข้อ “แนวทางการปรับเปลี่ยนและยกระดับองค์กรสู่เศรษฐกิจสีเขียว” โดย ดร.วีรณัฐ โรจนประภา ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาด้าน ESG/SDGs Strategy สำหรับองค์กร บริษัท เดอะ ลาสต์ แมน สแตนดิง จำกัด การบรรยายหัวข้อ “ประสบการณ์การปรับองค์กรสู่อุตสาหกรรมสีเขียว บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด” โดย ดร. ปรอง กองทรัพย์โต ผู้อำนวยการอาวุโส (Senior Director - Chief of Staff) บริษัท ลูเมนตั้ม อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด การบรรยายหัวข้อ “เทคโนโลยีสีเขียวเพื่อกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโซลูชั่นพร้อมใช้” และ “ระบบฐานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกสำหรับธุรกิจ” โดย ดร.จิตติ มังคละศิริ สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (TIIS) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. การบรรยายและแนะนำ เทคโนโลยีและโซลูชั่นเพื่อติดตามคาร์บอนและลดการใช้พลังงานสำหรับโรงงาน อาทิ แพลตฟอร์มไอโอทีและระบบวิเคราะห์ข้อมูลอุตสาหกรรม (IDA) ระบบรวบรวม วิเคราะห์ และคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร (Dcarb) และ ระบบบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนสำหรับโรงงาน (EffRenew) โดย ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. นอกจากนี้ นักวิจัย สวทช. ยังได้แนะนำการวิจัยพัฒนาโซลูชั่นสีเขียว พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สำหรับองค์กร CFO และบริการของ สวทช. Services ในการสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในงานอีกด้วย สำหรับงาน Nepcon Thailand 2024 มหกรรมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อันดับ 1 ของอาเซียน พบปะกับนักอุตสาหกรรมกว่า 10,000 รายจากทั่วภูมิภาค ซึ่งจะนำโซลูชั่นเหล่านี้ไปปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในสายการผลิตอย่างเต็มพิกัด ทำความรู้จักลูกค้าเป้าหมาย และนำธุรกิจของคุณให้ก้าวล้ำ และสัมมนา แบ่งปันองค์ความรู้และโอกาสในการเชื่อมสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยวิทยากรเป็นผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ได้รับการยอมรับ บรรยายในหัวข้อที่ครอบคลุมหลากหลาย เพื่อกระตุ้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและอำนวยประโยชน์เพื่อต่อยอดในอนาคตให้แก่ผู้ผลิตในวงการอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 19 - 22 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 - 18.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
แกะกล่องงานวิจัย : ชีวภัณฑ์ NPV ปราบหนอนศัตรูพืชดื้อยา #หนอนเริ่มบุกอีกแล้วนะ เตรียมรับมือกันหรือยัง
  📌 1) เกี่ยวกับอะไร ? มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทยที่มีมูลค่าการส่งออกในปี 2565 มากกว่า 1.5 แสนล้านบาท แต่กระนั้นในปี 2567 นี้ เกษตรกรกลับต้องเผชิญกับอีกหนึ่งความท้าทายในการเพาะปลูกมันสำปะหลัง เพราะศัตรูพืชตัวร้ายอย่าง ‘หนอนกระทู้หอม’ และ ‘หนอนกระทู้ผัก’ ได้บุกเข้ากัดกินจนต้นมันสำปะหลังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกษตรกรตั้งรับได้ไม่ทัน ‘สารเคมี’ จึงกลายมาเป็นตัวเลือกแรกในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีไม่ได้เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เพราะหนอนศัตรูพืชกลุ่มนี้มีการพัฒนาจนมีอัตราการดื้อยาค่อนข้างสูง ทำให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น หรือต้องเปลี่ยนไปใช้สารชนิดใหม่ที่มีความรุนแรงกว่าเดิม ก่อให้เกิดผลกระทบทั้งด้านต้นทุนการผลิต และการเป็นอันตรายต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ในการนี้ สวทช. จึงขอเสนอชีวภัณฑ์ ‘ไวรัสเอ็นพีวี (Nuclear Polyhedrosis Virus: NPV)’ ไวรัสก่อโรคในหนอนแมลงให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการในการปราบหนอนศัตรูพืชดื้อยา โดยไวรัสชนิดนี้จะทำให้หนอนที่กินไวรัสเข้าไปป่วย กินอาหารได้น้อยลง และตายใน 5-7 วัน โดยไม่ทำให้เกิดการดื้อยา อีกทั้งยังไม่มีสารพิษตกค้างในสิ่งแวดล้อม   📌 2) ดีอย่างไร ? ไวรัสเอ็นพีวีเป็นไวรัสที่มีความจำเพาะกับสายพันธุ์ของหนอน จึงไม่ก่อให้เกิดการทำลายระบบนิเวศเกินความจำเป็น ลดการสร้างผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี การใช้งานทำได้ง่าย เพียงผสมไวรัสเอ็นพีวีกับน้ำสะอาดตามสัดส่วนที่กำหนดแล้วฉีดพ่นให้ทั่วใบตามความถี่ที่เหมาะสม ปัญหาหนอนบุกที่ต้องเผชิญอยู่จะค่อย ๆ ลดลงจนหายไปในที่สุด อย่างไรก็ตามยังคงต้องดูแลฉีดพ่นอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันหนอนที่ติดมาจากต้นพันธุ์ใหม่หรือแมลงจากที่อื่นบินมาวางไข่   📌 3) ตอบโจทย์อะไร? ลดละเลิกการใช้สารเคมีอันตราย เพื่อสุขภาวะที่ดีของแรงงาน ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้อาศัยโดยรอบพื้นที่เพาะปลูก ลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว จากการลดปริมาณสารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีทั้งทางตรงและทางอ้อม   📌 4) สถานะของเทคโนโลยี? ปัจจุบัน สวทช. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตชีวภัณฑ์ NPV ให้แก่บริษัทเอกชนแล้ว 2 บริษัท คือ บริษัทไบรท์ออร์แกนิค จำกัด (06 4536 3549) และบริษัทบีไบโอ จำกัด (08 1806 1268) ผู้สนใจสามารถติดต่อบริษัทได้โดยตรง   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : รู้จัก-รู้ใช้ชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืช   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐอเมริกา เวิร์กชอปพัฒนากิจกรรมและอุปกรณ์เรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบประหยัด ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ Frugal Science Academy, Georgia Institute of Technology สหรัฐอเมริกา จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง Engaging Students in Low-cost Experiments: Which Banana is this? (ในวันที่ 19 เมษายน ที่ผ่านมา) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยมีครูวิทยาศาสตร์เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 27 คน นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า แนวทางวิทยาศาสตร์แบบประหยัด (Frugal Science) ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างดียิ่ง โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือโรงเรียนที่มีทรัพยากรจำกัด จะสามารถเรียนรู้และทดลองวิทยาศาสตร์ได้โดยไม่มีอุปสรรคด้านต้นทุน เพราะครูและนักการศึกษาได้พัฒนาและใช้เครื่องมือและวัสดุที่มีต้นทุนต่ำสำหรับการทดลองทางวิทยาศาสตร์พื้นฐานที่สำคัญและให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างสนุก นอกจากนี้ยังช่วยปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม กระตุ้นให้นักเรียนและครูคิดค้นวิธีการใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหาและทำการทดลอง ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในโลกปัจจุบันที่ต้องการส่งเสริมเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์และการแก้ไขปัญหาอย่างมีนวัตกรรม Janet Standeven เป็นครูมัธยมศึกษา มากว่า 28 ปี ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการของ Frugal Science Academy, Gorgia Institute of Technology สหรัฐอเมริกา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำให้วิทยาศาสตร์เข้าถึงได้ง่ายว่า เป้าหมายของสถาบันคือทำให้วิทยาศาสตร์เข้าใจง่ายสำหรับนักเรียนและแสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้ที่สำคัญสามารถเกิดขึ้นได้ด้วยวัสดุและอุปกรณ์ที่หาได้ง่าย โดยการพัฒนาชุดอุปกรณ์ที่ใช้วัสดุที่มีราคาไม่แพง แต่อาศัยหลักการทำงานตามหลักการทางวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ทำให้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้งานได้เทียบเท่าเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่มีขายทางการค้าทั่วไป ทำให้นักเรียนมีโอกาสทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น มีประสบการณ์สำคัญได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ผ่านการลงมือทำด้วยตนเอง ซึ่งช่วยให้เข้าใจและจดจำได้ดีกว่าการเรียนแบบทฤษฎีเพียงอย่างเดียว กิจกรรมที่ครูที่เข้าอบรมได้ลงมือทำ ได้แก่ การสกัดดีเอ็นเอจากกล้วย 4 ชนิด ได้แก่ กล้วยหอมทองปทุม กล้วยหอมคาเวนดิช กล้วยไข่ และกล้วยน้ำว้า เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบลายพิมพ์ดีเอ็นเอว่ากล้วยแต่ละชนิดจะมีลายพิมพ์ดีเอ็นเอเหมือนหรือต่างกันอย่างไร เริ่มจากการสกัดดีเอ็นเอจากกล้วยด้วยวิธีที่ต่างกัน 2 วิธี คือ สกัดด้วยวิธีแบบง่ายด้วยการใช้อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทั่วไป และการสกัดโดยใช้อุปกรณ์ที่ชื่อว่า OpenCell ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบและประดิษฐ์ขึ้นจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ (3D Printing) เพื่อช่วยทำให้เซลล์แตก และสามารถปรับเปลี่ยนหัวเหวี่ยงเพื่อใช้งานเป็นเครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอน (Centrifuge) ได้ จากนั้นนำตัวอย่างดีเอ็นเอไปทำปฏิกิริยาลูกโซ่พอลิเมอเรส (polymerase chain reaction; PCR) เพื่อสังเคราะห์ชิ้นส่วนดีเอ็นเอในหลอดทดลอง และนำมาวิเคราะห์ลายพิมพ์ดีเอ็นเอ ด้วยเทคนิค Gel electrophoresis โดยอาศัยหลักการเคลื่อนที่ของสารบนเจลภายใต้สนามไฟฟ้า เพื่อวิเคราะห์ลายพิมพ์ดีเอ็นเอของกล้วยแต่ละชนิดต่อไป นอกจากนี้ นางสาวสุปราณี สิทธิไพโรจน์สกุล นักวิชาการอาวุโส และทีมนักวิชาการ จากฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ได้นำชุดอุปกรณ์จำลองหลักการแยกของสารบนเจลภายใต้สนามไฟฟ้า (Gel electrophoresis) ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์ที่คิดค้นขึ้นโดยคนไทย ประยุกต์มาจากกล่องพลาสติก ลวดอะลูมิเนียม และใช้วุ้นทำอาหารทดแทนวุ้นอะกาโรสที่มีราคาแพง มาร่วมสาธิตและให้ครูผู้เข้ารับการอบรมได้ทดลองวิเคราะห์แยกตัวอย่างสีผสมอาหารด้วยตนเอง เพื่อให้เข้าใจเทคนิคและหลักการของการแยกสารบนเจลภายใต้สนามไฟฟ้าซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่ใช้แยกดีเอ็นเอด้วยวิธี Gel electrophoresis ในห้องปฏิบัติการจริง โดยทีมนักวิชาการได้เคยนำชุดอุปกรณ์นี้มาใช้จัดกิจกรรมค่ายนิติวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนมาก่อนด้วย นางสาวอำพร สิรวิกัย ครูผู้สอนวิชาชีววิทยา โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ จังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่ากิจกรรมที่ได้ทำในครั้งนี้มีประโยชน์มาก และชอบแนวแนวคิดที่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาสร้างเป็นสื่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในรูปเครื่องมืออย่างง่ายซึ่งเหมาะสมกับประเทศไทยมาก เพราะเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นจะช่วยให้กระบวนการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีเนื้อหาที่มีความซับซ้อนและเข้าใจยากเห็นเป็นภาพที่ชัดเจนและเข้าใจได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้วิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย สำหรับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ได้เรียนรู้ในครั้งนี้ชอบอุปกรณ์เครื่องปั่นเหวี่ยงแบบมือดึง (3D-printed hand-powered centrifuge) ที่ได้แนวความคิดมาจากของเล่นเด็ก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ได้จริงทดแทนเครื่องปั่นเหวี่ยงที่มีราคาแพง สะดวกต่อการนำไปใช้เวลาออกภาคสนามได้ด้วย เพราะมีขนาดเล็กและไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ส่วนนายพิษณุ ศรีกระกูล รองผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้กล่าวว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้เข้าร่วมอบรม เพราะได้ทราบแนวความคิดในการพัฒนาเครื่องมือวิทยาศาสตร์อย่างง่ายด้วยหลักการ Frugal Science ซึ่งจะต่างจากหลักการ DIY ที่เน้นการทำด้วยตนเอง แต่ Frugal Science ใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ทำสิ่งที่ยากและมีราคาแพงให้ใช้งานได้ง่ายและมีราคาถูก สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา anytime anywhere ส่วนอุปกรณ์ที่ชอบคือเครื่อง OpenCell ที่เป็นเครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอน (Centrifuge) ซึ่งความสามารถของเครื่องนี้ใกล้เคียงกับเครื่องปั่นเหวี่ยงตกตะกอนที่มีราคาแพงได้เลย และสามารถปรับเปลี่ยนหัวปั่นเหวี่ยงได้หลายแบบอีกด้วย หลังจากอบรมมีแผนจะนำไปต่อยอดให้นักเรียนได้ลองใช้เครื่อง 3D Printing ที่โรงเรียนที่มีอยู่แล้วสร้างเป็นเครื่องปั่นเหวี่ยง OpenCell และนำไปใช้ในการทดลองจริงด้วย นอกจากนี้ยังชอบแนวความคิดของวิทยากรที่ให้นักเรียนจาก Frugal Science Academy ได้ลองผิดลองถูก ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การประกวดหรือการแข่งขัน แต่เป็นสิ่งที่นักเรียนอยากเรียนรู้อยากทำด้วยตนเองซึ่งจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ นักเรียนจะได้ใช้หลักการที่ได้เรียนรู้ไปพัฒนาต่อยอดเป็นสิ่งประดิษฐ์หรือเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อไป ซึ่งการลองผิดลองถูกก็ทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ตรงและได้ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทุกขั้นตอนที่นักเรียนได้ลงมือทำด้วยตนเอง และหลักการของ Frugal Science ยังเป็นการบูรณาการศาสตร์หลายวิชาเข้าด้วยกัน เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ และ ดร.จิโรจน์ แสงรัตนประเสริฐ ครูชำนาญการ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จังหวัดนครปฐม กล่าวว่าประทับใจการอบรมครั้งนี้มาก ทุกกิจกรรมน่าสนใจ แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเครื่องปั่นเหวี่ยงแบบมือดึง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้หลักการที่เราคุ้นเคยจากของเล่นเด็กพัฒนาเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ใช้งานได้จริง มีราคาถูก และสามารถใช้ทดแทนเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่มีราคาแพงได้ ถือว่าเป็นการนำหลักการ back to the basic ที่น่าสนใจมาก ซึ่งวางแผนหลังการอบรมไว้ว่าอยากจะตั้งชุมนุมหรือวิชานวัตกรรมเพื่อให้นักเรียนได้ลองมาออกแบบสร้างเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ถ้านักเรียนได้มารวมกันและช่วยกันคิดก็น่าจะพัฒนาต่อยอดเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่มีประโยชน์ได้มาก นอกจากนี้ทางโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ก็เป็นโรงเรียนแม่ข่ายที่จัดอบรมให้แก่โรงเรียนลูกข่าย ก็จะนำความรู้ที่ได้รับเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้หลักการ Frugal Science ไปถ่ายทอดต่อให้ครูโรงเรียนเครือข่ายและครูโรงเรียนทั่วไปได้นำเครื่องมือเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนก็จะช่วยให้การเรียนวิทยาศาสตร์สัมฤทธิ์ผลมากยิ่งขึ้น
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
จดหมายข่าว สวทช. ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 ประจำเดือนมิถุนายน 2567
ข่าว สมาคมมนุษยพันธุศาสตร์ – สวรส. และพันธมิตร จัดประชุมวิชาการประจำปี การแพทย์จีโนมิกส์เพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทย สวทช. ต้อนรับคณะมูลนิธิการจัดการเพื่อความมั่นคง เยี่ยมชมงานวิจัย BCG ในมิติความมั่นคง การแก้ไขปัญหาโลกเดือด กระทรวง อว. จัดงานวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 5 ปี กรมการแพทย์ ผนึก สวทช. พัฒนานวัตกรรมสุขภาพและการแพทย์ ดันงานวิจัยสู่การใช้จริง พึ่งพาตนเอง-ลดความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข ผู้อำนวยการ สวทช. นำทัพผู้บริหารเข้าร่วมงานและเยี่ยมชมงาน “SCG The Possibilities for Inclusive Green Growth” สวทช. มอบเกียรติบัตร นักเรียน ม.ปลาย – ครูวิทยาศาสตร์ ฝึกทักษะวิจัย สวทช. ภาคฤดูร้อน ปี 2567 ไบโอเทค สวทช. จับมือ ไบโอเมด และสมาคมจุลินทรีย์ลำไส้ฮ่องกง ร่วมวิจัยและวิชาการ เสริมอุตสาหกรรมด้านจุลินทรีย์และโพรไบโอติกในประเทศไทย สวทช. – ผนึกทุกภาคส่วน หาแนวทางแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ติดตามการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สวทช. สวก. มูลนิธิ SOS และพันธมิตร เปิดตัวธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) สวทช. ต้อนรับคณะผู้บริหารจาก TCELS และ P&G Singapore หารือความร่วมมือในอนาคต 3 องค์กร ร่วมผลักดันสร้างมาตรฐานคาร์บอนกลาง อาเซียน สวทช. นำเสนอรายงานความก้าวหน้างานวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ โครงการทุน TGIST เพื่อร่วมขับเคลื่อนงานวิจัย BCG สวทช. “ศุภมาส” ปาฐกถาพิเศษ ในเวทีประชุมวิชาการสมรรถนะด้านพลังงานระหว่างประเทศ ปี 67 (ERC Forum 2024) ชูนโยบาย “อว. For EV” สวทช. ผนึกความร่วมมือ สภากายภาพบำบัด ดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยทุกกลุ่มในสังคม ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม 7 หน่วยงาน ลงนาม MOU ร่วมพัฒนาบุคลากรและนวัตกรรมด้านการบิน ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการบินของภูมิภาค องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ร่วมกับ ไบโอเทค สวทช. จัดการประชุมระดับสูงว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพในภูมิภาคอาเซียน เนคเทค สวทช. จัดรวมพลคน KidBright ครั้งที่ 5 ภายใต้แนวคิด Edge AI หนุน ‘นักนวัตกร’ เรียนรู้ตลอดชีวิต ขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน “ศุภมาส” ประกาศนโยบาย “อว. for AI” ติดอาวุธคนไทยใช้ AI พัฒนาประเทศ ไบโอเทค สวทช. แถลงปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้เชี่ยวชาญภายใต้ห่วงโซ่มันสำปะหลังลุ่มน้ำโขง อาหารทะเลจากพืช “วี-ซี (Ve-Sea)” นวัตกรรมเอ็มเทค สวทช. ถึงมือผู้บริโภคปราศจากคอเลสเตอรอล ตอบเทรนด์สุขภาพ-อาหารเพื่อความยั่งยืน สวทช. ต้อนรับคณะนักบริหารจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมผลงานวิจัยนวัตกรรมด้านการเกษตร   Download เอกสารฉบับเต็ม (12.2 MB)
จดหมายข่าว สวทช.
 
Mesh PV แผงโซลาร์เซลล์เสริมความแข็งแรงด้วยชั้นรองรับน้ำหนักแบบใหม่ ประยุกต์ใช้งานได้สะดวกทั้งกับอาคารและยานพาหนะ
  ปัจจุบันโซลาร์เซลล์ได้รับความนิยมในการใช้งานตามบ้านเรือนอย่างแพร่หลาย เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดค่าไฟได้แล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาเหตุสำคัญของปัญหาโลกร้อนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามโซลาร์เซลล์มาตรฐานที่ผลิตและจำหน่ายทั่วไปยังมีจุดอ่อนสำคัญด้านรูปลักษณ์ที่มีลักษณะเป็น ‘แผงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ทึบแสง ต้องใช้โครงเหล็กขนาดใหญ่แข็งแรงสูงในการรับน้ำหนัก’ ส่งผลให้การออกแบบติดตั้งแผงทำได้ไม่หลากหลาย การจัดวางให้สวยงามกลมกลืนกับอาคาร บ้านเรือน หรือสภาพแวดล้อมทำได้ลำบาก     กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา ‘Mesh PV (เมช พีวี)’ แผงโซลาร์เซลล์เสริมความแข็งแรงด้วยชั้นรองรับน้ำหนักแบบใหม่ เพื่อประยุกต์ใช้กับงานอาคารและยานพาหนะ   [caption id="attachment_57729" align="aligncenter" width="750"] ว่าที่ร้อยตรี นพดล สิทธิพล ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช.[/caption]   ว่าที่ร้อยตรี นพดล สิทธิพล ทีมวิจัยเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ เอ็นเทค สวทช. อธิบายว่า แท้จริงแล้วอุปสรรคด้านรูปลักษณ์ของแผงโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาจากเซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตพลังงานไฟฟ้า แต่มาจากกรอบโลหะที่ใช้ยึดติดองค์ประกอบของแผงเข้าด้วยกัน เพราะกรอบซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักของแผงจะต้องรับน้ำหนักได้มาก แข็งแรง และทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง “ทีมวิจัยจึงได้ออกแบบโครงสร้างสำหรับยึดองค์ประกอบแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นใหม่ ให้มีลักษณะเป็นตาข่าย (mesh) ชนิดพิเศษที่รับน้ำหนักได้มาก มีความแข็งแรงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมในระดับทัดเทียมกับโครงสร้างที่ใช้งานกันอยู่ทั่วไป ใช้เสริมความแข็งแรงให้แผงโซลาร์เซลล์ได้หลายประเภท ทั้งแบบโปร่งแสงและทึบแสง แบบโค้งงอได้และแบบโค้งงอไม่ได้ และสามารถผลิตสีของตาข่ายให้กลมกลืนกับพื้นที่ที่จะติดตั้งได้อีกด้วย ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ Mesh PV อยู่ระหว่างขอความคุ้มครองสิทธิกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา”   [caption id="attachment_57730" align="aligncenter" width="450"] Mesh PV[/caption]   Mesh PV เหมาะกับการใช้งานทั้งกับบ้านเรือนและอาคารสูงที่ต้องรองรับแรงกระแทกจากกระแสลมรุนแรง โดยติดตั้งได้ทั้งบนดาดฟ้า ลานกลางแจ้ง หรือจะประยุกต์ใช้เป็นหลังคาทรงโค้งบริเวณแนวทางเดิน กันสาด หรือหน้าต่างบานกระทุ้งก็ได้เช่นกัน โดยหากมองไปถึงการเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าให้แก่ยานยนต์ Mesh PV ก็เหมาะอย่างยิ่งกับ camper van หรือรถบ้านสำหรับทำกิจกรรมตั้งแคมป์ และ ฟูดทรัก (food truck) ที่ผู้ใช้งานต้องใช้ไฟฟ้าในการทำกิจกรรมต่าง ๆ     ว่าที่ร้อยตรี นพดล อธิบายต่อว่า ปัจจุบันการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ Mesh PV ประสบความสำเร็จในระดับห้องปฏิบัติการแล้ว อยู่ในขั้นตอนทดสอบประสิทธิภาพความแข็งแรงคงทนของผลิตภัณฑ์ในภาคสนามและการทดสอบตามมาตรฐาน IEC61215 ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะทดสอบแล้วเสร็จภายในปี 2567 โดยหากการทดสอบประสบความสำเร็จก็พร้อมเปิดถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อผลิตเชิงพาณิชย์ต่อทันที แต่หากมีผู้ประกอบการท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ Mesh PV สามารถติดต่อเพื่อร่วมวางแผนการวิจัยผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ ก่อนได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงานวิจัย และเพิ่มโอกาสผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดที่กำลังมีความต้องการสูง “ทั้งนี้สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ผลิตแผงโซลาร์เซลล์จำหน่ายอยู่เดิมและสนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Mesh PV ไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือก ไม่ต้องเป็นกังวลเลยว่าจะต้องปรับเปลี่ยนสายการผลิตใหม่ หรือไม่สามารถสั่งผลิตภายในประเทศได้ เพราะเทคโนโลยีการผลิต Mesh PV ผ่านการออกแบบให้มีขั้นตอนการผลิตที่ง่าย ไม่ซับซ้อน และวัสดุที่ใช้ในการผลิตทั้งหมดหาได้สะดวกภายในประเทศไทย” ว่าที่ร้อยตรี นพดล กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (เอ็นเทค) เบอร์โทรศัพท์: 0 2564 6500 หรืออีเมล info@entec.or.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็นเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
สวทช. ผนึก 5 องค์กร ยกระดับความรู้ -นวัตกรรมการแพทย์ นำไทยสู่ Medical Tourism
(วันที่ 19 มิถุนายน 2567) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นผู้แทนผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วม พิธีลงนาม บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการสร้างองค์ความรู้ด้าน “นวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ และคืนความอ่อนเยาว์” REVITALIZING & REJUVENATING Innovation course for Health (2RICH) ระหว่าง มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กรมการแพทย์ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และ สวทช. กระทรวง อว.โดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ปวีณ นราเมธกุล ผู้อำนวยฝ่ายอาวุโส ฝ่ายกฎหมายและสัญญา สวทช. ร่วมงาน ณ อาคารปฏิบัติการการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เขตทวีวัฒนา กทม. สำหรับโครงการสร้างองค์ความรู้ด้าน “นวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพ และคืนความอ่อนเยาว์” REVITALIZING & REJUVENATING Innovation course for Health (2RICH) เพื่อบูรณาการความรู้ด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ และเทคโนโลยีชีวภาพ สำหรับ REVITALIZING & REJUVENATING สำหรับแพทย์ และผู้ที่อยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเพื่อสนับสนุน Medical Tourism ของประเทศไทย อีกทั้งเพื่อเป็นการ ส่งเสริม สนับสนุน และยกระดับขีดความสามารถของแพทย์ ผู้ประกอบการ และผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ให้นำองค์ความรู้ที่ได้รับในหลักสูตรไปใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ให้ได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจ เพื่อสนับสนุนชื่อเสียงของอุตสาหกรรมสุขภาพของไทย รวมถึงสนับสนุนให้ใช้นวัตกรรมการแพทย์จากแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือ และเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อการพัฒนาศักยภาพธุรกิจสุขภาพสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน  
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ได้รับการยกย่องจากวุฒิสภา ในฐานะ “องค์กรที่ทำคุณประโยชน์เพื่อคนพิการ”
วันที่ 19 มิถุนายน 2567 อาคารรัฐสภา : คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา จัดพิธียกย่องเชิดชูบุคคลและองค์กรที่ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม  เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติ สร้างขวัญกำลังใจให้กับองค์กรที่ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมซึ่งเป็นต้นแบบขององค์กรที่ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริม สนับสนุนและสร้างคุณค่าให้กับคนพิการ และบุคคลผู้ทำประโยชน์เพื่อสังคมซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนภารกิจของคณะกรรมาธิการให้บรรลุตามเป้าหมายเป็นอย่างดียิ่ง รวมทั้งเพื่อเป็นการรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ต้นแบบบุคคลและองค์กรที่ทำคุณประโยชน์เพื่อสังคม เพื่อขยายผลต้นแบบดังกล่าวไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม ในโอกาสนี้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา  ได้มอบเกียรติบัตรให้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. ในฐานะ “องค์กรที่ทำคุณประโยชน์เพื่อคนพิการ” โดยมี ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เป็นผู้แทนของสำนักงานฯ ในการเข้ารับเกียรติบัตร ดร.จุฬารัตน์ กล่าวแสดงความขอบคุณคณะกรรมาธิการฯ วุฒิสภา ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของพันธกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนคนพิการ และขอบคุณบุคลากร สวทช. ทุกท่านที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง การได้รับเกียรติบัตรในครั้งนี้จะเป็นกำลังใจให้ สวทช. มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการและพัฒนาสังคมไทยให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้ยกย่องเชิดชูเกียรติ นางสาววันทนีย์ พันธชาติ ผู้เชี่ยวชาญ สวทช. ในฐานะบุคคลต้นแบบผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ สวทช. ที่มีบุคลากรที่มีจิตอาสาและความมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ทั้งนี้ สวทช. ได้รับการยกย่องจากผลงานที่โดดเด่นในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการในหลากหลายมิติ ทั้งการสร้างเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อช่วยให้คนพิการดำเนินชีวิตได้อย่างอิสระและสะดวกสบายมากขึ้น การส่งเสริมการเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้อย่างเท่าเทียม และการสนับสนุนการมีส่วนร่วมในสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมอย่างเต็มที่ การได้รับการยกย่องในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ สวทช. ในการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อสร้างสังคมที่ทุกคนมีโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ร่วมพิธีเปิด “แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป 2024” และ ออโตโมทีฟ ซัมมิท งานแสดงเครื่องจักรสุดล้ำกว่า 2,000 แบรนด์ และงานสัมมนาวิชาการอุตสาหกรรมยานยนต์
(วันที่ 19 มิถุนายน 2567) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. และนักวิจัย เอ็มเทค สวทช. เข้าร่วมพิธีเปิดงาน "แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซิโป 2024" และงาน "ออโตโมทีฟ ซัมมิท" โดยมี นายดนัยณัฏฐ์ โชคอำนวย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีเปิดพร้อมทั้งแสดงปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ "มุ่งสู่นวัตกรรมการขับเคลื่อนแห่งอนาคตเพื่อความยั่งยืน" ในโอกาสนี้ ดร.เกรียงศักดิ์ วงศ์พร้อมรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า ในงานสัมมนากว่า 50 หัวข้อที่อาร์เอ็กซ์ เทรดเด็กซ์ จัดขึ้นมานั้น หนึ่งในไฮไลท์คือ "ออโตโมทีฟ ซัมมิท" สุดยอดงานสัมมนาด้านวิชาการแห่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่สถาบันยานยนต์จัดร่วมกับอาร์เอ็กซ์เทรดเด็กซ์มานานถึง 11 ปีแล้ว โดยในปีนี้ได้นำเสนอองค์ความรู้ด้านยานยนต์ที่ครอบคลุมทุกมิติแห่งความยั่งยืน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม ที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายของ Sustainable Development Goals (SDGs) ต่อไป สำหรับงาน แมนูแฟกเจอริ่ง เอ็กซ์โป (Manufacturing Expo) 2024" เป็นงานที่เปิดให้นักอุตสาหการภาคการผลิตเข้าชมเครื่องจักรอุตสาหกรรมรวมกว่า 2,000 แบรนด์จาก 30ประเทศทั่วโลก พร้อมเติมอาหารสมองด้วยสุดยอดสัมมนาทางวิชาการกว่า 50 หัวข้อ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 มิถุนายน และงาน "ออโตโมทีฟ ซัมมิท" ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-20มิถุนายนนี้มั่นใจมีคนเข้าชมงานปีนี้ไม่ต่ำกว่า 95,000 คน โดยในปีนี้ยังคงเน้นความสำคัญของความยั่งยืน ตอบรับโมเดลธุรกิจ BCG (Bio-Circular-Green) Economy ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำสมัย อีกทั้งยังมี 7 โซนแสดงพิเศษที่กระจายอยู่ทั่วทั้งงาน ได้แก่ "Sustainovation Showcase" เวทีที่เปิดกว้างสำหรับทุกอุตสาหกรรมที่จะได้มานำเสนอนวัตกรรมสินค้า และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ที่จะได้เห็นไอเดียใหม่ ๆ เพื่อ Sustainability "FacTech Focus" เวทีแลกเปลี่ยนความรู้สำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาโรงงาน และอาคารพาณิชย์ โดยกูรูผู้เชี่ยวชาญจะมาให้ความรู้ภายใต้ธีม "อัปเลเวลโรงงานใหม่ เพิ่มความทันสมัยให้อาคาร" และอีก 16 หัวข้อย่อยเกี่ยวกับกลยุทธ์การลดคาร์บอนในโรงงาน "Future Mobility" แหล่งพบปะของคนในวงการที่ต้องการก้าวไปสู่ยุคยานยนต์แห่งอนาคตไปด้วยกันประกอบไปด้วยสองส่วน โดยส่วนแรกนำเสนอผลงานของผู้ประกอบการไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านEV มานำเสนอผลงาน และส่วนสองจัดแสดง ผลงานด้าน EV ฝีมือคนไทย พร้อมรถยนต์ รถโฟล์คลิฟท์ ที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานไฮโดรเจน "Service Robot Zone" ส่วนแสดงที่เผยความล้ำหน้าของหุ่นยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อช่วยยกระดับภาคบริการและภาคอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมสากล "Tools & Tooling Pavilion" ผู้ให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์ด้านทูลสิ่งจากแบรนด์ชั้นนำจะมาผนึกกำลังเพื่อช่วยกันเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้การผลิตแม่พิมพ์ได้คุณภาพสูงตรงตามต้องการ "Surface & Coatings Innovation Prize 2024" การประกวดผลงานเพื่อแจ้งเกิดในวงการงานชุบคนรุ่นใหม่ จัดร่วมกับสมาคมเครือข่ายอุตสาหกรรมชุบโลหะไทย (TEPNET) ผู้ที่เข้ารอบสามอันดับแรกจะได้ชิงเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท โล่ประกาศเกียรติคุณ และได้จัดแสดงผลงานที่งาน Surface & Coatings การแข่งขันค้นหาสุดยอดช่างเชื่อมใน "IPC Hand Soldering & Rework Competition" ผู้ชนะจะเป็นตัวแทนภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วมการแข่งขัน IPC Hand Soldering World Championship ปะเทศเยอรมนี และในช่วงวันสุดท้ายของการจัดงาน จะมีการอบรม IPC Forum หัวข้อ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มต้นด้วยการเรียนโดยผ่านการอบรมด้านคุณภาพ"
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดกิจกรรม “Pharma ConneX 2024” จับคู่นักวิจัย-นักพัฒนา เฟ้นหางานวิจัยตอบโจทย์ธุรกิจสุขภาพและการแพทย์
นักวิจัยและนักพัฒนาจับคู่ผู้ประกอบการร่วมกันนำเสนอแผนงานวิจัยและแผนธุรกิจด้านอุตสาหกรรมยาและสุขภาพการแพทย์ พิชิตเงินสนับสนุนโครงการสูงสุด 1,000,000 บาท ภายใต้โครงการ “Pharma ConneX จับคู่และต่อยอด 2024” ที่ต้องการเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของนักวิจัยและนักพัฒนา ให้ตรงกับความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความสามารถการแข่งขันในตลาด (วันที่ 11 มิถุนายน 2567) ณ ห้องประชุม CC-405 อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยฝ่ายบริหารวิจัยเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติ (RNS) ร่วมกับ สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STIS) จัดกิจกรรม Pharma ConneX 2024: Pitching Day ภายใต้ “โครงการ Pharma ConneX จับคู่และต่อยอด” ที่เปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักพัฒนา รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาและสุขภาพการแพทย์ มาแข่งขันนำเสนอแผนการวิจัย และแผนธุรกิจในการ Pitching เพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจาก สวทช. ในการนำไปพัฒนาต่อยอดงานวิจัย พร้อมทั้งรับฟังคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมี ผศ. ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริการโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานการคณะกรรมการคัดเลือก ซึ่งโครงการ Pharma ConneX 2024 จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 เพื่อสานต่อความร่วมมือจากผลพวงความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการ Pharma ConneX 2023 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของงานวิจัยในอุตสาหกรรมยาและสุขภาพการแพทย์ ที่เป็นความต้องการของตลาดและสังคมโดยแท้จริง และยังเป็นกลไกที่ช่วยเสริมแกร่งเครือข่ายนักวิจัยด้านยาและสุขภาพการแพทย์ของ สวทช. รวมทั้งสร้างเครือข่ายระหว่างนักวิจัย สวทช. และบริษัทเอกชน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ยา และนวัตกรรมการแพทย์สุขภาพใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดไทยและตลาดสากล [caption id="attachment_57738" align="alignnone" width="2560"] คณะกรรมการ นักวิจัย และบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมกิจกรรมนำเสนอแผนงานวิจัยและแผนธุรกิจของโครงการวิจัยที่ได้จากการจับคู่ เพื่อ Pitching เงินสนับสนุนโครงการ ในวัน Pharma ConneX 2024: Pitching Day[/caption] ทั้งนี้ โครงการ Pharma ConneX 2024 ประกอบด้วย กิจกรรม Business Matching โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2567 จัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและจับคู่ระหว่างนักวิจัยกับโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ นำมาสู่ความร่วมมือในการทำงานวิจัยร่วมกัน จากนั้นวันที่ 11 มิถุนายน 2567 ได้จัดกิจกรรม Pitching ในการร่วมกันนำเสนอแผนงานวิจัยและแผนธุรกิจ เพื่อรับเงินสนับสนุนจากโครงการ โดยในปีนี้มีผู้ประกอบการและนักวิจัยสนใจเข้าร่วม Matching และ Pitching และผ่านเกณฑ์จำนวนทั้งสิ้น 9 โครงการได้รับเงินสนับสนุนเป็นจำนวน 50% ของโครงการสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท [caption id="attachment_57739" align="aligncenter" width="592"] Matching Day: ภาพบรรยากาศการให้คำปรึกษา และหารือระหว่างนักวิจัยและบริษัทเอกชนช่วง 1-on-1 Matching (27 พฤษภาคม 2567)[/caption] Pitching Day: ภาพกิจกรรมนักวิจัยและบริษัทเอกชนนำเสนอแผนงานวิจัย และแผนธุรกิจ (11 มิถุนายน 2567)
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
แกะกล่องงานวิจัย : แบตเตอรี่อุปกรณ์พกพา ปลอดภัย ยืดหยุ่นสูง
  📌 1) เกี่ยวกับอะไร ? หนึ่งในสินค้าที่คอ IT ทั่วโลกจับตาการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ คือ wearable devices หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดสวมใส่ไว้กับร่างกาย อาทิ smart watch, หูฟังไร้สาย แต่รู้หรือไม่ว่า จนถึงปัจจุบันผู้พัฒนายังคงต้องเผชิญข้อจำกัดในการออกแบบผลิตภัณฑ์ค่อนข้างมาก เพราะแบตเตอรี่ชนิดลิเทียมไอออน (lithium-ion battery) ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ยังมีข้อจำกัดเรื่องไม่สามารถบิดงอ ฉีกขาด หรือสัมผัสกับความร้อนสูงได้ เพราะอาจทำให้เกิดเหตุระเบิดดังที่ปรากฏให้เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะ ในการนี้ สวทช. จึงร่วมกับ North Calorina State University พัฒนากระบวนการผลิต 'แบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิล (cable-shaped zinc-ion battery)’ ขึ้น เพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดในการออกแบบอุปกรณ์ โดยแบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้งานได้กับทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดสวมใส่ไว้กับร่างกาย และอุปกรณ์ IoT ขนาดเล็ก (ใช้กำลังไฟต่ำ) ชนิดต่าง ๆ ที่ต้องการความคงทนต่อสภาพแวดล้อมสูง เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน   📌 2) ดีอย่างไร ? ปลอดภัยสูงไม่ระเบิด วัสดุทั้งหมดที่ทีมวิจัยเลือกใช้มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อม ทำให้เมื่อเกิดเหตุชำรุดจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งาน นอกจากนี้วัสดุที่ใช้ในการผลิตยังมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าด้วย นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ที่นักวิจัยพัฒนาขึ้นยังมี 3 จุดเด่นที่สำคัญ คือ เล็ก บิดงอได้ และน้ำหนักเบา เอื้อให้นักออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น   📌 3) ตอบโจทย์อะไร? การที่ประเทศไทยพัฒนาอุปกรณ์ประเภทแบตเตอรี่ได้เอง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับสากล ทั้งในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็น 2 อุตสาหกรรมที่ในระดับตลาดโลกมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเสมอมา   📌 4) สถานะของเทคโนโลยี? ปัจจุบันทีมวิจัยประสบความสำเร็จในระดับห้องทดลองแล้ว (TRL4) อยู่ในขั้นตอนการทำวิจัยเพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่ระดับอุตสาหกรรม   รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานวิจัย : ชวนติดตามนวัตกรรมไทย ‘แบตเตอรี่สังกะสีไอออนแบบเคเบิล’ แบตเตอรี่ชนิดปลอดภัยสูง ตอบโจทย์การแข่งขันในตลาด wearable devices   เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์คโดย ภัทรา สัปปินันทน์
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
“อนุทิน – ศุภมาส” ร่วมแถลงแนวทาง “การสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ตั้งเป้า 5 ปีผลิตด้านเซมิคอนดักเตอร์ 8 หมื่นคน – EV 1.5 แสนคน – AI 5 หมื่นคน
“อนุทิน – ศุภมาส” ร่วมแถลงแนวทาง “การสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ตั้งเป้า 5 ปีผลิตด้านเซมิคอนดักเตอร์ 8 หมื่นคน - EV 1.5แสนคน - AI 5 หมื่นคน พร้อมพัฒนาระบบนิเวศหนุนการลงทุนใหม่ ยกระดับสู่ hub อุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 67 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้รับมอบหมายจากนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้เป็นประธานในพิธีเปิดงานแถลงวิสัยทัศน์ “เตรียมทัพกำลังคน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต” IGNITE THAILAND : Future Workforce for Future Industry และมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงแนวทาง “การสร้างกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. คณะผู้บริหารและนักวิจัย สวทช. เข้าร่วมรับฟัง โดยมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 800 คน และมีบริษัทเอกชนชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสนใจมาเข้าร่วมรับฟังการแสดงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไปเจรจาการค้า การลงทุน กับบริษัทใหญ่ ๆ มามากมายทั่วโลก บริษัทใหญ่ ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย ล่าสุด ได้ข่าวว่า บริษัท APPLE ก็จะมาตั้ง APPLE Campus หรือสำนักงานอีกแห่งที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป็นศูนย์การพัฒนา “นักพัฒนาซอฟท์แวร์” (Software Developer) การเชื้อเชิญอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นการพัฒนาที่สำคัญ ที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม เศรษฐกิจของประเทศให้ไปสู่อุตสาหกรรมไฮเทค (High Tech) ที่มีมูลค่าสูงขึ้น นวัตกรรมต่าง ๆ ที่ใช้มาในอดีต กำลังค่อย ๆ ถูกแทนที่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ชั้นสูงมากมาย ยกตัวอย่างเช่นอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Semiconductor and Advanced Electronics) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ประเทศไทยเรามีพื้นฐานอยู่ในทุก ๆ ด้านและพร้อมที่จะต่อยอด รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า นอกจากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่รัฐบาลเร่งสร้างและเชื้อเชิญการลงทุนต่าง ๆ แล้ว วันนี้ กระทรวง อว. ภายใต้การนำของรัฐมนตรีศุภมาส ได้เตรียมการส่วนที่สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาและเพิ่มทักษะของคน (Upskill / Reskill) อยู่ในขณะนี้ ประกอบไปด้วยกลไก 4 ด้าน ได้แก่ 1.โปรแกรมการพัฒนาคน ที่มีทั้งการทำหลักสูตรแบบใหม่ การเน้นการฝึกงาน และการร่วมมือกับศูนย์ฝึกอบรม 2.การให้สิทธิประโยชน์ทางการเงิน สำหรับการฝึกอบรม 3.การสนับสนุนงบประมาณ ที่ช่วยเหลือในการพัฒนาทักษะ และ 4.การประสานงานระหว่างภาคการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งไทยและต่างประเทศ “ผมขอเชิญคนไทยทุกคนที่กระหายการเรียนรู้และการพัฒนา มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการเหล่านี้ เพื่อพัฒนาทักษะตนเอง เตรียมความพร้อมในการทำงานในอุตสาหกรรมไฮเทค และช่วยเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมไปด้วยกัน” นายอนุทิน กล่าว ด้าน น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า กระทรวง อว. มีแผนงานในการสร้างและพัฒนากำลังคนที่ครอบคลุมในทุกระดับ ตั้งแต่กำลังคนที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม นักวิจัย รวมถึงการผลิตบัณฑิตในระดับปริญญาตรี โท เอก โดยในระยะ 5 ปีข้างหน้าตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงไว้ที่ 80,000 คน ด้าน EV 150,000 คน และด้าน AI 50,000 คน ปัจจุบัน ได้เริ่มดำเนินการผลิตกำลังคนรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตไปแล้ว 6 โครงการ ซึ่งมีผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ โดยมี 3 โครงการที่เป็น Quick Win เห็นผลในระยะสั้น ได้แก่ 1.การพัฒนาและเพิ่มทักษะ (Upskill/Reskill) เช่น โครงการ STEM PLUS หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น สำหรับกำลังคนที่อยู่ในอุตสาหกรรม โดยมีแรงจูงใจให้บริษัทเอกชนที่ส่งบุคลากรมาเรียน สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมไปลดหย่อนภาษีได้ 250% ปัจจุบันมีหลักสูตรด้านอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 150 หลักสูตร ด้าน EV 124 หลักสูตร ด้าน AI 313 หลักสูตร ตั้งเป้าผลิตกำลังด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง 12,500 คนต่อปี ด้าน EV 24,000 คนต่อปี ด้าน AI 8,000 คนต่อปี 2.โครงการ Coop+ หรือ สหกิจศึกษาพลัส ที่นำนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์มาพัฒนาทักษะเพิ่มเติมและฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรม หลังจบการศึกษาแล้วยังสามารถทำงานกับบริษัทได้ทันที โดยตั้งเป้าผลิตกำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์ 1,500 คนต่อปี เริ่มนำร่องไปแล้วกับ 8 บริษัทชั้นนำ ขณะที่ด้าน EV และ AI ก็จะใช้รูปแบบเดียวกัน โดยตั้งเป้าด้าน EV 500 คนต่อปี ด้าน AI 500 คนต่อปี และ 3.โครงการสหกิจศึกษาในต่างประเทศ โดยการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในมหาวิทยาลัยหรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ 3 ด้านนี้ในต่างประเทศ รมว.อว. กล่าวต่อว่า ขณะที่โครงการที่ 4 ถึง 6 เป็นแผนระยะกลางและยาว ที่จะเห็นผลภายใน 2-4 ปี โดยโครงการที่ 4 คือ การจัดทำหลักสูตรแซนด์บอกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ทั้งระดับปริญญาตรีและโท โดย 15 มหาวิทยาลัย คาดว่าจะผลิตกำลังคนได้ 1,300 คนต่อปี ด้าน EV จะเปิดสอนได้ในปีหน้า และด้าน AI ได้เปิดสอนแล้ว 2 หลักสูตรใน 6 มหาวิทยาลัยที่ตั้งเป้าผลิตกำลังคนให้ได้ 1,000 คนต่อปี 5.การจัดทำหลักสูตรเซมิคอนดักเตอร์ EV และ AI ร่วมกับมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ ระดับปริญญาตรีและโท เป็นหลักสูตร International Program ตั้งเป้าผลิตกำลังคนไม่น้อยกว่า 200 ตนต่อปี และ 6.การสนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาเอก ล่าสุดได้ร่วมมือกับอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สหราชอาณาจักร ในการส่งนักเรียนทุนไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอกด้านเซมิคอนดักเตอร์ และจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันในด้าน EV และด้าน AI “ขณะเดียวกันยังมีแผนการยกระดับห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ให้เป็นศูนย์ฝึกอบรม (Training Centers) เพื่อรองรับการพัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง EV และ AI ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค โดยตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปี จะมีจำนวน 10 แห่ง ด้าน EV จำนวน 15 แห่ง และด้าน AI จำนวน 9 แห่ง นอกจากนี้ กระทรวง อว. จะนำ 6 แนวทางนี้ไปขยายผลให้ครอบคลุม 8 อุตสาหกรรมใน IGNITE THAILAND โดยได้เริ่มดำเนินการแล้ว เช่น การจัดทำหลักสูตรแซนด์บอกส์ ปัจจุบันมี 14 หลักสูตร เช่น ด้านการบิน เปิดสอนแล้ว 2 หลักสูตร ด้านสุขภาพและการแพทย์ มี 4 หลักสูตร ที่เปิดสอนแล้ว เป็นต้น ที่สำคัญกระทรวง อว. ยังมีแผน จัดสรรทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีในการผลิตคนใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวตามนโยบายนายกรัฐมนตรี ทั้งที่เป็นทุนภายใต้การกำกับของกระทรวง อว. หรือร่วมกับหน่วยงานอื่น เช่น กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยได้มีการหารือการจัดสรรทุนของ กยศ. สำหรับนักศึกษาใน 8 กลุ่มอุตสาหกรรมนี้แล้ว” น.ส.ศุภมาส กล่าว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เด็กไทยสุดปังคว้ารางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award แข่งขันนำเสนอผลการทดลองบนอวกาศ
(12 มิถุนายน 2567) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุนเยาวชนไทยเข้าร่วมแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติ ภายใต้โครงการ Asian Try Zero-G 2023 ร่วมกับเยาวชนจากประเทศออสเตรเลีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ผ่านระบบออนไลน์ ผลปรากฏว่า นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม คว้ารางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award และนายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ได้รับรางวัล Crew Award จากนักบินอวกาศขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ แจ็กซา (JAXA)   ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ตามที่ สวทช. ร่วมกับแจ็กซาดำเนินโครงการ Asian Try Zero-G 2023 เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยส่งแนวคิดการทดลองในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเข้าร่วมแข่งขันกับเยาวชนจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย แจ็กซาได้เลือกข้อเสนอการทดลองจำนวน 14 เรื่อง จาก 8 ประเทศ ขึ้นไปทดลองจริงในห้องทดลองคิโบ โมดูล (Kibo Module) บนสถานีอวกาศนานาชาติ โดย นายซาโตชิ ฟูรูกาวะ (Satoshi Furukawa) นักบินอวกาศญี่ปุ่น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ล่าสุดวันที่ 9 มิถุนายน 2567 แจ็กซาได้จัดเวทีแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติในรูปแบบออนไลน์ เพื่อกระตุ้นให้เยาวชนได้ฝึกค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ และสรุปผล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ “ในการแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติทั้งหมด 14 เรื่อง มีผลงานของเยาวชนไทยจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ การทดลองที่ 1 เรื่อง “ก้อนน้ำทรงกลมกับแรงไฟฟ้าสถิต (Water spheres and electrostatic force)” เสนอโดย นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ (ฟุง) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย การทดลองที่ 2 เรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่แบบวงกลมของลูกบอลสองลูกบนเส้นเชือกในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Stranger things two ball on string)” เสนอโดย นายณัฐภูมิ กูลเรือน (เฟรม), นายจิรทีปต์ มะจันทร์ (ต้นกล้า), นางสาวฟ้าใหม่ คงกฤตยานุกุล (เพียว) และนายภูมิพัฒน์ รัตนวัฒน์ (ต้นน้ำ) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย และการทดลองที่ 3 เรื่อง “การออกกำลังกายท่าดาวทะเลภายใต้สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ (Starfish exercise for microgravity)” เสนอโดย นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนระยองวิทยาคม ซึ่งทั้ง 3 เรื่องนี้ได้ผ่านการคัดเลือกมาจากหัวข้อการนำเสนอของเยาวชนไทยจำนวน 152 เรื่อง “ผลการแข่งขันนำเสนอผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์บนสถานีอวกาศนานาชาติ น่ายินดีว่า คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศต่าง ๆ คัดเลือกให้ นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) และนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ (เอม) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนระยองวิทยาคม ได้รับรางวัลชนะเลิศ Kibo-ABC Award ประเภทการทดลองท่าออกกำลังกายในอวกาศ นอกจากนี้ นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ยังได้รับรางวัลพิเศษ Crew Award จากการพิจารณาคัดเลือกโดยนายซาโตชิ ฟูรูกาวะ นักบินอวกาศญี่ปุ่น” นางสาววรรณวลี จันทร์งาม (มุก) เล่าว่า ก่อนการแข่งขัน ตนเองและนางสาวพุทธิมา ประกอบชาติ ได้เตรียมตัวหาข้อมูลอย่างหนักเพื่อจัดทำสไลด์ ต้องดูวิดีโอการทดลองซ้ำไปซ้ำมาเยอะมาก และพยายามวาดรูปเอง เพื่อจัดทำสื่อนำเสนอให้น่าสนใจและใกล้เคียงกับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารมากที่สุด ซึ่งพอถึงเวลานำเสนอจริง ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่ก็ได้พยายามทำให้ดีที่สุด “พอได้ยินคณะกรรมการประกาศว่าทีมเราได้รับรางวัลชนะเลิศก็ดีใจมากเลยค่ะ ต้องขอบคุณนักบินอวกาศญี่ปุ่นที่อธิบายผลลัพธ์ต่าง ๆ ในช่วงการทดลองบนอวกาศได้อย่างละเอียด ทำให้พวกเรานำไปสืบค้นต่อได้สะดวกมากขึ้น สุดท้ายนี้ต้องขอบคุณ สวทช. และแจ็กซาที่จัดกิจกรรมดี ๆ ให้เยาวชนในหลายประเทศได้มีโอกาสสัมผัสประสบการณ์หลาย ๆ อย่างที่ไม่เคยได้เห็นและเรียนรู้มาก่อน ซึ่งเราจะนำความรู้ที่ได้มาเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาตัวเองต่อไป” ด้าน นายชญานิน เลิศอุดมศักดิ์ (ฟุง) เล่าว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับรางวัล Crew Award ตอนแรกไม่ได้คาดหวัง เพราะการนำเสนอของเพื่อน ๆ ทีมอื่นมีการวิเคราะห์ผลเชิงปริมาณ และนำเสนอกันได้ดีมาก แต่ตัวเองก็ตั้งใจทำเต็มที่ เน้นการใช้สไลด์ที่เข้าใจง่ายอธิบายถึงแนวคิดและผลการทดลองที่เกิดขึ้น “พอทราบผลรางวัลก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่นักบินอวกาศญี่ปุ่นถูกใจหัวข้อการทดลองและการสรุปผลของเรา โดยรวมแล้วการได้เข้าร่วมกิจกรรม Asian Try Zero-G 2023 ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้ได้รับประสบการณ์ ทักษะ และความรู้ใหม่ ๆ เยอะมาก ขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้น” ติดตามโครงการ Asian Try Zero-G ได้ที่เฟซบุ๊ก NSTDA Space Education
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์