ผลการค้นหา :
นักวิจัยไบโอเทค สวทช. รับทุนช่วยเหลือการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 31 จากมูลนิธิโทเร เพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ประเทศไทย (TTSF)
(วันที่ 7 มีนาคม 2568) ณ โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก: ฯพณฯ พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและเงินทุนช่วยเหลือการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 31 พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ประธานมูลนิธิฯ และนายอาคิฮิโระ นิคคาคุ ประธานกรรมการ บริษัท โทเรอินดัสตรีส์ อิงค์ (ประเทศญี่ปุ่น) ศาสตราจารย์ ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ประธานคณะกรรมการเงินทุนช่วยเหลือทางด้านวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และศาสตราจารย์ ดร. ม.ร.ว. ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์ ประธานคณะกรรมการรางวัลการศึกษาวิทยาศาสตร์ เข้าร่วมงาน
ในโอกาสนี้ ดร.เบญจรัตน์ บรรเทิงสุข นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีเอนไซม์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีไบโอรีไฟเนอรีและชีวภัณฑ์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับทุนช่วยเหลือการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 31 จากโครงการเรื่องการพัฒนากระบวนการผลิตไซลิทอลด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวภาพและการทำผลิตภัณฑ์ให้บริสุทธิ์เพื่อเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมการผลิตข้าว ซึ่งเป็น1ใน20ทุน ที่ได้รับการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นการสนับสนุนนักวิจัยที่กำลังค้นคว้าหรือมีโครงการในการค้นคว้างานที่เป็นรากฐานอันจะอำนวยประโยชน์ให้แก่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศไทยในสาขาเกษตรศาสตร์และชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี และวิศวกรรมศาสตร์
โอกาสนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ผู้แทนผู้อำนวยการ สวทช. เข้าร่วมแสดงความยินดีกับนักวิจัยในครั้งนี้ สำหรับมูลนิธิโทเรเพื่อการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ได้ดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 31 เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงาน ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยบุคคลและหน่วยงานที่ได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะได้รับโล่รางวัล พร้อมด้วยเงินรางวัลมูลค่ารางวัลละ 4 แสนบาท พร้อมทั้งมอบทุนสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 4 ล้านบาทให้กับนักวิจัยที่มีผลงาน โดดเด่น และรางวัลแก่ครูอาจารย์ด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์อีก 690,000 บาท รวมเป็นเงินรางวัลและเงินทุนสนับสนุนทั้งสิ้น 5,490,000 บาท
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. – สพฐ. – สสวท. สถ. คิกออฟ สร้าง ‘ครูแกนนำ’ สู่ยุคดิจิทัล ปูทาง AI ในห้องเรียน ด้วย “LEAD Education”
(วันที่ 7 มีนาคม 2568) ที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพฯ: ทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และพันธมิตร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียน โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ประธานกล่าวเปิดการอบรมในครั้งนี้ พร้อมด้วย ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการ สพฐ. รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา และ รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. ผนึกกำลังพัฒนาบุคลากรด้วย “LEAD Education”
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ และท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ได้มีนโยบายการนำ AI มาช่วยในการเรียนการสอน ซึ่งได้มีการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในรูปแบบการนำ AI ไปใช้อย่างรู้เท่าทัน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” และการพัฒนาให้นักเรียนสร้าง AI ได้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามความถนัด ความสนใจ “เรียนดี มีความสุข เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” ซึ่งปัจจุบัน AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของสังคม โดยเฉพาะในภาคการศึกษา AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยพัฒนาทักษะและศักยภาพของผู้เรียน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในศตวรรษที่ 21 ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการโดย สสวท. สพฐ.ได้ร่วมมือกับกระทรวงอุดมศึกษา วิจัยและนวัตกรรม โดย เนคเทค ในการพัฒนาหลักสูตรและส่งเสริมการเรียนเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียน เพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต
การอบรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างทักษะและความรู้ด้าน AI ให้กับคุณครูจำนวน 1,500 ท่าน จาก 750 โรงเรียนทั่วประเทศ โดยคุณครูเหล่านี้จะเป็นแกนนำในการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับ ไปยังนักเรียนกว่า 45,000 คน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและเตรียมความพร้อมให้กับเยาวชนไทยในการเผชิญกับความท้าทายของโลกดิจิทัล รวมทั้งเป็นก้าวสำคัญในการนำวิชาที่ทันสมัยไปใช้ในระบบธนาคารหน่วยกิตและ E-Portfolio ต่อไปในอนาคต
นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายครูที่มีสมรรถนะด้าน AI เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการสอนที่ทันสมัย สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน ซึ่งจะมีการดำเนินการพิจารณาผลงานในการประกาศเป็นครูแกนนำ LEAD Education: AI และครูแกนนำดีเด่น Elegant LEAD Education: AI เพื่อยกย่องเชิดชูวิชาชีพครู และสร้างขวัญกำลังใจในการพัฒนานักเรียนต่อไป
ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการ เนคเทค สวทช. กล่าวว่า การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียน (LEAD Education:AI) ทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และตอนปลาย ภายใต้บันทึกความร่วมมือ “โครงการขับเคลื่อนการสอนปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในสถาบัน การศึกษา” ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย “อว. for AI” ที่มุ่งพัฒนาทักษะและสร้างบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์
โดยการอบรมครั้งนี้ทาง เนคเทค สวทช. ได้นำแพลตฟอร์มติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ทั้งในและนอกห้องเรียน ในชื่อว่า“LEarning analytics for ADaptive Education หรือเรียนสั้น ๆ ว่า LEAD Education” เป็นแพลตฟอร์มที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized learning) โดยแพลตฟอร์มจะติดตามพฤติกรรมและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบเรียลไทม์ และนำผลการประเมินมาแนะนำเนื้อหาที่เหมาะสมให้แก่ผู้เรียนแต่ละบุคคล ทำให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้และทักษะได้เต็มศักยภาพ
รองศาสตราจารย์ ธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า สำหรับการอบรมในครั้งนี้ ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียน ทำให้ครูสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการสอน นับว่าช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศเข้าถึงการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ สำหรับการออกแบบเนื้อหาหลักสูตรการเรียนรู้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในชั้นเรียนของ สสวท. หลักสูตร AI ในระดับมัธยมต้น: AI เบื้องต้น, Machine Learning, NLP, Generative AI, จริยธรรม AI ระดับมัธยมปลาย: วิวัฒนาการ AI, ปัญหา AI, Supervised Learning, NLP, Computer Vision หลักสูตร AI ระดับมัธยมปลายสามารถเทียบโอนเข้าสู่ระบบ Micro-Credentials และ Credit Bank
การสนับสนุนจาก สสวท. ในครั้งนี้ นอกจากหลักสูตร AI สำหรับการศึกษาขึ้นพื้นฐานหลักสูตรแรกของประเทศแล้ว สสวท. ยังได้จัดทีมวิทยากร 47 คน จากนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และครูแกนนำ จากทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่คุณครูผู้เข้าร่วมอบรมอย่างเต็มศักยภาพ
ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการ สพฐ. กล่าวว่า สพฐ. ได้ขับเคลื่อนนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ และเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สพฐ. สสวท. และ สวทช. ที่ลงนามในวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 นักเรียนจะได้เข้าถึงการเรียนรู้ AI อย่างรู้เท่าทัน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ผ่านแพลตฟอร์ม AI-Adaptive และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดไปใช้พัฒนา AI ได้ด้วยตนเอง รวมถึงจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลในอนาคต ผ่านการออกแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นของครู ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไปพร้อมกับการสร้างความฉลาดรู้ด้าน AI (AI Literacy) เป็นวงกว้าง และสร้างศักยภาพทางการศึกษาสู่มาตรฐานสากลต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สานพลังสู่ธนาคารอาหารแห่งชาติ: เวทีขับเคลื่อนมาตรการสนับสนุนบริจาคอาหารส่วนเกิน
(5 มีนาคม 2568) ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน จัด “ประชุมกลุ่มย่อยผู้ประกอบการอาหารด้านมาตรการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกิน (Food surplus) ของประเทศไทย เพื่อนำไปสู่การจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศ (Thailand’s Food Bank)” เป็นเวทีนำเสนอมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการบริจาคอาหารให้แก่ผู้ประกอบการที่ผลิตอาหารและที่เกี่ยวข้องได้เข้าร่วมบริจาคอาหารส่วนเกินให้กับโครงการ ทั้งในส่วนของมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมจาก BOI มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกจาก อบก. และการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon emission) ให้กับผู้ประกอบการจากโปรแกรม ITAP เพื่อขยายผลการส่งต่ออาหารส่วนเกินให้เกิดขึ้นทั้งประเทศอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นเวทีระดมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ต่อมาตรการส่งเสริมการบริจาคอาหารส่วนเกิน
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีส่วนร่วมในการพัฒนาเครื่องมือภายใต้โครงการการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติของประเทศ (Thailand’s Food Bank) ด้วยกัน 4 เรื่อง โดย 2 เรื่องแรกดำเนินการแล้วเสร็จคือ แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของอาหารบริจาค (Safety Guidelines for Food Donation) โดยไบโอเทค และส่วนที่ 2 เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับจับคู่ผู้บริจาคและผู้รับบริจาค โดยเนคเทค ส่วนอีก 2 เรื่องที่กำลังดำเนินการคือ การจัดทำข้อมูลการลดการปล่อยคาร์บอนจากการบริจาคอาหาร เพื่อผลักดันและสนับสนุนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) ใน 2 โครงการ คือ โครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme) หรือ LESS และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER โดยเป้าหมายปลายทางเพื่อนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากการบริจาคอาหารได้ในอนาคต และเรื่องที่ 4 คือ การจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอมาตรการส่งเสริมการบริจาคอาหารครอบคลุมทั้งสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีของผู้บริจาค และมาตรการลดการปล่อยคาร์บอนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริจาคอาหารอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวว่า เอ็มเทค เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ Thailand’s Food Bank ในด้านการจัดเตรียมฐานข้อมูลพื้นฐาน สำหรับข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอาหาร ซึ่งข้อมูลส่วนนี้ทาง อบก. จะสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลเพื่อสนับสนุนมาตรการ LESS และ T-VER ต่อไป โดยโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารนี้นับเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน และเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
การประชุมกลุ่มย่อยครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสานพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบและแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินของประเทศไทย ในที่ประชุมมีการนำเสนอมาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการบริจาคอาหาร ประกอบด้วย มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยคุณสาธาสินี คำไชย นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนชำนาญการ ซึ่งได้ให้ข้อมูลขอบข่ายในการสนับสนุนที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ ได้แก่ ด้านเกษตรและระบบน้ำ ผลิตภัณฑ์ชุมชน สิ่งแวดล้อม ท่องเที่ยวชุมชน สาธารณสุข และการศึกษา
ขณะที่ มาตรการส่งเสริมและสนับสนุนการบริจาคอาหารขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) โดย ดร.สาธิต เนียมสุวรรณ ผู้จัดการสำนักรับรองคาร์บอนเครดิต ได้หยิบยกตัวอย่างกิจกรรมที่ขอรับรอง LESS ได้ เช่น การคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล การกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ การใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) เป็นต้น
และส่วนสุดท้ายคือ กลไกสนับสนุนผู้ประกอบการเพื่อการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดการปล่อยคาร์บอนของโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. โดยนายอภิรักษ์ วิเศษศรีพงษ์ ผู้จัดการงานอุตสาหกรรมวัสดุก้าวหน้า ซึ่งทาง ITAP จะสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญให้แก่ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารที่จะร่วมบริจาคอาหารส่วนเกินให้กับโครงการ ในการประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon emission) เพื่อคำนวณคาร์บอนเครดิตตามมาตรฐานที่ อบก. กำหนด
“ประเด็นสำคัญในการประชุมกลุ่มย่อยครั้งนี้ ได้แก่ การกำหนดมาตรการจูงใจ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจร้านอาหาร และที่เกี่ยวข้อง หันมาบริจาคอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ รวมถึงเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของการลดปริมาณอาหารส่วนเกิน และการนำอาหารส่วนเกินไปใช้ประโยชน์ โดยการจัดตั้งธนาคารอาหารแห่งชาติ จะถือเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินอย่างยั่งยืน และกระจายอาหารไปยังผู้ที่ต้องการ เป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหารของประเทศไทย ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชากรกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง” ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ นักวิจัยนโยบาย สวทช. หัวหน้าโครงการการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย กล่าวปิดท้าย
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ website Thailand's FoodBank: https://www.nstda.or.th/foodbank/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. – พันธมิตร อัปเดตเทรนด์ AI และการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ ปี 68
(วันที่ 6 มีนาคม 2568) ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย ร่วมกับองค์กรพันธมิตร ได้แก่ สถาบันไอเอ็มซี สถาบัน KCT Academy สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช บริษัท โอไร้อัน อินเว็สทิเกชั่น จำกัด และบริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด จัดงานสัมมนาหัวข้อ "Top 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates 2025" เพื่ออัปเดต 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามองในปี 2568 และเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในมุมของจริยธรรมและสายอาชีพ รวมถึงวิธีการรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์หากภาคธุรกิจหรือประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อจากสารพัดกลโกงบนโลกออนไลน์ โดยมีดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนา
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. มีภารกิจในการมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยการนำความ สามารถและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาช่วยให้ ภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมสามารถดำเนินงานได้ดีมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่ง สวทช. ได้ดำเนินงานผ่านการทำงานร่วมกันของศูนย์แห่งชาติ ทั้ง 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวัสดุต่างๆ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) ที่มุ่งพัฒนางานด้านนาโนเทคโนโลยี และศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ที่มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของประเทศ ทั้งยังมีเครื่องมือ บุคลากร บริการ และโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) อีกทั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่ช่วยสนับสนุนและยกระดับสร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งบุคลากร SMEs สตาร์ตอัป และภาคอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยวิยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ให้สามารถแข่งขันบนเวทีระดับโลกได้
สำหรับการสัมมนาหัวข้อ Top 10 Technology & Cyber Security Trends and Updates เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกปี ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเพื่ออัปเดตแนวทาง แบ่งปันและถ่ายทอดความรู้เรื่องแนวโน้มของเทรนด์เทคโนโลยี และภัยคุกคามทางดิจิทัลที่ต้องติดตามเฝ้าระวัง รวมไปถึงให้ความรู้ด้านอาชีพและทักษะของบุคลากรในอุตสาหกรรมดิจิทัลที่ต้องปรับตัวเมื่อเทคโนโลยีอย่าง AI กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อให้องค์กรและบุคลากรที่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล ได้มีแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ วางแผน และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง
โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ทางซอฟต์แวร์พาร์คฯ จัดกิจกรรมอบรมและสัมมนา เพื่อพัฒนาบุคลากรทางด้านเทคโนโลยีและดิจิทัลมากกว่า 2,500 ราย ผ่านหลักสูตรและโปรแกรมต่าง ๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารระดับสูง นักพัฒนา หรือกลุ่มผู้ที่ต้องการได้รับประกาศนียบัตรในระดับสากล นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมสนับสนุนผู้ประกอบการทางธุรกิจเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลของประเทศ และรวมไปถึงบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ให้บริการพื้นที่สำนักงาน และห้องอบรม/สัมมนา
ภายในงานสัมมนาฯ ยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ รศ. ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี ได้เล่าถึงความน่าสนใจเกี่ยวกับ Top 10 Technology และแนวโน้มเทคโนโลยีดิจิทัลในปี 2025 ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิด้านปัญญาประดิษฐ์กระทรวง อว. ให้มุมมองเรื่อง AI และแง่มุมจริยธรรม สังคม กฎหมาย และเศรษฐกิจ นายไกรกิติ ทิพกนก ผู้อำนวยการสถาบัน KCT Academy อัปเดตถึงทักษะที่จำเป็นต้องมีในปี 2025 ของบุคลากรในสาย Business Analyst (BA) ที่เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่อยู่ตรงกลางระหว่างงานธุรกิจและงานเทคโนโลยี รศ.ดร.วฤษาย์ ร่มสายหยุด สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการวิเคราะห์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ทั้ง Agentic AI และ XAI ในปี 2025 นายสมิทธ์ ณ นคร หัวหน้าหน่วยสืบสวนไฮเทค บริษัท โอไร้อัน อินเว็สทิเกชั่น จำกัด ให้ความรู้เรื่องทักษะนิติวิทยาศาสตร์ทางดิจิทัล (Digital Forensics) เบื้องต้นที่คุณควรต้องมีเมื่อไปหลงกลภัยออนไลน์ ปิดท้ายด้วย นายปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด ได้แชร์ประสบการณ์และวิธีการป้องกันจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
สำหรับผู้สนใจในบริการทางด้านการพัฒนาบุคลากร หรือพัฒนาผู้ประกอบการ หรือกิจกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงบริการด้านพื้นที่ของทางเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย สวทช. สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-583-9992, 02-564-7000 หรือติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก: Software Park Thailand , www.swpark.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
ค่าย AI design by KidBright
📢มาแล้วจ้า เมษายนนี้ มาฝึกสกิลเอไอกันดีกว่า กับค่าย AI design by KidBright 🚀
.
📌เรียนรู้การใช้งานบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์ KidBright32 และฝึกความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ผ่านแพลตฟอร์ม AI Thai Gen 🧠
🚨สำหรับเด็กอายุ 12 ขึ้นไป ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา รวมถึงบุคคลทั่วไป ที่สนใจ✨
.
📅24-25 เมษายนนี้ #อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ปทุมธานี
.
🎯ค่ายนี้สอนอะไร
♨️ เรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์ขั้นพื้นฐานแบบออนไลน์ โดยการฝึกสร้างโค้ดแบบการลากเส้นต่อโหนดด้วยโปรแกรม AI Thai Gen
🌀 ฝึกเอไอแบบง่าย ๆ ผ่านการเรียนรู้และทดลองใช้ AI Thai Gen
♨️ ใช้สัญญาณจากตัวตรวจจับหลักบนบอร์ด KidBright32 เป็นข้อมูลการประมวลผล
.
💥 ค่าสมัคร คนละ 3,500 บาท
🎉พิเศษ‼️ สมัครภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ เพียง 2,800 บาทเท่านั้น
👉อ่านรายละเอียดและสมัครได้ที่ https://www.nstda.or.th/r/KgOqG
.
🌀 KidBright32 คือบอร์ดไมโครคอนโทรลเลอร์เพื่อการศึกษาของไทย ซึ่งพัฒนาเริ่มต้นโดยเนคเทค/สวทช.
♨️ AI Thai Gen (https://aithaigen.in.th) คือ แพลตฟอร์การเรียนรู้และใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งพัฒนาโดยนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยไทย ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง
.
#Kidbright #AiThaiGen
#NSTDAshop #inex
#ค่ายปิดเทอม #summercamp
ปฏิทินกิจกรรม
ประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษา ไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง
ด้วยมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง (Xi’an Jiaotong University : XJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายทุนการศึกษาแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อพระราชทานแก่บุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย ไปศึกษาระดับปริญญาโท ในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ (ค.ศ. ๒๐๒๕) ระดับปริญญาโท หลักสูตรภาษาอังกฤษ จำนวน ๓ ทุน และมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีประกาศลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๖๘ เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิได้รับทุนไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง (Xi’an Jiaotong University : XJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ (ค.ศ. ๒๐๒๕) ระดับปริญญาโท หลักสูตรภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้มีสิทธิได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง ระดับปริญญาโท จำนวน ๒ คน ไปแล้วนั้น
ดังนั้น มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีจึงดำเนินการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนการศึกษาไปศึกษาวิชา ณ มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง (Xi’an Jiaotong University : XJTU) สาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำปีการศึกษา ๒๕๖๘ (ค.ศ. ๒๐๒๕) ระดับปริญญาโท หลักสูตรภาษาอังกฤษ เพิ่มเติมจำนวน ๑ ทุน ดังรายละเอียด ดังต่อไปนี้
• ทุนการศึกษา : ระดับปริญญาโท ระยะเวลา ไม่เกิน 2 ปี เป็นทุนการศึกษาของสภาทุนการศึกษาแห่งจีน (China Scholarship Council : CSC) ได้รับการยกเว้นค่าลงทะเบียนเรียน ค่าที่พักในมหาวิทยาลัย และค่าประกันสุขภาพ และมหาวิทยาลัยซีอานเจียวทงสนับสนุนค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 3,000 หยวน
*** ไม่มีข้อผูกพันการชดใช้ทุน ***
• จำนวนทุนการศึกษา : จำนวน 1 ทุน
• หมดเขตรับสมัคร : 11 มีนาคม 2568
• ประกาศรับสมัครดูได้ที่ : https://www.princess-it.org/th/scholarship/xjtu/
• สาขาที่เปิดรับสมัคร : ใน 8 สาขา ได้แก่
(1) Mechanical Engineering
(2) Power Engineering and Engineering Thermophysics
(3) Electronic Science and Technology
(4) Information and Communication Engineering
(5) Control Science and Engineering
(6) Computer Science and Technology
(7) Materials Science and Engineering
(8) Electrical Engineering
ติดต่อสอบถามได้ที่ :
คุณเยาวลักษณ์ คนคล่อง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 81813 , 089 452 4244 (เยาวลักษณ์)
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : yaowalak@nstda.or.th
เว็ปไซด์ประชาสัมพันธ์ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
https://www.princess-it.org/scholarship/xjtu/xjtu-2025-xjtu-announce-apply-3/
ปฏิทินกิจกรรม
เอ็มเทค สวทช. วิจัยเทคโนโลยีจัดการดรอส (dross) มุ่งเป้าอุตสาหกรรมหลอมอะลูมิเนียมโกกรีน
อุตสาหกรรมหลอมอะลูมิเนียม คือ อุตสาหกรรมที่นำอะลูมิเนียมมาหลอมก่อนหล่อหรือรีดเพื่อขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น ชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง โดยประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยการหลอมมากกว่า 5 แสนตันต่อปี ทั้งเพื่อการใช้ประโยชน์ภายในประเทศและส่งออก อย่างไรก็ตามแม้กิจกรรมการหลอมจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 70,000 ล้านบาทต่อปี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูงหากขาดการจัดการที่เหมาะสม
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) วิจัยแนวทางการปรับปรุงกระบวนการหลอมโดยเลือกใช้ชนิดและปริมาณฟลักซ์ (flux) ที่เหมาะสม และกระบวนการจัดการตะกรันเกลือที่เกิดจากกระบวนการหลอม เพื่อลดต้นทุนการผลิตและการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้การวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม และบริษัทแคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด
[caption id="attachment_66233" align="aligncenter" width="700"] อุตสาหกรรมหลอมอะลูมิเนียม[/caption]
[caption id="attachment_66232" align="aligncenter" width="700"] แผ่นอะลูมิเนียม ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมหลอมอะลูมิเนียม[/caption]
[caption id="attachment_66236" align="aligncenter" width="700"] ท่ออะลูมิเนียม ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมหลอมอะลูมิเนียม[/caption]
[caption id="attachment_66234" align="aligncenter" width="700"] ล้ออะลูมิเนียมอัลลอย ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมหลอมอะลูมิเนียม[/caption]
[caption id="attachment_66235" align="aligncenter" width="700"] กระป๋องอะลูมิเนียม ตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมหลอมอะลูมิเนียม[/caption]
อมรศักดิ์ เร่งสมบูรณ์ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตอะลูมิเนียม เอ็มเทค สวทช. อธิบายว่าในกระบวนการหลอมอะลูมิเนียม อะลูมิเนียมจะทำปฏิกิริยากับอากาศจนเกิดเป็นอะลูมิเนียมออกไซด์ ซึ่งส่งผลต่อสมบัติทางกลและกายภาพของชิ้นงานที่หล่อ ผู้ผลิตจึงต้องใส่สารฟลักซ์ (flux) หรือสารประกอบเกลือเพื่อลดการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว นอกจากนี้ฟลักซ์ยังทำหน้าที่ดึงดรอส (dross) ซึ่งประกอบด้วยอะลูมิเนียมออกไซด์และสิ่งสกปรกที่เจือปนในอะลูมิเนียมให้ลอยขึ้นสู่ผิวหน้าด้วย โดยโรงงานจะตักแยกดรอสมาหลอมใหม่และใส่สารฟลักซ์เพื่อดึงดรอสออกต่ออีกประมาณ 2 ครั้ง จนดรอสที่ได้มีปริมาณอะลูมิเนียมหลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 หรือมีสารประกอบหลักเป็นเกลือ ซึ่งในทางอุตสาหกรรมจะเรียกสารนี้ว่า ตะกรันเกลือ (salt slag)
“เมื่อดรอสมีสภาพเหลือเป็นตะกรันเกลือ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักจัดการต่อด้วยการฝังกลบ เพราะไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนแยกอะลูมิเนียมต่อ อย่างไรก็ตามการฝังกลบที่ได้มาตรฐานมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เพราะตะกรันเกลือมีส่วนประกอบเป็นเกลือที่ละลายในน้ำได้จึงอาจก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ นอกจากนี้ยังปล่อยก๊าซต่าง ๆ เช่น แอมโมเนีย ไฮโดรเจน มีเทน ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ดังนั้นหากผู้ประกอบการเลือกใช้กระบวนการฝังกลบที่มีประสิทธิภาพไม่มากพอ ก็อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางดิน น้ำ และอากาศได้”
จากปัญหามลพิษที่เกิดขึ้น สหภาพยุโรปได้ออกมาตรการห้ามฝังกลบตะกรันเกลือมาตั้งแต่ปี 2543 ประเทศไทยจึงควรเร่งศึกษา วิจัย และพัฒนากระบวนการจัดการตะกรันเกลือที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับข้อกีดกันทางการค้าที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ดังที่ยุโรปได้เริ่มใช้มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน เพื่อควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียมที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูงตั้งแต่ช่วงปลายปี 2566
อมรศักดิ์อธิบายต่อว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ร่วมกับบริษัทแคป โกลบอล อลูมิเนียม จำกัด พัฒนากระบวนการผลิต ด้วยการเลือกชนิดของฟลักซ์และปริมาณการใช้ฟลักซ์ที่เหมาะสมกับสูตรการหลอมของโรงงาน ซึ่งนอกจากจะใช้ประโยชน์อะลูมิเนียมมาได้มากขึ้นแล้ว ยังใช้ฟลักซ์ในกระบวนการผลิตลดลง จึงช่วยลดทั้งต้นทุนการผลิตและปริมาณตะกรันเกลือที่ต้องกำจัดทิ้งได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังลดปริมาณสารที่ก่อให้เกิดมลพิษลงได้ด้วย นอกจากการวิจัยข้างต้นทีมวิจัยยังได้ร่วมกับบริษัทฯ ทำวิจัยกระบวนการปรับสภาพดรอสเพื่อลดปริมาณคลอไรด์ให้เหลือต่ำกว่าร้อยละ 1 และลดการปล่อยก๊าซแอมโมเนียซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต
“อะลูมิเนียมที่สกัดได้สามารถนำกลับเข้ากระบวนการหลอมเพื่อขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลักของโรงงาน ส่วนอะลูมิเนียมออกไซด์ที่ได้มีคุณสมบัติเหมาะแก่การใช้เป็นวัสดุในอุตสาหกรรมเซรามิกส์เพราะมีความแข็งแรงและทนทางสูง ทีมวิจัยจึงมีแนวทางที่จะพัฒนาเป็นคันกั้นดินเพราะตอบโจทย์ทั้งเรื่องความแข็งแรงทนทาน และยังมีรูปแบบการใช้งานลักษณะเดียวกับการฝังกลบ ซึ่งช่วยลดการปล่อยมลพิษจากวัสดุได้ด้วย โดยหลังจากนี้ทีมวิจัยยังมีแผนทำงานร่วมกับนักวิจัยเอ็มเทค สวทช. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านเซรามิกส์ เพื่อศึกษาวิธีการนำไปใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ชนิดอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น เช่น อิฐทนไฟ อิฐบล็อกรูพรุน จีโอพอลิเมอร์”
[caption id="attachment_66237" align="aligncenter" width="700"] อะลูมิเนียมออกไซด์[/caption]
[caption id="attachment_66231" align="aligncenter" width="700"] อิฐบล็อกรูพรุน[/caption]
แม้ตะกรันเกลือจะเป็นสารพิษอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่หากมีเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้จัดการ ก็จะนำสารประกอบต่าง ๆ วนกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้ว ก๊าซพิษต่าง ๆ ที่ตะกรันเกลือปล่อยก็นำมาใช้ประโยชน์ต่อได้เช่นกัน เช่น ไฮโดรเจนและมีเทนเหมาะแก่การใช้เป็นเชื้อเพลิงภายในโรงงาน ส่วนก๊าซแอมโมเนียนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยบำรุงพืชได้
[caption id="attachment_66230" align="aligncenter" width="700"] โรงงานหลอมอะลูมิเนียม[/caption]
อมรศักดิ์อธิบายถึงการดำเนินงานในปัจจุบันว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 ที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ร่วมกับบริษัทฯ เดินหน้าพัฒนากระบวนการลดต้นทุนการบำบัดสารละลายเกลือความเข้มข้นสูงที่เกิดจากกระบวนการสกัดแยกส่วนประกอบตะกรันเกลือข้างต้น โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก กพร. ซึ่งคาดว่าการวิจัยจะประสบความสำเร็จและเตรียมเผยแพร่องค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมได้ภายในปลายปีนี้ โดยแนวทางที่ทีมวิจัยตั้งใจจะพัฒนาคือ การใช้กระบวนการความร้อนในการตกผลึกสารประกอบเกลือ เพื่อนำสารที่ได้ไปปรับสภาพให้เหมาะแก่การใช้เป็นฟลักซ์ในกระบวนการหลอม ซึ่งกระบวนการแปรรูปนี้ยังคงมีต้นทุนการผลิตสูง ทั้งวัสดุที่ใช้ผลิตเครื่องจักร และเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ในการระเหยน้ำปริมาณมากออกจากเกลือ ทีมวิจัยจึงตั้งเป้าพัฒนาวิธีลดต้นทุนการแปรรูปให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยก้าวผ่านกำแพงสำคัญนี้ไปได้ ทั้งในมุมการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ลดข้อกีดกันทางการค้า และความคุ้มค่าในการลงทุน
“หากการวิจัยและพัฒนากระบวนการลดต้นทุนการจัดการตะกรันเกลืออย่างมีประสิทธิภาพประสบความสำเร็จทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและระดับอุตสาหกรรมแล้ว ทีมวิจัยมีแผนจะขอรับทุนสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อจัดทำฐานข้อมูลกระบวนการลดการใช้ฟลักซ์ในกระบวนการหลอมและการจัดการตะกรันเกลือที่มีพารามิเตอร์ครอบคลุมรูปแบบหลักของสารที่พบในโรงงานหล่ออะลูมิเนียมประเทศไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยนำเทคโนโลยีไปใช้งานได้ง่ายและรวดเร็วทันต่อสถานการณ์โลก อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีค่าใช้จ่ายที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่อนข้างสูง ดังนั้นหากรัฐบาลให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม การที่อุตสาหกรรมอะลูมิเนียมไทยจะผันตัวสู่อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม” อมรศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายถึงความตั้งใจ
สำหรับผู้ประกอบที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณระพีพันธ์ ระหงษ์ เบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6500 ต่อ 4789 หรืออีเมล rapeepr@mtec.or.th
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น
ประกาศรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท ไปทำวิจัยระยะสั้นที่สำนักงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิจัย สาธารณรัฐสิงคโปร์
รายละเอียด
1. จำนวนทุนที่เปิดรับ : จำนวน 4 ทุน
2. ระยะเวลาในการปฏิบัติงานวิจัย : ระยะเวลา 2 เดือน – 6 เดือน ขึ้นอยู่กับโครงการ/หัวหน้าโครงการที่นักศึกษาจะไปปฏิบัติงานวิจัย
3.หัวข้อวิจัย : สามารถเลือกหัวข้อวิจัยใน 4 สาขา ได้แก่
1) Biomedical Sciences
2) Computing and Information Sciences
3) Engineering and Technology
4) Physical Sciences
คุณสมบัติของผู้สมัคร :
สัญชาติไทย
อายุไม่เกิน 35 ปี ณ วันที่ปิดรับสมัคร
กำลังศึกษาในชั้นปีที่ 2 – 3 ของหลักสูตรระดับปริญญาตรี หรือกำลังศึกษาในชั้นปีที่ 1 – 2 ของหลักสูตรระดับปริญญาโท ในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และต้องมีสถานภาพเป็นนักศึกษาตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติงานวิจัยที่ห้องปฏิบัติการของ A-STAR
เกรดเฉลี่ยในการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า 3.30
มีความสนใจที่จะเป็นนักวิจัยอาชีพหลังสำเร็จการศึกษา
สามารถเดินทางไปร่วมวิจัยที่ห้องปฏิบัติการของ A-STAR ได้ตลอดระยะเวลาในการปฏิบัติงานวิจัย
สามารถในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษในระดับดี-ดีมาก
กำหนดการ :
กิจกรรม ระยะเวลา
(1) ประกาศรับสมัคร 23 ธันวาคม 2567 – 14 มีนาคม 2568
(2) ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสัมภาษณ์ 19 มีนาคม 2568
(3) สัมภาษณ์และคัดเลือกเบื้องต้น 23 มีนาคม 2568 (จะเลื่อนเป็น 29 มีนาคม 2568)
(4) สัมภาษณ์โดย A*STAR supervisor 24 มีนาคม 2568 – 30 เมษายน 2568
(5) ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก ภายใน 31 พฤษภาคม 2568
(6) ผู้ได้รับการคัดเลือกเดินทางไปร่วมปฏิบัติงานวิจัย
(ระยะเวลาปฏิบัติงานวิจัย 2 เดือน – 6 เดือนขึ้นอยู่กับ ตั้งแต่กันยายน – ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป
โครงการ/หัวหน้าโครงการที่นักศึกษาจะไปปฏิบัติงานวิจัย) (ระยะเวลาที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับหัวหน้า
โครงการที่นักศึกษาจะไปปฏิบัติงานวิจัย)
(7) นำเสนอผลการเข้าร่วมการปฏิบัติงานวิจัยต่อคณะกรรมการ หลังจากเดินทางกลับจากปฏิบัติงานวิจัย
สิ่งที่ผู้ได้รับการคัดเลือกจะได้รับ :
ค่าใช้จ่ายรายเดือน (ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ รวมค่าที่พัก) ในอัตราเดือนละ 2,000 เหรียญสิงคโปร์
จะได้รับสนับสนุนจาก A-STAR ภายใต้ Singapore International Pre-Graduate Award (SIPGA)
มูลนิธิฯ สนับสนุนค่าใช้จ่าย ดังนี้
ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
ค่าประกันภัยการเดินทาง (ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล)
ค่าเบี้ยเลี้ยงเพิ่มเติม (one-time settling-in allowance) 13,000 บาท
*** ไม่มีข้อผูกพันการชดใช้ทุน ***
หลักฐานการสมัคร:
ใบสมัครที่พิมพ์จากอินเทอร์เน็ต พร้อมติดรูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตาดำ
ซึ่งถ่ายไว้ไม่เกิน 1 ปี จำนวน 1 ฉบับ พร้อมลงลายมือชื่อในใบสมัครให้ครบถ้วน
สำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript of records) ฉบับภาษาอังกฤษที่มีตรามหาวิทยาลัยประทับรับรอง จำนวน 1 ฉบับ
สำเนาปริญญาบัตร หรือสำเนาหนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษาฉบับภาษาอังกฤษที่มีตรามหาวิทยาลัยประทับรับรอง จำนวน 1 ฉบับ หรือสำเนาหนังสือรับรองสถานภาพการศึกษา
กรณีผู้สมัครที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตรระดับปริญญาตรี
หนังสือรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษา เขียนเป็นภาษาอังกฤษ จำนวน 2 ท่าน รวม 2 ฉบับ
ประวัติส่วนตัวเป็นภาษาอังกฤษ (Curriculum vitae) จำนวน 1 ฉบับ
สำเนาผลการทดสอบภาษาอังกฤษ (ถ้ามีจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ)
สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน จำนวน 1 ฉบับ
วิธีการสมัคร
ผู้ประสงค์จะสมัครคัดเลือก ดูรายละเอียดทางอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์ของมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดําริฯ ที่ https://princess-it.org/scholarship-star/ โดยสามารถพิมพ์แบบฟอร์มที่ใช้ในการสมัคร
ผู้สมัครสามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 14 มีนาคม 2568
ผู้สมัครจะต้องกรอกรายละเอียดในใบสมัคร พร้อมทั้งลงลายมือชื่อด้วยตนเอง และส่งใบสมัคร หลักฐานและเอกสารต่างๆ ไปที่ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เลขที่ 73/1 อาคาร สวทช. ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 โดยจะถือวันที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับเอกสารเป็นสำคัญ และหากผู้สมัครคัดเลือกนำส่งเอกสารเอง จะถือวันที่งานสารบรรณของมูลนิธิฯ ประทับตรารับเอกสามป็นสำคัญ
รายชื่อโครงการวิจัยที่นักศึกษาสามารถเลือกไปปฏิบัติการวิจัย (SIPGA Projects List) ดูได้ที่
SIPGA Project List (Web).xlsx
SIPGA Project List (Web).pdf
ข้อมูลเพิ่มเติม
ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการทุน SIPGA ของ A-STAR ดูได้ที่
https://www.a-star.edu.sg/Scholarships/for-undergraduate-studies/singapore-international-pre-graduate-award-sipga
A*STAR Research Institutes’ capabilities and research areas ดูได้ที่
1) A*STAR Research
https://www.a-star.edu.sg/Research/overview
2). A*STAR Biomedical Research Council (BMRC)
https://www.a-star.edu.sg/Research/biomedical-research-council
3). A*STAR Science and Engineering Research Council (SERC)
https://www.a-star.edu.sg/Research/science-and-engineering-research-council
11. ติดต่อเพิ่มเติม
มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
เลขที่ 73/1 อาคาร สวทช. ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400
โดยจะถือวันที่ทำการไปรษณีย์ต้นทางประทับตรารับเอกสารเป็นสำคัญ
และหากผู้สมัครนำส่งเอกสารเอง จะถือวันที่งานสารบรรณของมูลนิธิฯ ประทับตรารับเอกสารเป็นสำคัญ
ติดต่อสอบถามได้ที่ :
คุณเยาวลักษณ์ คนคล่อง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
โทรศัพท์ 02 564 7000 ต่อ 81813 , 089 452 4244 (เยาวลักษณ์)
ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : yaowalak@nstda.or.th
เว็ปไซด์ประชาสัมพันธ์ มูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
https://www.princess-it.org/scholarship/a-star/
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ผนึกกำลัง วว. เพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและเทคโนโลยี ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ทางการเกษตร สู่เกษตรปลอดภัยและยั่งยืน
(4 มีนาคม 2568) ณ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ด้านการวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรมของประเทศ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างกว้างขวาง สอดคล้องตามนโยบาย วิจัย-นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการ และ “เน้นประเด็นสำคัญของประเทศ” ของกระทรวง อว. โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนาม และผู้บริหาร นักวิจัยทั้งสองหน่วยงานร่วมงานแถลงข่าว
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “สวทช. เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีเป้าหมายหลักในการสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม ของประเทศไทย เพื่อตอบสนองต่อความต้องการและแก้ไขปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ สวทช. มุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงการทำงานกับพันธมิตรจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อขยายผลการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม”
สวทช. และ วว. ได้ดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี (1 กรกฎาคม 2562 ถึง 30 มิถุนายน 2567) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืชที่ปลอดภัยต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น ชีวภัณฑ์ราเมตาไรเซียม กำจัดไรแดง และสารชีวภัณฑ์ควบคุมวัชพืช ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สวทช. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ วว. เพื่อทดสอบพิษวิทยาและพัฒนาชีวภัณฑ์ตามเกณฑ์กรมวิชาการเกษตร
และเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ ทั้งสองหน่วยงานได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่ออีก 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2568 ถึงวันที่ 3 มีนาคม 2572) โดยแนวทางความร่วมมือในระยะต่อไปจะดำเนินงานวิจัยร่วมกันในการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ทางการเกษตรสู่เกษตรกรและชุมชน การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตพืชผักและไม้ผลปลอดภัยด้วยชีวภัณฑ์ โดยอาศัยคู่มือแบบมาตรฐานจัดการศัตรูพืช (standard operating procedure: SOP) ของทุเรียน ถั่วฝักยาว เมล่อนและกาแฟ) และระบบ DAPbot เพื่อเข้าถึงชีวภัณฑ์ที่มีคุณภาพใน Line OA ซึ่งพัฒนาโดยคณะนักวิจัย ไบโอเทค สวทช. รวมทั้งการทดสอบพิษวิทยาสำหรับพัฒนาชีวภัณฑ์อื่น ๆ เพื่อรองรับการขึ้นทะเบียนต่อกรมวิชาการเกษตร และผลักดันการเพิ่มขีดความสามารถในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมของประเทศให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน
“สวทช. ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของประเทศ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับภาคการเกษตรของไทย สวทช. มุ่งมั่นที่จะทำให้ภาคการเกษตรของไทยประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ทุกประการ และพร้อมที่จะขยายผลต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัยเทคโนโลยีในด้านอื่น ๆ ต่อไป” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า “วว. ในฐานะรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีพันธกิจสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาใช้ในการพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมความเข้มแข็งในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่ง วว. ตระหนักดีว่าการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในวันนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของ วว. ในการสานพลังกับหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ”
ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เช่น การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย การพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ สังคม และเทคโนโลยี
“ผมเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง วว. และ สวทช. ในครั้งนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว สามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตอบโจทย์สำคัญสู่การพัฒนาประเทศไทย” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย กล่าวทิ้งท้าย
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
มหาวิทยาลัยมหิดล – สวทช. แถลงเป้าหมายและแนวทางโครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ-เสริมแกร่งระบบวิจัยและนวัตกรรม
(4 มีนาคม 2568) ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม : มหาวิทยาลัยมหิดล และ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมจัดกิจกรรม “การประชาสัมพันธ์โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช. ประจำปี 2568” โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์ ดร. ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช.พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา ร่วมแถลงเป้าหมาย แนวทาง และทิศทางของความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ โดยมีคณะกรรมการอำนวยการเครือข่ายพันธมิตรการวิจัยสหวิทยาการ คณะอนุกรรมการบริหารความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ และคณะผู้บริหารและนักวิจัยทั้งสองหน่วยงานเข้าร่วมงาน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล มีปณิธานที่จะเป็นปัญญาของแผ่นดิน ให้ความสำคัญการงานวิจัยมุ่งเป้าเพื่อตอบยุทธศาสตร์ด้านการวิจัยของประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพในระดับนานาชาติ การจัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรการวิจัยสหวิทยาการ ระหว่าง มหาวิทยาลัยมหิดล กับ สวทช.หรือ MU-NSTDA Interdisciplinary Research Consortium เป็นการขับเคลื่อนพันธกิจในการสร้างความเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน มุ่งสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรวิจัย พร้อมต่อยอดสู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการวิจัย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บุคลากรทั้งสองหน่วยงาน และนำไปสู่การสร้างผลงาน Research and Innovation ที่มีผลกระทบสูงสู่ Real world impact ใน 3 ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชาชน สนับสนุนให้เกิดนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ และผลักดันให้เกิดผลผลิตทางเศรษฐกิจและผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. มุ่งเน้นการสร้างเสริมการวิจัย พัฒนา ออกแบบ และวิศวกรรม จนสามารถถ่ายทอดไปสู่การใช้ประโยชน์ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรสำคัญ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เป็นพันธมิตรวิจัยกันมาอย่างยาวนานกว่า 25 ปี โดยการทำงานส่งเสริมกันและกัน ที่เป็นความเข้มแข็งของสองหน่วยงาน จึงได้จัดตั้งโครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ เพื่อสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งการสร้างเครือข่ายการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ที่นำไปสู่การพัฒนางานวิจัยที่มีแผนการนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เชิงสาธารณะ หรือเชิงนโยบายได้มากขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดโครงการที่ตอบโจทย์ประเทศ 4 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจ การพึ่งพาตนเอง การลดความเหลื่อมล้ำ และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ตามกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืน (S&T Implementation for Sustainable Thailand) ของ สวทช. ที่ทำให้งานวิจัย เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก และถึงผู้ใช้ประโยชน์จริง โดยความร่วมมือนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวมทรัพยากรของสองหน่วยงาน แต่เป็นการเสริมพลังซึ่งกันและกัน จนเกิดผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าผลรวมของแต่ละฝ่าย (Synergy) และเป็นแรงผลักดันให้ความรู้และนวัตกรรมเข้าถึงประชาชนอย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับเป้าหมายของทั้งสองหน่วยงาน
ภายในงาน ยังมีการเสวนา “จากความสำเร็จสู่อนาคต: แนวทางและทิศทางใหม่ของความร่วมมือ” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยมหาวิทยาลัยมหิดล และ ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. สายงานบริหารการวิจัยและพัฒนา ที่ให้รายละเอียดแนวทางและปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานมีความเข้มแข็งและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยมากขึ้น กิจกรรมเสวนา “MU-NSTDA sharing session: แชร์ประสบการณ์การทำงาน รุ่นที่ 1” โดย รศ.ดร.อุรุษา แทนขำ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. ดร.รัฐพล เฉลิมโรจน์ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. และ รศ.ดร.สุรพล พิบูลโภคานันท์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำงานร่วมกัน พร้อมแนวทางการประสานงานที่ช่วยเสริมจุดแข็งของแต่ละฝ่าย เพื่อขับเคลื่องานวิจัยให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วงสุดท้าย แผนกิจกรรม “การขับเคลื่อนความร่วมมือวิจัยและกิจกรรมสร้างเครือข่าย ประจำปี 2568” โดย ดร.วงศกร พูนพิริยะ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารเครือข่ายวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม สวทช.ซึ่งได้ประชาสัมพันธ์รายละเอียดการเปิดรับสมัครโครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ ประจำปี 2568 ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 โดยให้การสนับสนุนโครงการร่วมวิจัย ไม่เกิน 3 โครงการต่อปี งบประมาณรวมไม่เกิน 4 ล้านบาทต่อโครงการ (ปีละไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อโครงการ) นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานยังมีแผนจัดกิจกรรม Networking & Lab Visit เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และต่อยอดสู่การพัฒนา Virtual Research Group หรือ Cluster ในสาขาวิชาต่าง ๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการ นำเสนอข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อสร้างการรับรู้ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้รู้จักและเข้าถึงทรัพยากรด้านการวิจัยที่พร้อมรองรับการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน
รายละเอียด โครงการความร่วมมือเพื่อความเป็นเลิศ รุ่นที่ 2 (MU-NSTDA 2nd CALL)
https://www.nstda.or.th/ChairProfessor/mahidol-nstda-excellence.html
https://op.mahidol.ac.th/ra/2025/03/03/20250530_mu-nstda/
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Open House : เปิดโลกเทคโนโลยีและนวัตกรรม…สู่โอกาสแห่งอนาคต
📢🎉หนึ่งปีมีครั้งเดียว! โอกาสพิเศษที่ทุกท่านจะได้เจาะลึกห้องปฏิบัติการวิจัยสุดล้ำกับ 9 เส้นทางนวัตกรรม โดยนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญตัวจริง!
.
🚨หากคุณสนใจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ห้ามพลาด! สัมผัสงานวิจัยสุดล้ำและเทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทย
.
🏢อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย (อวท.) เราพร้อมแล้ว! ที่จะเปิดบ้านต้อนรับทุกท่านสู่โลกของ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมชมผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล ที่ช่วยแก้โจทย์ความท้าทายของโลกธุรกิจ และเปิดโอกาสแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
.
📅26 และ 28 มีนาคม 2568 | ⏰08.30 - 16.00 น.
📍โถงอาคาร INC2C อาคารกลุ่มนวัตกรรม 2 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
.
✨9 เส้นทางไฮไลต์นวัตกรรมที่คุณต้องมา
✅ปัญญาประดิษฐ์ (AI)
✅เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมสุดล้ำ
✅อาหารและอุตสาหกรรมชีวภาพ
✅Wellness Tech เส้นทางสู่ Thailand Health Hub
✅เครื่องสำอางเพื่ออนาคต
✅เกษตรอัจฉริยะ
✅โรงงานสมัยใหม่เพื่ออุตสาหกรรมที่ยั่งยืน
✅From Concept to Certification
✅Quality Assurance in Action
🔑หนึ่งปีมีครั้งเดียวเท่านั้น! เปิดประตูสู่โลกแห่งนวัตกรรม ที่อาจเปลี่ยนอนาคตของคุณ!
📌ข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนร่วมงาน (ฟรี) https://www.nstda.or.th/nac/2025/open-house/
.
👉สอบถามรายละเอียด
☎️โทร. 0-2564-7200
📧อีเมล ikd-kas@nstda.or.th
#NAC2025 #OpenHouse #Innovation #TSP #อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย #สวทช #NSTDA #เยี่ยมชม
ปฏิทินกิจกรรม
จุฬาฯ จับมือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ และ สวทช. วิจัยและพัฒนาโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ และศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ) ในการวิจัยและพัฒนาโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 ณ ห้องประชุม 202 อาคารจามจุรี 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ กล่าวต้อนรับ และกล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ และ สวทช. จากนั้นเป็นพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาฯ นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายอรรถพร ศรีเหรัญ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และ ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายในการรักษาสมดุลทางนิเวศวิทยา สัตว์ป่าหลายชนิดมีจำนวนประชากรลดลงจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การทำลายที่อยู่อาศัย และการล่าสัตว์ ซึ่งเป็นภัยต่อระบบนิเวศและการอยู่รอดของสัตว์ป่า พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยฯ และ สวทช. ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล องค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการจัดเก็บข้อมูลชีวภาพ การศึกษาเชิงลึกด้านนิเวศวิทยา วิทยาการสืบพันธุ์ ตลอดจนนิติวิทยาศาสตร์ของสัตว์ป่า โดยการบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและผลักดันให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในการอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างยั่งยืน ในการขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ และองค์การสวนสัตว์แห่ง ประเทศไทยฯ จะให้การสนับสนุนตัวอย่างชีวภาพจากสัตว์ในสถานเพาะเลี้ยง ส่วน สวทช. จะสนับสนุนงานวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรม โดยมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการความรู้ทางวิชาการและการพัฒนาบุคลากร
โครงการความร่วมมือในครั้งนี้จะนำเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูง มัลติโอมิกส์ (Multi-omics) เช่น จีโนมิกส์ (Genomics) โปรตีโอมิกส์ (Proteomics) และเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) มาใช้เพื่อศึกษาการธำรงเผ่าพันธุ์ของสัตว์ป่าหายากอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีจีโนมิกส์จะช่วยวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรม ลดความเสี่ยงจากภาวะเลือดชิด และกำหนดพ่อแม่พันธุ์ที่เหมาะสม ขณะที่โปรตีโอมิกส์และเมตาโบโลมิกส์จะช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพเพื่อการดูแลสัตว์ป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดจากกรณีศึกษาหลายโครงการ เช่น การวิเคราะห์พันธุกรรมของละมั่งพันธุ์ไทย เพื่อหาแนวทางเพิ่มประชากรให้แข็งแรง การถอดรหัสจีโนมของพญาแร้ง ความร่วมมือกับต่างประเทศในการความสัมพันธ์ในกลุ่มประชากรเสือลายเมฆทั่วโลก เพื่ออนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมของสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์
ความร่วมมือในครั้งนี้จะขยายผลไปสู่โครงการอนุรักษ์ที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น การศึกษาการปรับตัวของสัตว์ป่า ต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง การพัฒนาแนวทางขยายพันธุ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ และปล่อยคืนสัตว์ป่าสู่ป่าธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การอนุรักษ์สัตว์ป่าอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไปในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


