หน้าแรก ค้นหา
ผลการค้นหา :
“ศุภมาส” เปิดตัวเครือข่ายมหาวิทยาลัยและเครือข่ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ “Upskill-Reskill อว. for EV” เร่งสร้างกำลังคนรองรับอุตสาหกรรม EV ของไทย ทะยานสู่ EV HUB ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
(วันที่ 2 กรกฎาคม 2567) น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการเปิดตัวเครือข่ายมหาวิทยาลัยและเครือข่ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ในโครงการ “Upskill Reskill อว. for EV" โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รักษาการเเทนที่ปรึกษาด้านพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานปลัดกระทรวง อว. รศ.ร.อ.ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ หัวหน้าโครงการพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญของกำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ รองผู้อำนวยการ สวทช. และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วม ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 มทส. จ.นครราชสีมา น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า การเปิดตัวเครือข่ายมหาวิทยาลัยและเครือข่ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ดำเนินการ “Upskill Reskill อว. for EV” ของกระทรวง อว. ในครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนากำลังคนด้วยองค์ความรู้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของอุตสาหกรรม EV ในปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในต้นแบบเครือข่ายที่ร่วมบูรณาการทำงานร่วมกันที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น EV HUB ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญอันดับหนึ่งของภูมิภาค และ 10 อันดับแรกของโลก “นี่คือความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ที่ต้องการพัฒนาและสร้างกำลังคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรม EV ของประเทศอย่างเร่งด่วน ถือเป็น 1 ใน 3 เสาหลักของนโยบาย “อว.For EV” ได้แก่ 1.EV HRD หรือการผลิตกำลังคนให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย 150,000 คน ใน 5 ปี 2.EV Transformation หรือการเปลี่ยนรถ ICE เป็นรถ EV ในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานของ อว. เป้าหมาย 30% ภายในปี 2030 และ 3.EV Innovation เพื่อยกระดับผู้ประกอบการด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ผ่านความร่วมมือจากทั้งภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของบอร์ดอีวีแห่งชาติที่ตั้งเป้าจะผลิตรถยนต์ที่ไม่ปล่อยมลพิษอย่างน้อยร้อยละ 30 ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดของประเทศไทย ซึ่งคิดเป็นกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 725,000 คัน และรถจักรยานยนต์ ประมาณ 675,000 คัน ภายในปี พ.ศ. 2573 หรือ เรียกว่านโยบาย “30@30” เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ให้กับประเทศ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แก้ไขความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” น.ส.ศุภมาส กล่าว ด้าน นายพันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวง อว. ได้ดำเนินนโยบาย อว. For EV เพื่อตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้ทุกหน่วยงาน และมหาวิทยาลัยทุกแห่งในสังกัดกระทรวง อว. มีการดำเนินงานแบบบูรณาการในการขับเคลื่อนนโยบายอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ กองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้จัดทำโครงการพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญของกำลังคนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยและเครือข่ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวง อว. ดำเนินการ “Upskill Reskill อว. for EV” เพื่อพัฒนาทักษะกำลังคนของประเทศซึ่งเป็นรากฐานสำคัญผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์รายใหญ่ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งสามารถสร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศไทยและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตยานยนต์ของประเทศไทยจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEVs) การพัฒนาทักษะกำลังคนเพื่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ การออกแบบ การผลิต การพัฒนาซอฟต์แวร์ และการซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้า สถานีบรรจุไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีเป้าหมายในการผลิตกำลังคน เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า 150,000 คน ภายในระยะเวลา 5 ปี โดยปี 2567 จะผลิตกำลังคนให้ได้ 5,000 คน และจะทำหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-degree) เพื่อการมีงานทำและ เตรียมความพร้อมรองรับการทำงานในอนาคต ทั้งนี้ เครือข่ายมหาวิทยาลัยและเครือข่ายคณะวิศวกรรมศาสตร์ในโครงการ “Upskill Reskill อว. for EV" ประกอบด้วย ม.เทคโนโลยีสุรนารี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มทร.รัตนโกสินทร์ มรภ.นครราชสีมา มทร.อีสาน ม.เทคโนโลยีมหานคร ม.อัสสัมชัญ ม.กรุงเทพธนบุรี ม.ขอนแก่น ม.บูรพา ม.ทักษิณ ม.อุบลราชธานี มทร.ตะวันออก ม.เกษตรศาสตร์ ม.พะเยา มทร.สุวรรณภูมิ ม.วลัยลักษณ์ สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) และบริษัทเชิดชัย คอร์ปอเรชั่น จำกัด   ข้อมูลและภาพข่าวจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ครั้งที่ ๗๓ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
การประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา (Lindau Nobel Laureate Meetings) เป็นการประชุมเพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างผู้ได้รับรางวัลโนเบลกับเยาวชนและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ โดยได้เชิญผู้ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Laureate) นักศึกษาและนักวิจัยจากทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม เริ่มการประชุมครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๕๑ ณ เมืองลินเดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี การประชุมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนกันระหว่างผู้ได้รับรางวัลโนเบลกับนักวิทยาศาสตร์ต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันได้มุ่งเน้นผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มเยาวชน นักศึกษา และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพสูงจากนานาประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามคำขวัญ ๓ ประการ คือ (๑) ให้ความรู้ (educating) (๒) สร้างแรงบันดาลใจ (inspiring) และ (๓) เชื่อมโยงเครือข่าย (connecting) โดยทั้งนี้ สภาการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา (The Council for the Lindau Nobel Laureate Meetings) ร่วมกับมูลนิธิผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา (Foundation Lindau Nobel Laureate Meetings) จัดการประชุมนี้ขึ้นทุกปีในช่วงประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม หมุนเวียนไปตามสาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี และสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ และจะจัดการประชุมทั้งสิ้น ๖ วัน โดยมีพิธีเปิดที่เมืองลินเดาในวันแรกและพิธีปิดที่เกาะไมเนาในวันสุดท้าย สำหรับสาขาเศรษฐศาสตร์ จะจัดขึ้นทุก ๒ ปี เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๔ การประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบลปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๗๓ ในสาขาฟิสิกส์ ระหว่างวันที่ ๓๐ มิถุนายน - ๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ มุ่งเน้นด้านการค้นคว้าวิจัยทางฟิสิกส์ ซึ่งมีผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลกว่า ๔๐ คน และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่กว่า ๖๕๐ คน เข้าร่วมการประชุมฯ ในจำนวนนี้เป็นนักศึกษาและนักวิทยาศาสตร์จากประเทศไทยที่ดำเนินการคัดเลือกโดยโครงการการคัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ภายใต้มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จำนวน ๖ คน โดยเป็นนิสิตนักศึกษาที่ศึกษาในประเทศไทยจำนวน ๒ คน และกำลังศึกษาหรือทำวิจัยที่ต่างประเทศอีก ๔ คน นอกจากนี้ยังมีผู้แทนชาวไทยที่ได้รับเลือกโดย National Academy of Sciences สหรัฐอเมริกา เข้าร่วมด้วยอีก ๑ คน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมายังโรงแรมไบเออริชเชอร์โฮฟ ลินเดา ในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๗ เวลา ๑๑.๐๐ น. พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์ไพรัช ธัชยพงษ์ เลขาธิการ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ ดร.ชฎามาศ ธุวะเศรษฐกุล กรรมการและรองเลขาธิการ มูลนิธเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริฯ และศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วย ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. นำนักวิทยาศาสตร์ไทยที่เข้าร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ครั้งที่ ๗๓ จำนวน ๗ คน เฝ้าทูลละอองพระบาท และร่วมฉายพระฉายาลักษณ์ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมในเวลา ๑๔.๐๐ น. ตามคำเชิญของมูลนิธิการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ในฐานะวุฒิสภากิตติมศักดิ์ (Honorary Senate) ของมูลนิธิฯ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ได้กล่าวถึงการประชุมในครั้งนี้ว่าเป็นการประชุมที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่นำความรู้ไปต่อยอดพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และสร้างเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ๆ ต่อไป ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า จากพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงริเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปัจจุบัน โครงการได้สนับสนุนผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุม รวม ๘๗ คน จำแนกตามสาขาการประชุมในแต่ละปี ได้แก่ สาขาฟิสิกส์ ๒๗ คน สาขาเคมี ๒๓ คน สาขาฟิสิกส์ เคมี และสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ ๑๗ คน และสาขาสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ ๒๐ คน ผู้แทนประเทศไทยที่ได้รับคัดเลือกโดยโครงการการคัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ภายใต้มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้เข้าร่วมการประชุมในปีนี้ จำนวน ๖ คน ประกอบด้วย ๑. นางสาวธัญรดา สุขวิบูลย์ นักศึกษาปริญญาตรี สาขาฟิกส์ มหาวิทยาลัยมหิดล ๒. นายปรมตถ์ บุณยะเวศ นักศึกษาปริญญาตรี สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ๓. นางสาวเกษชฎาภาส รัตนสุภา นักศึกษาปริญญาโท สาขาฟิสิกส์ University of Strasbourg สาธารณรัฐฝรั่งเศส ๔. นายเจตน์ อรุณแสงโรจน์ นักศึกษาปริญญาโท สาขาฟิสิกส์ Swiss Federal Institute of Technology Zurich สมาพันธรัฐสวิส ๕. ดร.พัทธมน กองคำบุตร นักวิจัยหลังปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ University of Hamburg สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ๖. ดร.พีระ สีมาขจร นักวิจัยหลังปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ University of Valencia ราชอาณาจักรสเปน นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีก ๑ คน ที่ได้รับการคัดเลือกจาก National Academy of Sciences สหรัฐอเมริกา คือ ดร.ศรีสุดา โรจน์เสถียร นักวิจัยหลังปริญญาเอก Arizona State University สหรัฐอเมริกา นางสาวธัญรดา สุขวิบูลย์ กล่าวความรู้สึกว่า “นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการประชุมฯ และพระราชทานโอกาสนี้แก่พวกเราทุกคนให้เข้าร่วมงาน พวกเราได้รู้ถึงแนวคิด วิธีทำงาน ตลอดจนการสร้างแรงบันดาลใจต่าง ๆ ของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกว่าเขาทำได้อย่างไร” นายปรมตถ์ บุณยะเวศ กล่าวว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกภาคภูมิใจ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีที่พระองค์ได้พระราชทานโอกาสให้ข้าพเจ้าเป็นผู้แทนประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมนี้ ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ข้าพเจ้าจะได้เรียนรู้ประสบการณ์ แนวคิด แรงบันดาลใจ และองค์ความรู้ใหม่ จากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล ซึ่งประสบการณ์ดังกล่าวจะเป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ถ่ายทอดสู่คนรุ่นใหม่ และนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยเพื่อความก้าวหน้าของประเทศต่อไป” ทั้งนี้ นิสิต นักศึกษาและนักวิจัยหลังปริญญาเอกที่สนใจเข้าร่วมโครงการการคัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา สามารถติดต่อได้ที่งานบริหารแผนงานและจัดการโครงการพัฒนากำลังคน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โทรศัพท์ ๐๒ ๕๖๔ ๗๐๐๐ ต่อ ๗๗๒๕๗ หรือทางแฟนเพจ https://www.facebook.com/LindauNobelTH   คลิปข่าว จาก YouTube  News NBT2HD
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
หลักสูตรเทคนิคการออกสูตรและปรับปรุงสมบัติเฉพาะของยาง (Formulation Techniques and Improvement of Specific Properties of Rubbers)
หลักสูตร เทคนิคการออกสูตรและปรับปรุงสมบัติเฉพาะของยาง (Formulation Techniques and Improvement of Specific Properties of Rubbers) จัดโดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 📌วันที่ 23 สิงหาคม 2567 เวลา 9:00-16:30 น. 📌จัดอบรม hybrid คู่ขนาน 2 รูปแบบ ▪️ รูปแบบที่1 อบรม onsite ห้องM120 อาคารเอ็มเทค อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ▪️ รูปแบบที่2 อบรมออนไลน์ผ่านโปรแกรม Cisco WebEx Meeting ------------------ 📌ค่าลงทะเบียน ▪️ ข้าราชการและพนักงานองค์กรรัฐ ราคา 3,500 บาท/ท่าน (ไม่มี Vat7%) ▪️ บุคคลทั่วไปและภาคเอกชน ราคา 3,745 บาท/ท่าน (รวม Vat7%) ------------------ 📌สมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.mtec.or.th/general-training-courses/93320/ หรือสแกน QR Code บนโปสเตอร์กิจกรรม หลักการและเหตุผล หลักสูตรอบรมนี้มีเนื้อหาครอบคลุมเทคนิคในการออกสูตรเพื่อให้ได้สมบัติตามต้องการ โดยเน้นไปที่การปรับค่าความแข็ง ความทนทานต่อแรงดึง ความทนทานต่อการฉีกขาด ความต้านทานต่อการขัดถู การเสียรูปถาวรหลังกด กระเด้งกระดอนและฮิสเตอรีซิส ความทนทานต่อความร้อน/แสงแดด ความทนทานต่อโอโซน ความต้านทานต่อของเหลว การนำความร้อน/การนำไฟฟ้า ความทนทานต่อเปลวไฟ การลดอัตราการเกิดรีเวอร์ชั่น ความทนทานต่อการล้าตัว/การประลัย และการซึมผ่านของก๊าซ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการออกสูตรและปรับปรุงสมบัติเฉพาะของยาง กลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยาง และบุคคลทั่วไปที่สนใจเรื่องเทคโนโลยีการออกสูตรยาง ทั้งนี้ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการอบรมเต็มที่ ผู้เข้าอบรมควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมมาพอสังเขป กำหนดการ 8.30 น. – 9.00 น. ลงทะเบียน 9.00 น. – 10.30 น. ทฤษฎีการทำนายสมบัติของยางเมื่อทำการปรับเปลี่ยนสูตร 10.30น. – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง 10.45 น. – 12.00 น. การปรับค่าความแข็ง ความทนทานต่อแรงดึง ความทนทานต่อการฉีกขาด และความต้านทานต่อการขัดถู 12.00 น. – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน 13.00 น. – 14.30 น. การปรับค่าการเสียรูปถาวรหลังกด การกระเด้งกระดอนและฮิสเตอรีซิส ความทนทานต่อความร้อน/แสงแดด ความทนทานต่อโอโซน และความต้านทานต่อของเหลว 14.30 น. – 14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง 14.45 น. – 16.30 น. การปรับค่าการนำความร้อน/การนำไฟฟ้า ความทนทานต่อเปลวไฟ การลดอัตราการเกิดรีเวอร์ชั่น ความทนทานต่อการล้าตัว/การประลัย และการซึมผ่านของก๊าซ
ปฏิทินกิจกรรม
 
สวทช. มอบรางวัลการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุในประเทศ ประจำปี 2567
(วันที่ 2 กรกฎาคม 2567) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ. ปทุมธานี : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดพิธีมอบรางวัลการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2567 (Student Innovation Challenge Thailand 2024) พร้อมกันนี้ได้จัดกิจกรรมอบรมการนำเสนอผลงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมเพิ่มพูนทักษะการนำเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษในระดับนานาชาติ ให้กับ 10 ทีมที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย และได้สิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ (Global Student Innovation Challenge: gSIC) ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ได้รับเกียรติจาก ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร ประธานกลุ่มความร่วมมือวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกแห่งเอเชีย ดร.กัลยา อุดมวิทิต (รักษาการ) ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ด้าน Core Business สวทช. และ ดร.ปิยวุฒิ ศรีชัยกุล รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.เป็นผู้มอบรางวัลให้แก่ทีมนักเรียน นิสิต นักศึกษา ดร.กัลยา กล่าวว่า สวทช. ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นหน่วยงานกลางสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เพื่อให้อาจารย์ นักวิจัย แพทย์ นักวิชาชีพ ได้คิดค้นผลงานเชิงวิชาการเข้าร่วมนำเสนอ รวมทั้งส่งเสริมเยาวชนให้พัฒนานวัตกรรมที่จำเป็นสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ และพัฒนาต่อยอดไปจนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม สำหรับในปีนี้ การประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุภายในประเทศ ประจำปี 2567 มีผู้สมัครจากทั่วประเทศทั้งสิ้น 246 ผลงาน ผ่านการนำเสนอผลงานในรอบสุดท้าย 44 ผลงานนั้น จนได้ผู้ชนะเลิศ 10 ผลงานที่ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทย และ ได้สิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ (gSIC) ในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก (International Conference on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology: i-CREATe 2024) ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ดร.กัลยา กล่าวต่อว่า สวทช. ได้รับความกรุณาจากหน่วยงานพันธมิตรและขอขอบคุณสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ช่วยสนับสนุนการจัดงาน รวมไปถึงนักเรียน นิสิต นักศึกษา ให้ได้มีโอกาสเข้าร่วมนำเสนอผลงาน และเข้าร่วมการประกวด ทำให้กิจกรรมนี้เดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ภายหลังพิธีมอบรางวัลฯ สวทช.ได้จัดการบรรยายนำเสนอผลงาน และกิจกรรมถอดบทเรียนและวิธีการนำเสนอผลงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย เทคนิคการนำเสนอผลงาน ถอดบทเรียน วิเคราะห์การนำเสนอ การตอบคำถาม การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การนำเสนอผลงาน และการนำผลงานไปต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ โดยทีมวิทยากร จาก สวทช. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และรุ่นพี่ SIC Thailand ที่เคยเข้าร่วมประกวด โดยทุกทีมที่ได้รับรางวัลจะเป็นตัวแทนประเทศไทย เข้าร่วมการประกวดสิ่งประดิษฐ์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุระดับนานาชาติ (Global Student Innovation Challenge: gSIC) ในงานประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องวิศวกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพและเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกครั้งที่ 17 (The 17th International Convention on Rehabilitation Engineering and Assistive Technology: i-CREATe 2024) จัดโดย University of Shanghai for Science and Technology ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 23-26 สิงหาคม 2567
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. ส่ง 3 ชุดตรวจคัดกรอง ด้านเกษตรและสาธารณสุข นำ วทน. ช่วยแก้ไขปัญหาในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ก่อนประชุม ครม.สัญจรชัยภูมิ-นครราชสีมา
(30 มิถุนายน 2567) ณ วัดบางอำพันธ์ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ - นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.อว. น.ส.สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัด อว.และผู้บริหารกระทรวง อว. เข้าร่วมตรวจเยี่ยมการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ-นครราชสีมา ภายใต้การประชุม ครม.สัญจร กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 (นครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์) โดยมีนายอนันต์ นาคนิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.ชัยภูมิ เขต 3 น.ส.สุรีวรรณ นาคาศัย คณะที่ปรึกษานายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ผู้นำชุมชน ผู้นำเกษตรกรและประชาชนให้การต้อนรับและเข้าร่วมรับฟังนโยบายการนำงานวิจัย วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาแก้จน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีหน่วยงานในกระทรวง อว. นำงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้มาจัดแสดง ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก โอกาสนี้ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค ทีมนักวิจัยจาก สวทช. และเกษตรกรผู้ใช้งานจริงกับชุดตรวจโรคใบด่างฯ นายถาวร คัดวงษ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดชัยภูมิ และชุดตรวจโรคปลานิล นายนัยสิทธิ์ สังทองหลาง เกษตรกรผู้ใช้งานจาก จ.นครราชสีมา ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยพัฒนาของ สวทช.ที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ จ.ชัยภูมิและจังหวัดใกล้เคียง ประกอบด้วย ด้านเกษตร 2 ผลงาน คือ ชุดตรวจโรคปลานิล ชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง และด้านสาธารณสุข คือ ชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไต  ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย รองผู้อำนวยการ สวทช. เผยว่าในวันนี้ สวทช. โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้นำชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไต จำนวน 500 ชุดมอบให้กับ รศ.ดร.พญ.ศิริรัตน์ อนุตระกูลชัย หัวหน้าโครงการป้องกันและชะลอโรคไตเรื้อรังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยมีท่านรัฐมนตรีกระทรวง อว.ได้ให้เกียรติเป็นประธานในการส่งมอบชุดตรวจฯให้กับหน่วยแพทย์ อว. เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น ที่มาให้บริการตรวจสุขภาพประชาชนในพื้นที่ ซึ่งโรคไตนับเป็นหนึ่งในโรคที่มีความเสี่ยงที่พบบ่อยในภาคอีสาน โดยมุ่งหวังให้ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสได้เข้าถึงบริการสุขภาพ และมีสุขภาพที่ดีด้วย ขณะที่ ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค เผยว่า สวทช. โดยไบโอเทค มีการนำ 2 ชุดตรวจด้านการเกษตร มานำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี อว. และเผยแพร่แก่เกษตรกรในพื้นที่ คือ ชุดตรวจอย่างง่ายในรูปแบบ Immunochromatographic strip test (ICG strip test) สำหรับตรวจวินิจฉัยเชื้อ Streptococcus agalactiae ในปลานิล และชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง คัดกรองโรคใบด่างฯ และท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นักวิจัยไบโอเทคโดยทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ พัฒนาขึ้นทั้ง 2 เทคโนโลยี เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของเกษตรกร และมีการขยายผลใช้งานแล้วทั่วประเทศ ชุดตรวจอย่างง่ายในรูปแบบ Immunochromatographic strip test (ICG strip test) สำหรับตรวจวินิจฉัยเชื้อ Streptococcus agalactiae ในปลานิล เป็นชุดตรวจอย่างง่าย เกษตรกรสามารถตรวจได้ด้วยตนเอง และสามารถนำไปตรวจในฟาร์มได้ มีความแม่นยำสูง มีความไวสูง สามารถตรวจเชื้อ S. agalactiae serotype Ia และ S. agalactiae serotype III ได้พร้อมกันในชุดตรวจเดียวแล้ว รวมถึงยังสามารถใช้ในการตรวจตัวอย่างที่หลากหลายในฟาร์มเพาะเลี้ยง สำหรับการเฝ้าระวังและจัดการควบคุมโรคสเตรปโตคอคโคซิส ในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลานิลและปลาทับทิม ชุดตรวจโรคปลานิลมีการนำไปใช้จริงแล้วกว่า 2,500 ชุดตรวจในพื้นที่ทั่วประเทศ​ โดยชุดตรวจมีราคาชุดละ 200 บาท​ ซึ่งถ่ายทอดเชิงพาณิชย์ให้กับผู้ผลิตแล้ว 1 ราย โดยวิธีการตรวจนี้ทดแทนการตรวจรูปแบบเดิมที่มีราคาชุดละ 800 บาท​ เรียกได้ว่าเป็นการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร​ ทั้งนี้​ จากที่มีการอบรมใช้ชุดตรวจใน 16 จังหวัดทั่วประเทศ​และในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบว่า​ ชุดตรวจนี้สามารถเข้าถึงเกษตรกรได้เกือบ 500 รายแล้ว​ ด้าน ชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง คัดกรองโรคใบด่างมันสำปะหลัง และท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค เป็นชุดตรวจแบบรวดเร็วในรูปแบบ strip test ที่มีหลักการทำงานคล้ายชุดตรวจโควิด-19 ใช้งานง่าย รู้ผลภายใน 15 นาที ซึ่งโรคใบด่างมันสำปะหลัง เกิดจากเชื้อไวรัสชนิด Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) เป็นโรคอุบัติใหม่ที่พบการแพร่ระบาดในพื้นที่เพาะปลูกในหลายจังหวัดของประเทศไทย สาเหตุสำคัญเกิดจากการนำท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคใบด่างฯ มาปลูก ในกรณีที่ระบาดรุนแรงสร้างความเสียหายต่อผลผลิตได้ถึง 30 - 80 % ชุดตรวจนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคใบด่างฯ ในประเทศไทย รวมถึงการตรวจหาเชื้อในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังปลอดเชื้อ สำหรับชุดตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง มีการส่งมอบชุดตรวจให้กับทางภาครัฐและภาคเอกชนแล้วมากกว่า 5,000 ชุด​ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 500,000 บาท​ ซึ่งสามารถเข้าถึง​เกษตรกรได้มากถึง 1,000 รายใน 21​ พื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) และอีก 1 ชุดตรวจคือ ชุดตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคไต พัฒนาโดยทีมวิจัยวัสดุตอบสนองและเซนเซอร์ระดับนาโน นาโนเทค สวทช. ซึ่งได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาวัสดุระดับนาโนและการประยุกต์ใช้เป็นเซนเซอร์ทางด้านการแพทย์ มาพัฒนาเป็นชุดตรวจโรคไต สำเร็จแล้ว 2 เทคโนโลยี คือ AL-Strip และ GO-Sensor Albumin Test โดย ‘AL-Strip’ เป็นชุดตรวจโรคไตเชิงคุณภาพที่ประชาชนทั่วไปใช้ตรวจคัดกรองโรคได้ด้วยตัวเอง ทราบผลตรวจได้ภายใน 5 นาที ที่สำคัญมีราคาจับต้องได้ ขณะที่ GO-Sensor Albumin Test เป็นชุดตรวจโรคไตเชิงปริมาณ เพื่อวิเคราะห์ผลทางการแพทย์ โดยมี 2 ส่วนหลักคือ เครื่องตรวจปริมาณอัลบูมินที่เจือปนอยู่ในปัสสาวะ ใช้เวลาประมวลผลเพียง 10-30 นาที ภายหลังเครื่องประมวลผลเสร็จ ระบบจะส่งข้อมูลเข้าแดชบอร์ดที่แพทย์นำผลตรวจไปใช้งานต่อได้สะดวก ส่วนที่สองคือ น้ำยาตรวจที่มีความจำเพาะกับอัลบูมินของมนุษย์ มีความไว (sensitive) ในการตรวจมากกว่าชุดตรวจทั่วไปประมาณ 100 เท่า ช่วยลดปริมาณน้ำยาที่ใช้ตรวจได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมีราคาที่สถานพยาบาลขนาดเล็กสั่งซื้อเพื่อใช้งานได้ และเหมาะใช้ตรวจในสถานพยาบาลและออกตรวจนอกสถานที่เพื่อความคล่องตัว
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
อว. เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาค เน้นพัฒนาและจัดการทักษะการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม พร้อมหนุนธุรกิจ Startups
(วันที่ 27 มิถุนายน 2567) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานปลัดกระทรวง อว. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ STS forum และ The Japan External Trade Organization (JETRO) ประเทศญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน The 8th STS forum ASEAN-JAPAN WORKSHOP: for the next 50 years of ASEAN-JAPAN Science and Technology Cooperation โดยได้รับเกียรติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) ร่วมกล่าวเปิดการประชุม ณ โรงแรมโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว นางสาวศุภมาส ได้ย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมนำทาง โดยจัดการประชุมผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาคThe 8th STS forum: ASEAN-Japan Workshop ในปีนี้ จัดในรูปแบบการเสวนา โดยผู้แทน ผู้เชี่ยวชาญ จากหน่วยงานไทย ญี่ปุ่น และอาเซียนเข้าร่วม ใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ “Strategy on AI Application” เน้นการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI)  รวมถึงการพัฒนาและการจัดการทักษะการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและยั่งยืน หัวข้อ “HRD on Green Talent for Industry and Research” ที่มุ่งให้ความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่เพื่อเตรียมพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และ หัวข้อ “How to Naturing Start-ups” การส่งเสริมและการพัฒนาธุรกิจ Startups โดยการเรียนรู้จุดแข็งของญี่ปุ่นด้านการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมธุรกิจ start-ups ในอาเซียน การประชุมในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาภูมิภาคและความร่วมมือระหว่างประเทศของทั้งญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศอาเซียน สำหรับ Science and Technology in Society forum (STS forum) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2004 และมีการประชุมใหญ่ประจำปี ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นประจำทุกปี เนื่องจาก “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มีบทบาทสำคัญยิ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์” ดังนั้น STS forum จึงได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น ‘เครือข่ายที่มีผู้นำจากหน่วยงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากทั่วโลกเข้าร่วม เพื่อเป็นกลไกริเริ่มการหารือและสร้างเครือข่ายแก้ไขปัญหาใหม่ ๆ อันเป็นผลพวงจากการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน’
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
เอ็มเทค สวทช. ต่อยอด ‘Ve-Chick’ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืช สู่ผลิตภัณฑ์อาหารไทยพร้อมรับประทาน แค่ฉีกซอง ก็อิ่มอร่อยได้ทันที
  ‘อาหารดี’ ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อม คือ เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาวะที่ดี (well-being) 3 ด้าน ที่ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะบทบาทของอาหารแห่งอนาคตไม่ควรตอบโจทย์ได้เพียงความอิ่มอร่อย แต่ควรดีต่อร่างกาย และไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินความจำเป็น นอกจากนี้หากมองในมุมเศรษฐกิจ อาหารไทยยังมีศักยภาพที่จะเป็นซอฟต์พาวเวอร์ก่อให้เกิดเงินตราสะพัดในระบบ หล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และการท่องเที่ยวของประเทศตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำได้อีกด้วย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผยความสำเร็จในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ Ve-Chick เนื้อไก่จากโปรตีนพืช สู่ผลิตภัณฑ์อาหารไทยพร้อมรับประทานในรูปแบบซอง ที่แค่ฉีกเปิดซองก็อิ่มอร่อยได้ทันที ที่สำคัญผลิตภัณฑ์นี้พกพาสะดวก ไม่ต้องแช่แข็ง เก็บได้นานถึง 1 ปี   [caption id="attachment_57961" align="aligncenter" width="750"] ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช.[/caption]   ดร.กมลวรรณ อิศราคาร นักวิจัยทีมวิจัยวัสดุศาสตร์อาหาร เอ็มเทค สวทช. เล่าว่า Ve-Chick เป็นผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนถั่วเหลือง ที่ทีมวิจัยเปิดตัวผลงานและเปิดรับถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งแรกตั้งแต่ปี 2564 โดยผลิตภัณฑ์ 2 รูปแบบแรกที่เปิดตัว คือ รูปแบบ premix ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่แบบผงสำหรับนำไปขึ้นรูปเป็นชิ้นเนื้อไก่รูปแบบต่าง ๆ ก่อนนำไปปรุงเป็นอาหาร และรูปแบบ precook ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่จากโปรตีนพืชที่มีลักษณะเป็นชิ้นเนื้อไก่พร้อมนำไปปรุงเป็นอาหารต่อทันที (ready-to-cook : RTC) และยังผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานในรูปแบบแช่แข็ง (frozen food) ที่เพียงแค่นำไปอุ่นร้อนก็อิ่มอร่อยได้ง่าย ๆ ไม่ต้องลงมือปรุงได้อีกด้วย “ผลิตภัณฑ์​ Ve-Chick ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นมีจุดเด่นด้านการมีเนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อไก่จริง แต่ปราศจากคอเลสเตอรอล และปลอดภัยจากสารเร่งการเจริญเติบโตที่อาจพบได้ในเนื้อไก่ ซึ่งตั้งแต่เปิดตัวผลิตภัณฑ์มาได้ประมาณ 3 ปี ทีมวิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการไปแล้ว 3 แห่ง คือบริษัทปรายา จำกัด, บริษัทกรีน สพูนส์ จำกัด (จำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้วในชื่อแบรนด์ Green Spoons) และบริษัทบี ไอ จี เนเชอรัล กรีน จำกัด (จำหน่ายผลิตภัณฑ์แล้วในชื่อแบรนด์ Gin Zhai และ FoodFill)”     ทั้งนี้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Ve-Chick ทีมวิจัยไม่ได้มุ่งเป้าตอบโจทย์เพียงเทรนด์ ‘อาหารดี’ 3 ด้าน ดีต่อใจ ดีต่อสุขภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ ‘ดีที่ 4 หรือดีต่อเวลา’ เพิ่มเติมด้วย โดยทีมวิจัยได้พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ Ve-Chick สู่ผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่เป็น ‘อาหารประเภทพร้อมรับประทาน (ready-to-eat : RTE)’ เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้คนที่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบและมองหาความสะดวกสบายที่มากยิ่งขึ้น โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ประมาณการไว้ว่าในช่วงปี 2567-2569 ประเทศไทยจะมีปริมาณการจำหน่ายอาหารประเภทนี้เพิ่มขึ้นปีละ 3-4% และมีปริมาณการส่งออกอาหารประเภทนี้เพิ่มขึ้นปีละ 5-6% ดร.กมลวรรณ เล่าว่า ขณะนี้ทีมวิจัยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์​เนื้อไก่จากโปรตีนพืชรูปแบบ RTE จนประสบความสำเร็จในระดับ TRL6-7 หรือพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการเรียบร้อยแล้ว โดยผลิตภัณฑ์ Ve-Chick รูปแบบ RTE ที่พัฒนาขึ้นนี้ เป็นผลิตภัณฑ์อาหารประเภทที่ฆ่าเชื้อด้วยเครื่องรีทอร์ต (retort) ซึ่งใช้แรงดันและอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียสฆ่าเชื้อโรค โดยไม่ทำให้อาหารมีลักษณะเนื้อสัมผัสและกลิ่นรสที่เปลี่ยนแปลงไป และเก็บในบรรจุภัณฑ์ได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการรังสรรค์อาหารเมนูต่าง ๆ เพื่อจำหน่ายได้หลากหลายมากยิ่งขึ้นทั้งอาหารไทยและอาหารนานาชาติ รวมถึงเลือกใช้กรรมวิธีในการปรุงอาหารได้หลากรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เมนูผัด หรือแกงกะทิ ดังตัวอย่างผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่ทีมวิจัยพัฒนาไว้แล้วอย่าง ‘กะเพราไก่สับจากโปรตีนพืช’ และ ‘แกงเขียวหวานไก่จากโปรตีนพืช’     “Ve-Chick รูปแบบ RTE เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ดีต่อใจ เพราะมีรสชาติที่อร่อยและเนื้อสัมผัสสมจริง เป็นอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือเลี่ยงการบริโภคเนื้อสัตว์ โดยเนื้อไก่จากโปรตีนพืชสำหรับผลิตภัณฑ์ RTE มีโปรตีนสูงถึงร้อยละ 20 หรือเทียบเท่าเนื้อไก่ แต่มีปริมาณใยอาหารสูงกว่า และปราศจากคอเลสเตอรอล นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตแข่งขันกับเวลาอีกด้วย เพราะแค่ฉีกซองก็รับประทานได้ทันที หรือจะอุ่นร้อนเพื่อเสริมความอร่อยก็ได้เช่นกัน ผู้บริโภคสามารถซื้อผลิตภัณฑ์มาติดบ้านเตรียมไว้ล่วงหน้าได้โดยไม่ต้องกลัวเสีย เพราะเก็บได้นานถึง 1 ปี โดยไม่ต้องแช่เย็น ที่สำคัญกระบวนการผลิตและเก็บรักษาอาหารประเภทนี้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าอาหารจากเนื้อไก่จริง” สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่ต้องกังวลเรื่องการลงทุนเครื่องจักรราคาสูง เพราะกระบวนการผลิตทั้งหมดผ่านการวิจัยและพัฒนาภายใต้แนวคิด ‘ผู้ประกอบการไทยในระดับ SME ต้องเข้าถึงได้’ ดร.กมลวรรณ อธิบายว่า วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต Ve-Chick รูปแบบ RTE เป็นวัตถุดิบที่หาซื้อได้ทั่วไปในประเทศ ส่วนเครื่องจักรที่ใช้ผลิตก็เป็นเครื่องจักรราคาจับต้องได้ที่ใช้งานอยู่ทั่วไปในอุตสาหกรรมอาหารไทย ดังนั้นหากผู้ประกอบการยังไม่มีเครื่องจักรเป็นของตนเองและไม่พร้อมจะลงทุน ก็สามารถจ้างโรงงานผลิตอาหารทั่วไปในการผลิตได้ “ทั้งนี้เทรนด์อาหารดีที่ดีต่อทั้งใจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเวลา ไม่ได้เป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่เกิดขึ้นในอีกหลายประเทศทั่วโลก ดังนั้น Ve-Chick รูปแบบ RTE อาจเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยนำเมนูอาหารไทยไปสร้างซอฟต์พาวเวอร์ในระดับนานาชาติได้ เพราะปัจจุบันแม้จะเริ่มมีผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบ RTE จำหน่ายแพร่หลายแล้ว แต่ผลิตภัณฑ์ RTE ที่เป็นอาหารโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพที่มีเนื้อสัมผัสและรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์จริงยังคงมีน้อย ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังมีความต้องการสูง” ดร.กมลวรรณ กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต Ve-Chick ทั้งแบบ premix, RTC, frozen food และ RTE ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่คุณชนิต วานิกานุกูล ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4788 หรืออีเมล chanitw@mtec.or.th และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารติดต่อได้ผ่านแพลตฟอร์ม FoodSERP สวทช. อีเมล foodSERP_by_NSTDA@nstda.or.th     เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช. อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ภาพประกอบโดย ภัทรา สัปปินันทน์ และเอ็มเทค สวทช.
BCG
 
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
บทความ
 
ผลงานวิจัยเด่น
 
UNESCO เข้าพบ “ศุภมาส“ รมว.การอุดมศึกษาฯ หารือประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล จริยธรรมของ AI การศึกษาในระดับอุดมศึกษา และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์
​เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.67 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. และ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ให้การต้อนรับและร่วมหารือกับนางซูฮยอน คิม (Soohyun Kim) ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพมหานคร และผู้แทนยูเนสโกประจำประเทศไทย เมียนมา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสิงคโปร์ ณ ห้องประชุม 3B อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัด อว. นางสาวศุภมาส กล่าวถึงความพยายามของกระทรวง อว. ในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) และการใช้ AI เพื่อการพัฒนาประเทศ  และได้กล่าวขอบคุณยูเนสโกและยูเนสโกประเทศไทย ที่ให้ความร่วมมือและการสนับสนุนกระทรวง อว. เป็นอย่างดีเสมอมา พร้อมให้คำมั่นที่จะสานต่อและขยายความร่วมมือกับยูเนสโกและยูเนสโกประเทศไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาในระดับอุดมศึกษา การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ และประเด็นจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้าน นางซูฮยอน ได้กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความเป็นเลิศทางการศึกษาและวิทยาศาสตร์รวมถึงความร่วมมือกับยูเนสโก ยูเนสโกมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านการศึกษา พร้อมทั้งแสดงความสนับสนุนสำหรับโครงการความร่วมมือในอนาคต นอกจากนี้ การหารือยังครอบคลุมถึงความร่วมมือในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเสริมสร้างศักยภาพ และการส่งเสริมการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM) อีกด้วยการหารือสิ้นสุดลงด้วยการตกลงร่วมกันในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างยูเนสโกและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและนวัตกรรมในภูมิภาคต่อไป
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
สวทช. จัดเวทีรับฟังความเห็น ต่อการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ปักหมุดไทยจัดตั้ง Food Bank ระดับประเทศ เกิดขึ้นจริง ยั่งยืน และเหมาะสมกับบริบทไทย
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. จัดเวทีประชุมรับฟังความเห็น (Public Hearing) ต่อแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน หรือ Food surplus ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) เมื่อ 26 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพฯ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ ทั้งในส่วนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนผู้บริจาคอาหาร ภาคการศึกษา และชุมชนหรือผู้แทนชุมชนผู้รับบริจาคอาหาร ซึ่งเข้าร่วมมากถึง 12 ชุมชนจากทั่วประเทศ อาทิ ศูนย์จิตอาสาเพื่อมวลชน จ.นครสวรรค์ เครือข่ายผู้นำชุมชนเขตลาดพร้าว เป็นต้น โดยในงานมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 60 คน เพื่อร่วมระดมความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ จัดทำเป็นนโยบายภาพรวม พร้อมชูมาตรการส่งเสริมทางภาษี และการส่งเสริมเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน Carbon Footprint / Carbon Credit จากขยะอาหาร เพื่อหมุดหมายโครงการสู่การจัดตั้ง Thailand’s Food Bank ให้เกิดขึ้นได้จริง ยั่งยืน และเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานกลยุทธ์องค์กร สวทช. กล่าวว่า จากที่ได้มีการเปิดตัว “โครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank): การบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน คำตอบในการสร้างความมั่นคงทางอาหารและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ณ โรงเรียนคลองทรงกระเทียม เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ที่ สวทช. ร่วมกับมูลนิธิ SOS ได้รับการสนับสนุนจาก สวก. และหน่วยงานพันธมิตรจัดขึ้น นำมาสู่เวทีเปิดรับฟังความเห็น (Public Hearing) ต่อแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน หรือ Food surplus ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศไทย (Thailand’s Food Bank) ในวันนี้ ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้โครงการ “การศึกษาแนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกินหรือ Food surplus (กรณีศึกษาพื้นที่นำร่อง กทม. และ ต่างจังหวัด)” เพื่อช่วยแก้ไขในเรื่องปัญหาการสูญเสียอาหารหรือขยะอาหาร ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารของประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างเหมาะสม โดยการรับฟังความเห็นครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมกับ SOS เข้าระดมความคิดเห็นกว่า 60 คน เพื่อนำไปจัดทำเป็นแนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของประเทศไทย สู่การจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศต่อไป ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบาย สวทช. หัวหน้าโครงการการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย กล่าวว่า โครงการการศึกษาแนวทางบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน หรือ Food surplus ได้ทำการศึกษาและทบทวนกฎระเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือกลไกสนับสนุน รวมถึงข้อเสนอแนะเพื่อการขยายผล ซึ่งส่วนหลังเป็นหนึ่งในที่มาของการประชุมรับฟังความเห็นวันนี้ โดยจุดสำคัญของอาหารส่วนเกิน พบว่า 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตขึ้นมา จะถูกทิ้ง ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ใช้ในการผลิต รวมถึงยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศด้วย ที่ผ่านมาโครงการฯ ได้มีการพยายามพัฒนาแนวทางการบริจาคอาหารส่วนเกินออกมาให้เหมือนกับประเทศอื่น ๆ รวมถึงส่งเสริมให้เกิดมาตรการต่าง ๆ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษี มาตรการด้านคาร์บอน เพื่อส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกินให้กับ Food Bank เหมือนเช่นในหลาย ๆ ประเทศ ทั้งในเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์และคาร์บอนเครดิต ซึ่งการมีคาร์บอนเครดิตกับการบริจาคอาหารส่วนเกิน อยากเห็นภาพของ Food Bank ในประเทศไทยที่ขายคาร์บอนเครดิตจากการลดปริมาณขยะอาหาร ดังที่เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศเม็กซิโก ซี่งจะช่วยพลิกโฉมการดำเนินงาน Food Bank จากเดิมในรูปแบบการกุศล เป็นการขายคาร์บอนเครดิตที่ทำให้มีโอกาสเลี้ยงดูตัวเองได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานในส่วนนี้ยังต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบ (audit) ที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยข้อเสนอแนะมาตรการ 2 ด้านที่จะสนับสนุนคือ มาตรการภาษี และคาร์บอนเครดิต นับเป็นแนวทางเพื่อให้การจัดตั้ง Food Bank เกิดขึ้นได้จริงและไปต่อได้อย่างยั่งยืนยิ่งขึ้น “สวทช. มีเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในหลายส่วน อย่างแพลตฟอร์มดิจิทัลแนะนำการจับคู่ความต้องการและอาหารบริจาคแบบอัตโนมัติ ของเนคเทค ที่นำไปเชื่อมต่อกับระบบ Cloud Food Bank ของมูลนิธิ SOS เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการรับบริจาคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น กรมอนามัยฝากเรื่องโภชนาการกับการบริจาคอาหารให้เด็ก ต่อไปทุกอย่างจะบรรจุในแพลตฟอร์มนี้ เป็นต้น ขณะที่ในเรื่องมาตรการด้านคาร์บอน สวทช. มีเอ็มเทค ดูแลเรื่องฐานข้อมูลการปล่อยคาร์บอน เรากำลังจะทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์อาหารส่วนเกินที่ได้กอบกู้มา ซึ่งจะมีประโยชน์และแรงจูงใจต่อผู้บริจาคในการไปบอกกับสังคมได้ว่า การบริจาคครั้งนี้ลดการปล่อยคาร์บอนไปเท่าไร และในอนาคตอาจจะใช้จุดนี้ทำเงินบางส่วนได้ด้วย” ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ที่ปรึกษาโครงการวิจัย และนักวิชาการอิสระ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการบริจาคอาหารส่วนเกินคือ การสร้างเครือข่าย โดยเป็นเครือข่ายความร่วมมือกับผู้บริจาคกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนพันธมิตรผู้บริจาคมากกว่า 1,200 แบรนด์ (ปี 2567) ซึ่งเป็นเรื่องลำดับแรก ๆ ที่ต้องสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริจาคอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงยังควรให้ความสำคัญกับอาหารที่ไปถึงมือผู้รับ นอกเหนือจากปริมาณที่เพียงพอแล้ว ยังต้องมีโภชนาการอาหารที่ครบ 5 หมู่ด้วย จุดนี้ต้องหาแนวทางร่วมกันต่อไป นอกจากนี้ ยังมองว่าด้วยพื้นฐานคนไทยมีจิตใจชอบบริจาคและให้ทานกันเป็นทุนเดิม แต่อาจจะยังขาดในเรื่องช่องทางที่ให้บริจาค จึงควรมีการสื่อสารและแรงจูงใจต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มผู้ที่อยากบริจาคมากยิ่งขึ้น จากนั้นที่ประชุมได้เปิดเวทีให้มีการระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อแนวทางในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินในบริบทของประเทศไทย โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนได้ให้ข้อคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องของการสร้างความตระหนักรู้ถึงคำว่าอาหารส่วนเกิน ที่ไม่ใช่อาหารเหลือ แต่เป็นเพียงอาหารที่จำหน่ายไม่หมด ซึ่งยังมีคุณภาพที่ทานได้ หรือในเรื่องของโลจิสติกส์ที่เป็นระบบการจัดการการส่งอาหาร อยากให้มีจุดพักอาหารหรือมีห้องเย็นที่เก็บอาหารไว้ได้ ขณะที่ตัวแทนมูลนิธิ SOS ได้เสนอว่า อยากให้หน่วยงานของภาครัฐร่วมแชร์ข้อมูลพื้นที่ตั้งของกลุ่มเปราะบางว่าอยู่ที่ใดบ้าง เพราะการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างเครือข่ายต่าง ๆ ร่วมกันจะทำให้ SOS สามารถนำอาหารไปส่งได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย และลดค่าใช้จ่ายในด้านค่าน้ำมันขนส่งได้ด้วย นอกจากนี้ มีการเสนอว่าอาจจะหาแนวทางหรือมาตรการจูงใจให้บริษัทหรือหน่วยงานด้านโลจิสติกส์ เช่น ไปรษณีย์ บริษัทขนส่ง อย่างการลดหย่อนภาษี เพื่อให้ผู้รับอาหารสามารถรับได้ใกล้และสะดวกที่สุดได้ รวมถึงยังมีผู้แทนจากหน่วยงานให้บริจาคเสนอว่า มาตรการภาษีจะเป็นแรงจูงใจสำหรับเอกชน เพราะ BOI มีกลไกการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชน ถ้า Food surplus เข้าไปเชื่อมต่อมาตรการตรงนี้ได้จะเป็นการดีอย่างมาก เช่น การบริจาครถสำหรับขนส่ง และให้เอกชนที่บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เป็นต้น เหล่านี้นับเป็นเพียงบางส่วนของการสะท้อนมุมมองข้อคิดเห็นต่อการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งหัวหน้าโครงการฯ กล่าวปิดท้ายอย่างมุ่งมั่นว่า โครงการฯ จะเดินหน้าต่อไปอย่างแน่วแน่ โดยเร็ว ๆ นี้จะขยายไปในพื้นที่เขตภาคอีสาน และจะมีการขยายผลต่อไปในทุกภาคส่วนกิจกรรม รวมถึงขยายเครือข่ายความร่วมมือมากยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยมีธนาคารอาหารแห่งชาติและเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กระทรวง อว. – กระทรวงอุตฯ จับมือพัฒนายกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ดึงความเชี่ยวชาญ สวทช.- สมอ. วิเคราะห์ทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หนุนนโยบายรัฐบาล ดันไทยเป็น EV Hub ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.67 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) และ น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รมว.อุตสาหกรรม (อก.) และ น.ส.หวัง ซือ ซือ เลขานุการ เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวแสดงความยินดี ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการพัฒนายกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า ระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ด้านการวิเคราะห์ทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ของศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย (Thailand EV Center of Excellence: TECE) ระหว่าง สวทช. กับ China Automotive Engineering Research Institute (CAERI) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช. และนายวีรพงษ์ เอี่ยมเจริญชัย รองเลขาธิการ สมอ. ลงนามในบันทึกความร่วมมือชุดแรก และ ผอ.สวทช. ร่วมกับ นายโจหยูหลิน (Mr. Zhou Yu Lin) Chairman and Party Secretary of China Automotive Engineering Research Institute (CAERI) ร่วมลงนามในบันทึกชุดที่สอง พร้อมกันนี้ มีนายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวง อว. ผู้แทนหน่วยงานรัฐ และเอกชน เข้าร่วม ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวง อว. ถ.พระรามที่ 6 กรุงเทพฯ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของกระทรวง อว. โดย สวทช. และกระทรวง อก. โดย สมอ. เป็นการทำงานร่วมกันในการพัฒนายกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล และสอดรับกับเป้าหมายการพาประเทศไทยไปสู่ Carbon Neutrality โดยกระทรวง อว. มีนโยบาย “อว. for EV” ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ 1.การพัฒนาบุคลากรด้านอีวี (EV-HRD) 2.การเปลี่ยนผ่านจากการใช้รถยนต์ไอซีอีมาเป็นอีวีในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในกระทรวง (EV-Transformation) และ 3.การวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมในอีวี(EV-Innovation) “สวทช. ในฐานะหน่วยงานในกระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการทำงานสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่า 20 ปี ได้ขานรับนโยบายของ อว. for EV โดยบูรณาการการทำงานของ สวทช. ทั้งการวิจัย พัฒนากำลังคน ให้คำปรึกษา และบริการวิเคราะห์ทดสอบ โดยจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย Thailand EV Center of Excellence หรือ TECE เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโนบายของกระทรวง อว. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมอีวี โดยตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็น EV Hub ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” น.ส.ศุภมาส กล่าว น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวว่า กระทรวง อก. มีความยินดีในความร่วมมือกับกระทรวง อว. ในทุกด้านเพื่อร่วมผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของไทย ก้าวสู่ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งดิฉันเชื่อว่าด้วยศักยภาพของ สมอ. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินงานด้านมาตรฐานของประเทศ ได้บูรณาการความร่วมมือกับ สวทช. ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ประกอบกับศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ที่กระทรวง อก. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ จะร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้เกิดผลสำเร็จได้ ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน ดึงดูดนักลงทุนรายใหม่ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศ สร้างความยั่งยืนให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ และทำให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านยานยนต์อันดับ 1 ในอาเซียน และ 1 ใน 10 ของโลก รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจก และก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ค.ศ. 2050 ด้วย ศ.ดร.ชูกิจ กล่าวว่า นี่คือโอกาสอันสำคัญในการเดินหน้าความร่วมมือกันระหว่าง สวทช.และ สมอ. ในการพัฒนายกระดับมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ การส่งเสริมให้เกิดการสนับสนุนการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้า และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรฐานยานยนต์ไฟฟ้าระหว่างกัน และอีกโอกาสสำคัญหนึ่งของสวทช. คือการเปิดตัวศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย หรือ TECE โดยศูนย์นี้ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้กระทรวง อว. ดำเนินการโดย สวทช. ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อดำเนินการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานพาหนะไฟฟ้าของไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ด้วยกลไกของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในประเทศและสร้างความสามารถทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ศูนย์ TECE มีพันธกิจ 4 ข้อ ได้แก่ 1.ดำเนินการพัฒนางานวิจัยด้านชิ้นส่วนยานพาหนะไฟฟ้า และอุปกรณ์ความปลอดภัยในการใช้รถและถนนที่ร่วมกับผู้ประกอบการไทยเพื่อให้เกิดการผลิตในประเทศ 2.พัฒนากำลังคนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยานพาหนะไฟฟ้าในประเทศ 3.เชื่อมโยงเครือข่ายการให้บริการวิเคราะห์และทดสอบยานพาหนะไฟฟ้าและชิ้นส่วนร่วมกับพันธมิตรหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 4.บริการให้คำปรึกษาและจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคเพื่อการออกแบบ และพัฒนาชิ้นส่วนยานพาหนะไฟฟ้าให้แก่ผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ TECE ยังได้รับความร่วมมือจาก Chairman and Party Secretary of China Automotive Engineering Research Institute (CAERI) ซึ่งเป็นหน่วยงานชั้นนำด้านการวิเคราะห์ทดสอบยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศจีน อันเป็นอีกที่มาของพิธีลงนามความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ CAERI ในครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนศูนย์ TECE ในเรื่องเทคโนโลยีการวิเคราะห์ทดสอบยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงความร่วมมือด้านการวิจัยพัฒนาในอนาคต นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า สมอ. ยินดีที่ได้มีส่วนในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล สมอ. ในฐานะสถาบันการมาตรฐานแห่งชาติ ได้กำหนดมาตรฐานเพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว จำนวน 159 มาตรฐาน รวมทั้งดำเนินการจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ (ATTRIC) ณ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบมาตรฐานโลกแห่งแรกในอาเซียน รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2569   นายโจหยูหลิน ประธานกรรมการ สถาบันวิจัยวิศวกรรมยานยนต์แห่งประเทศจีน - China Automotive Engineering Research Institute (CAERI) กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมการเจรจาและแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การมองหาโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างต่างประเทศ และแสวงหาการวิจัยร่วมกัน โดยเฉพาะประเทศจีนได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากจีนมีเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าหลังจากการวิจัยและพัฒนายานยนต์มายาวนาน ในปี 2023 ที่ผ่านมา การผลิตและยอดขายรถยนต์ประจำปีของจีนพุ่งสูงขึ้นมาที่สุดในประวัติการณ์ ในปี 2023 จีนได้ผลิตรถออกมา 30 ล้านคัน และเป็นอันดับ 1 ของโลกในการส่งออกรถยนต์ โดยรถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน 30% ของตลาด โดยอุตสาหกรรมรถยนต์ของจีนนั้น ได้ผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกให้มีความร่วมมือกันระหว่างประเทศ เมื่อมองไปทั่วโลกนั้น การส่งเสริมนวัตกรรมด้วยความร่วมมือกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญในยุคปัจจุบัน “สถาบันฯ เป็นหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับนวัตกรรมยานยนต์ของจีน  และ platform การบริการสาธารณะ โดยสถาบันฯ มีความสามารถ และมีการวิจัย พัฒนา สนับสนุนยานยนต์ในระดับสูง ซึ่งสถาบันฯ มีระบบทดสอบที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์มาอย่างดี มีการออกมาตรฐานและการทดสอบระดับอุตสาหกรรม ระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันมีการออกเกณฑ์ประเมินแล้วทั้งหมด 523 เกณฑ์ นอกจากนี้สถาบันฯ ยังเป็นหน่วยงานที่ทดสอบ และมีการทำสัญญากับหน่วยงานระหว่างประเทศ TUV alliance, TUV-SUD, SGS และ การทดสอบของสถาบันฯ ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานมที่กำกับดูแลยานยนต์ประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ออสเตรเลีย อิหร่าน ไทย อินเดีย อุรุกวัย และอื่น ๆ ด้วย “เราทราบเป็นอย่างดีว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย เป็นเสาหลักสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วน 1 ใน 10 ส่วนของ GDP และไทยมีความสามารถในการผลิตยานยนต์เป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และมีการผลิตมุ่งเน้นการส่งออกมากขึ้น เพื่อให้อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีความสมบูรณ์มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน ”
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ชาร์จแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนอย่างไรให้ใช้ได้ยืนยาว ?
หากต้องการยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสามารถปฏิบัติดังนี้ • ไม่ควรใช้แบตเตอรี่จนหมด และต้องชาร์จจาก 0% บ่อยๆ เพราะจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว • การชาร์จแบตเตอรี่ทิ้งไว้ข้ามคืนจะมีผลต่ออายุการใช้งานบ้างเล็กน้อยถึงน้อยมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์และระบบในการชาร์จ • การชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มแล้วทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานโดยไม่ใช้งานจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้น ดังนั้นถ้าไม่ได้ใช้งานเป็นระยะเวลานานควรชาร์จแบตเตอรี่ไว้เพียงครึ่งเดียว แต่ถ้าใช้งานเป็นประจำสามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้ แต่ควรใช้และชาร์จแบตเตอรี่สลับไปมาอย่างเหมาะสม โดยไม่จำเป็นต้องให้แบตเตอรี่อยู่ในสถานะที่เต็มอยู่ตลอดเวลา • ไม่ควรชาร์จแบตเตอรี่และใช้งานพร้อมกัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่คือ อุณหภูมิ กระแส และแรงดันในการชาร์จ ดังนั้นการชาร์จแบตเตอรี่ให้ปลอดภัย และถนอมแบตเตอรี่มีข้อแนะนำดังนี้ • เลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่ โดยเลือกใช้อุปกรณ์ชาร์จที่ได้รับการรับรองว่าใช้กับอุปกรณ์นั้นๆ โดยเฉพาะ • ไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่ห่อหุ้ม (เช่น เคสมือถือ) ที่ไม่สามารถระบายความร้อนได้ หรือหากใช้ ควรเลือกใช้อุปกรณ์ห่อหุ้มที่สามารถระบายความร้อนได้บ้าง และไม่ควรวางอุปกรณ์พร้อมแบตเตอรี่ที่กำลังชาร์จในพื้นที่ปิดหรือไม่มีการระบายความร้อน เช่น ใต้หมอน ใต้ผ้าห่ม • ไม่ชาร์จแบตเตอรี่ในสถานที่ที่มีความร้อนสูง เช่น ชาร์จทิ้งไว้กลางแดด ข้อมูลจาก : ทีมวิจัยเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน กลุ่มวิจัยนวัตกรรมพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. อ้างอิงข้อมูลจาก MTEC
นานาสาระน่ารู้
 
บทความ
 
คณะกมธ. ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร พร้อม สส. ติดตามกระบวนการทำงบภาครัฐ พร้อมเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และงานวิจัยด้านเอไอ สวทช.
(วันที่ 25 มิถุนายน 2567) ณ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี : คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คณะที่ปรึกษาข้าราชการกลุ่มงานคณะกรรมาธิการฯ เข้าเยี่ยมชมและติดตามการบริหารงบประมาณของ สวทช. โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและนักวิจัย สวทช. ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปกระบวนการทำงบประมาณ ผลงานวิจัยพัฒนาที่ตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมนำคณะฯ เยี่ยมชมหน่วยงาน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ประธานคณะกรรมาธิการ กล่าวว่า วัตถุประสงค์การนำคณะกรรมาธิการฯมาเยี่ยมชมในครั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจในกระบวนการทำงานและการจัดทำงบประมาณของ สวทช. เพื่อต้องการศึกษาและรวบรวมข้อมูลของหน่วยงานต่างๆในประเทศไทย นำมาปรับปรุงกระบวนการงบประมาณเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โอกาสนี้คณะกมธ. ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้เข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของ สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเอไอ อาทิ ศูนย์ทรัพยากรคอมพิวเตอร์เพื่อการคำนวณขั้นสูง (NSTDA Supercomputer Center: ThaiSC) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงาน National Science and Technology Infrastructure (NSTI) ของ สวทช. เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของประเทศ โดยให้บริการระบบคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computing: HPC) แก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ที่ต้องใช้เครื่องมือด้านวิทยาศาสตร์เพื่อการคำนวณ (Computational Science) และเยี่ยมชมงานวิจัยด้านเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) เช่น แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลเปิดด้านการแพทย์ (Medical AI Data Platform) แพลตฟอร์มเอไอสัญชาติไทย (AI for Thai) และ Thai LLM ที่เกี่ยวข้องกับ Application chatbot เป็นต้น ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯ ยังมีความสนใจและสอบถามงานวิจัย สวทช. ด้านจีโนม ของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. การให้บริการที่ตอบรับอุตสาหกรรมด้านEV ของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สวทช. (PTEC) และให้สนใจกับการวิจัยของ สวทช. ในรูปแบบ BCG Implementation อีกด้วย
ข่าว
 
ข่าวประชาสัมพันธ์