ผลการค้นหา :
ENTEC สวทช. เยี่ยมชมภาคเอกชน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AIเพื่อการจัดการพลังงานคาร์บอนต่ำ
วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC พร้อมด้วยคณะวิจัยและเจ้าหน้าที่ เข้าเยี่ยมชม บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด (สาขาประชาอุทิศ) กรุงเทพฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับแพลตฟอร์ม AI บริหารจัดการ Solar ร่วมกับ Energy Storage ด้วยหม้อแปลง IoT เพื่อสนับสนุนการจัดการพลังงานคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอย่างมีเสถียรภาพ
โดยได้รับเกียรติจาก คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด ให้การต้อนรับคณะและนำเสนอแนวคิดและการพัฒนาแพลตฟอร์ม AI สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลด้านพลังงานแบบเรียลไทม์ พร้อมพาเยี่ยมชมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหม้อแปลง IoT ที่เชื่อมโยงข้อมูลการใช้ไฟฟ้า การผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงาน ลดการใช้พลังงานในช่วงความต้องการสูง (Peak Demand) และสนับสนุนการดำเนินงานด้าน Net Zero
ในโอกาสนี้ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. และทีมวิจัย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบริษัทฯ เกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานอัจฉริยะ รวมถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) เพื่อยกระดับระบบพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น รองรับการใช้พลังงานหมุนเวียน และถือเป็นโอกาสสำคัญในการติดตามทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานของภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยสอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิตและการใช้พลังงานของประเทศ
รวมถึงยังเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัย การทดสอบ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ (Energy Management System: EMS) ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ สนับสนุนการขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เนคเทค สวทช. จัด Digital Workforce Forum ชู Future Skills เตรียมกำลังคนไทยสู่ยุค Agentic AI และ Cybersecurity
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช.ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน Digital Workforce Forum ภายใต้หัวข้อ "Future Skills for AI & Cybersecurity: Learning, Working, and Governing in the Age of Agentic AI" เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนากำลังคนในยุค AI พร้อมยกระดับ AI Literacy และ Cybersecurity Literacy ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) และเตรียมความพร้อมบุคลากรไทยให้สามารถทำงานร่วมกับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ
สัมมนานี้ได้รับเกียรติจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนากำลังคนในยุคดิจิทัล โดย ม.ร.ว.นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงานและบรรยายพิเศษในหัวข้อ Future Skills for Workforce in Digital Era โดยชี้ว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่มนุษย์ แต่คือการเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน ปลอดภัย และมีความรับผิดชอบ พร้อมเน้นย้ำว่าการพัฒนากำลังคนไทยจำเป็นต้องส่งเสริมทั้ง AI Literacy, Cybersecurity Literacy และ Lifelong Learning ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา
จากนั้น ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. บรรยายในหัวข้อ "AI University: การเตรียมความพร้อมของกำลังคนตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย" ถ่ายทอดภาพรวมการพัฒนากำลังคนด้าน AI ของประเทศ พร้อมแนวทางการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างรากฐานสำคัญของการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือการเสริมสร้างความตระหนักด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดย พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการ สํานักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ในหัวข้อ Trust in the Digital Era: Defending Against AI-Powered Cyber Threats และ คุณฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ หัวหน้าสายงานด้านความปลอดภัยระบบสารสนเทศ บริษัท ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จำกัดที่ร่วมถ่ายทอดแนวทางการรับมือภัยคุกคามไซเบอร์และการเสริมสร้าง Cybersecurity Literacy สำหรับองค์กรและบุคลากรในยุค AI
ภายในงานยังจัดเวทีเสวนาพิเศษ "Future Skill Cyber Security in the Age of AI : ทักษะอะไรที่คนทำงานต้องรู้" เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เกี่ยวกับทักษะด้าน Cybersecurity ที่จำเป็นสำหรับคนทำงานในยุค AI ตลอดจนแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล และการใช้ AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
เสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงลือศักดิ์ จักรพันธุ์ กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมสมาพันธ์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย, พลอากาศตรี อมร ชมเชย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ, คุณสันติ ศิริธีราเจษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองเด็กประจำองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย, ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยและอาเซียน บริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมี ดร.พรพรหม อธีตนันท์ รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
ช่วงบ่ายนักวิจัยเนคเทค สวทช. นำเสนอ Showcase ด้านการพัฒนากำลังคนในยุค AI ผ่านผลงานวิจัยและแพลตฟอร์มสำคัญ ได้แก่ LEAD Education, Teacher Dashboard และ AI Agent ซึ่งสะท้อนการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะ และการสร้างกำลังคนที่ตอบโจทย์ภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย “LEAD Education: เทรนด์ใหม่ของการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล” โดย ดร.เสาวลักษณ์ แก้วกำเนิด หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย และ “AI Agent: เครื่องมือขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนในยุค AI” โดย คุณชัชวาล สังคีตตระการ วิศวกรอาวุโส ทีมวิจัยยุทธศาสตร์ทรานส์ฟอร์เมชันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (ATS) กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังได้ร่วมกิจกรรม Cybersecurity Showcase และเยี่ยมชม Security Operations Center (SOC) ของทรู ดิจิทัล กรุ๊ป เพื่อเรียนรู้การรับมือภัยไซเบอร์ในสภาพแวดล้อมจริง พร้อมรับฟังการบรรยายเรื่อง Deepfake และแนวทางป้องกันภัยไซเบอร์ในปี 2026 โดย คุณเอกฉันทร์ รัตนเลิศนุสรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ กลุ่มวิจัยการสื่อสารและเครือข่าย เนคเทค สวทช. และคุณนรินทร์ รุณภัย ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ สำนักงานสุขภาพเขต 4 กระทรวงสาธารณสุข
ปิดท้ายด้วยการบรรยายพิเศษ "The Anatomy of Digital Workforce" โดย นพ.มรรคพร ขัตติยะทองคำ (หมอตังค์) ที่ชวนวิเคราะห์โครงสร้างของคนทำงานยุคใหม่ พร้อมชี้ให้เห็นทักษะสำคัญและบทบาทของเทคโนโลยี AI ที่จะช่วยให้บุคลากรสามารถปรับตัว เติบโต และสร้างคุณค่าให้กับองค์กรในโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การจัดงาน Digital Workforce Forum ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI การพัฒนากำลังคน และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Side Event EP.2 ภายใต้การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปี เนคเทค เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา ในการร่วมกันพัฒนากำลังคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของยุค Agentic AI และก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน ก่อนการจัดงาน NECTEC Annual Conference and Exhibitions 2026 (NECTEC ACE 2026) ในเดือนกันยายนนี้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
อว. จัดใหญ่ “Thailand Synergy 2026” ดัน SMEs สู่ IDEs ด้าน สวทช. โชว์ศักยภาพคว้า 3 รางวัลสุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards 2026
วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทยสู่ IDEs” พร้อมแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Thailand Innovation Synergy: ผสานพลังวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ขับเคลื่อน SMEs ไทยสู่ IDEs” โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ดร.กัลยา อุดมวิทิต รองผู้อำนวยการ สวทช. คุณศันสนีย์ ฮวบสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวง อว. และหน่วยงานในสังกัด อว. เข้าร่วม ณ PIM Convention Hall สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการสร้างนวัตกรรมว่า ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เสมอไป แต่ผู้ประกอบการสามารถใช้เทคโนโลยีพื้นฐานหรืองานวิจัยที่ตอบโจทย์ตลาดมาต่อยอด เพื่อยกระดับธุรกิจของตนเองไปสู่วิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDEs) ได้ พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของการดำเนินงานของกระทรวง อว. ในรอบ 90 วันที่ผ่านมา ซึ่งมีการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญหลายมิติ ได้แก่ การเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมกับแหล่งทุน การบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเร่งรัดการพิจารณาสิทธิบัตรของไทยให้ได้มาตรฐานสากล การนำเทคโนโลยีลงสู่ชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนการเตรียมรับมือความท้าทายระดับชาติ เช่น สงครามเทคโนโลยีและสังคมสูงวัย ผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเศรษฐกิจสุขภาพและเซมิคอนดักเตอร์
รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า การพัฒนาเทคโนโลยีต้องทำเพื่อคุณภาพชีวิตและความสงบสุขของประชาชน ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงผลกำไรเชิงพาณิชย์ โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนการยกระดับทักษะ (Reskill/Upskill) เพื่อผนึกกำลังผลักดัน SMEs ไทย ให้สามารถก้าวไปแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างยั่งยืน
ภายในงานยังมีพิธีประกาศผลและมอบรางวัลสุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards 2026 ปีที่ 13 โดย สวทช. ได้รับรางวัลในด้านเศรษฐกิจและสังคม 3 รางวัล ประกอบด้วย
รางวัล Creator Awards (ด้านเศรษฐกิจ) จาก Zenolase Evanesce Prime Serum เวชสำอางลองจิวิตี้ด้วยสารออกฤทธิ์ทำลายเซลล์ซอมบี้ บริษัท โครโนไลฟ์ จำกัด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เซรั่มเวชสำอาง Longevity ที่พัฒนาจาก ZenoLase® สารออกฤทธิ์จากพืชของโครโนไลฟ์ ซึ่งเป็นสาร Senolytic ที่กำจัด “เซลล์ซอมบี้” อันเป็นต้นเหตุสำคัญของการแก่ชรา พัฒนาในรูปแบบ Nanoencapsulation ร่วมกับสารเสริมฤทธิ์ โดยผ่านการทดสอบในผิวหนังมนุษย์และอาสาสมัคร ช่วยลดริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิวภายใน 2 สัปดาห์ รวมถึงไม่ระคายเคือง ไม่ก่อการแพ้ (Hypoallergenic) สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารซึ่งผ่านการทดสอบในระดับคลินิก พบว่าช่วยเพิ่มความยาวเทโลเมียร์ ความชุ่มชื้นผิว และคุณภาพชีวิตได้ดียิ่งขึ้น ช่วยยกระดับงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่แข่งขันได้ในตลาดสากล ภายใต้ Longevity Economy และสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มชะลอวัยและสุขภาพเชิงป้องกัน รองรับเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ทั่วโลก ผู้พัฒนาผลงาน ได้แก่ ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ตำแหน่ง CEO, CTO และ Co-Founder KronoLife และผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรม PhytoEX นาโนเทค สวทช.
รางวัล Creator Awards (ด้านสังคม) จาก ChemSense ชุดตรวจสารปนเปื้อนในน้ำ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค สวทช.) โดยเป็นชุดตรวจโลหะหนักและสารเคมีในน้ำที่ใช้งานง่าย มีความแม่นยำสูง สามารถตรวจค่าสารเจือปนกว่า 8 ชนิด ได้แก่ แมงกานีส ฟลูออไรด์ เหล็ก ทองแดง ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม และสารหนู มีระบบเชื่อมต่อการจัดการข้อมูลผ่านคลาวด์ และแสดงผลผ่าน Web Dashboard แบบเรียลไทม์ โดยใช้เทคโนโลยีการอ่านสีควบคู่กับเครื่องอ่านสี DuoEye และเทคโนโลยีเคมีไฟฟ้า ควบคู่กับเครื่องวัดสัญญาณ สามารถทราบผลวิเคราะห์ที่หน้างานได้ภายใน 5 นาที โดยไม่ต้องพึ่งพาห้องปฏิบัติการ ช่วยลดการนำเข้าชุดตรวจและอุปกรณ์จากต่างประเทศ และภาครัฐได้นำไปใช้แก้ปัญหาแหล่งน้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีสู่ชุมชนกว่า 20,000 ครัวเรือน ใน 12 จังหวัด ผู้พัฒนาผลงาน ได้แก่ ดร.วีรกัญญา มณีปกรณ์ นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช.
รางวัล Inventor Awards (ด้านสังคม) จาก A-MED Care ระบบบริการดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไป กลุ่มนวัตกรรมแพลตฟอร์มดิจิทัลสุขภาพการแพทย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย A-MED Care เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับหน่วยบริการปฐมภูมิ ได้แก่ ร้านยาคุณภาพ คลินิกเวชกรรม คลินิกพยาบาล และคลินิกแพทย์แผนไทย ที่ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือโรคทั่วไปสามารถเข้ารับบริการใกล้บ้านโดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล รองรับสิทธิ์โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ โดยหน่วยบริการสามารถเบิกจ่ายค่าบริการผ่าน e-Claim ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วด้วยระบบ AI Rule-based ใช้งานสะดวกด้วยการเชื่อมต่อ API กับ ThaID, เป๋าตัง และ Health Link (HIE) พร้อม Dashboard รายงานผลแบบเรียลไทม์ โดยช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ประหยัดค่าเดินทางของผู้ป่วย และพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศที่เชื่อมโยงระบบบริการสุขภาพอย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ ผู้พัฒนาผลงาน ได้แก่ คุณวัชรากร หนูทอง หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมและข้อมูลเพื่อสุขภาพ คุณจันทกานต์ มากมา ผู้ช่วยวิจัย และคุณภูดินทร์ พรธัชภูมิ ผู้ช่วยวิจัย
ความสำเร็จของการจัดงาน “Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทยสู่ IDEs” ตลอดจนความน่าภาคภูมิใจของผลงานนวัตกรรมจาก สวทช. ที่สามารถคว้ารางวัล 7 Innovation Awards มาครองได้ถึง 3 รางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์และเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่กำลังก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม การผสานพลังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มนักวิจัย ไม่เพียงช่วยปลดล็อกข้อจำกัดและยกระดับศักยภาพของ SMEs ไทยให้ก้าวสู่การเป็นวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDEs) ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถยืนหยัดและแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. ต้อนรับคณะโรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง เปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน AI ความมั่นคงไซเบอร์และมาตรฐานเทคโนโลยี
24 กรกฎาคม 2569 : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ให้การต้อนรับคณะโรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ รุ่น 152 ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ณ อาคาร BIOTEC และศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ ระหว่างภาคการวิจัยกับหน่วยงานด้านความมั่นคง การขับเคลื่อนศักยภาพประเทศด้วยนวัตกรรม
ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการ สวทช. ให้ต้อนรับคณะผู้เยี่ยมชม พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ ในการพัฒนาประเทศในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง โดย สวทช. มุ่งสร้างความสามารถในการวิจัย พัฒนา และส่งเสริม ให้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี อย่างรู้เท่าทัน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพ ด้านการทหารของประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนายุทโธปกรณ์ รวมถึงการรักษาให้เกิดการพัฒนาและการใช้งานในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยวัสดุศาสตร์และชิ้นส่วนอากาศยาน ระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) เทคโนโลยีเซนเซอร์ ภาพถ่ายดาวเทียม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เทคโนโลยีทั้งหมดนี้ ควรได้รับการพัฒนาร่วมกันและนำมาใช้ ควบคู่กับหลักจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้งาน
การนำเสนอผลงานภายใต้ภารกิจและบททบาท ของ สวทช. สะท้อนความเป็น เครื่องยนต์วิจัย ผ่านผลงานของศูนย์วิจัยแห่งชาติ ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การปกป้องระบบสารสนเทศ ไปจนถึงการทดสอบและรับรองมาตรฐานก่อนนำไปใช้งานจริง ประกอบด้วย 3 หัวข้อสำคัญ ได้แก่
การประยุกต์ใช้ Generative AI ในการทำงานและจริยธรรมในการใช้งาน โดยนายอานนท์ แซ่อึ่ง นักวิจัยทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ถ่ายทอดแนวทางการใช้ AI ผ่านผลงาน Pathumma LLM : เทคโนโลยีพัฒนา AI ที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทย ในบริบทต่างๆ เช่น ให้บริการในรูปแบบ ผู้ช่วยค้นหาข้อมูลจากเอกสารหลายๆ หน้า ช่วยสร้างเอกสารภาษาไทยอัตโนมัติ ถอดความเสียงพูดภาษาไทยเป็นข้อความอัตโนมัติ พร้อมสรุปใจความสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
แนวทางปฏิบัติในการเสริมสร้างมาตรการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Security) โดยคุณเอกฉันท์ รัตนเลิศนุสรณ์ หัวหน้าทีมวิจัยความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ NECTEC นำเสนอรูปแบบภัยคุกคามไซเบอร์ ในรูปแบบต่างๆ เช่น ด้าน ภาพ เสียง mail และผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายการสื่อสาร พร้อมนำเสนอ แนวทางรับมือ การบริหารความเสี่ยง และการสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบดิจิทัล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในยุคดิจิทัล
มาตรฐานทางการทหารและมาตรฐานโดรน โดย ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ถ่ายทอดความสำคัญของการกำหนดมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะมาตรฐานการทดสอบ อุปกรณ์ต่างๆ ในการบิน และมาตรฐานที่จำเป็นสำหรับในการผลิตเครื่องบิน บางรุ่น ที่จำเป็นต้องใช้ด้านการทหาร ในพื้นที่ต่างๆเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรองรับการใช้งานเทคโนโลยีในภารกิจสำคัญของประเทศ
จากนั้น คณะได้เยี่ยมชมศูนย์ PTEC เพื่อศึกษากระบวนการทดสอบและรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีด้านโดรน และการทดสอบแบตเตอรี่ ในแต่ละขั้นตอนการทดสอบ การประเมินผล ไปจนถึงการรับรองมาตรฐาน เพื่อให้เกิดความปลอดภัย น่าเชื่อถือ และพร้อมนำไปใช้ในภารกิจสำคัญของประเทศ
การศึกษาดูงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งาน ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของชาติ เตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่การรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถพึ่งพาตนเองได้และสร้างประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Plant Factory “ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง”
ไบโอเทค สวทช. เปิดโรงเรือนอัจฉริยะ Plant Factory ชูนวัตกรรม “ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง” ยกระดับการผลิตสมุนไพรไทยเกรดพรีเมียม ด้วยระบบควบคุมทุกปัจจัยการปลูกอย่างแม่นยำ พร้อมขับเคลื่อนสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจมูลค่าสูง
คลิปสั้นทันเหตุการณ์
FOOD INNOPOLIS x HKSTP: SOFT-LANDING PROGRAMME FOR FOOD TECH STARTUPS เปิดรับสมัครรุ่นที่ 2 แล้ววันนี้!
FOOD INNOPOLIS x HKSTP: SOFT-LANDING PROGRAMME FOR FOOD TECH STARTUPS เปิดรับสมัครรุ่นที่ 2 แล้ววันนี้!
คุณเป็นสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ที่อยากขยายธุรกิจสู่ตลาดฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่หรือไม่?
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) จับมือ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP) เปิดรับสมัครสตาร์ทอัพไทยด้านเทคโนโลยีอาหาร เข้าร่วมโปรแกรม Soft-Landing ระยะเวลา 12 เดือน เพื่อทดสอบและขยายธุรกิจสู่ตลาดฮ่องกง ประตูสู่ตลาดจีนที่มีศักยภาพเติบโตสูง
เป้าหมายของโครงการ
สนับสนุนสตาร์ทอัพไทยที่มีนวัตกรรมด้านอาหาร ให้สามารถทดสอบและพิสูจน์แนวคิดในตลาดฮ่องกงด้วยความเสี่ยงและต้นทุนต่ำ ก่อนขยายธุรกิจเต็มรูปแบบสู่ฮ่องกงและจีน
สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับ
ทุนสนับสนุนตามความคืบหน้า (Milestone-based): สูงสุด 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ไม่แลกหุ้น)
การฝึกอบรมและโค้ชชิ่ง: จากผู้เชี่ยวชาญระดับสากล
ความยืดหยุ่น: เข้าร่วมแบบออนไลน์ได้จากประเทศไทยในช่วงแรก
การเชื่อมต่อเครือข่าย: เข้าถึงเครือข่ายงานวิจัยของ Food Innopolis
การสนับสนุนร่วม: ได้รับการสนับสนุนร่วมกันจากทั้ง Food Innopolis และ HKSTP
โอกาสเติบโต: ต่อยอดสู่โปรแกรม Incubation ระดับสูงของ HKSTP
ระยะเวลาโครงการ (12 เดือน)
Stage 1: สมัครและเข้าสู่โครงการ
Stage 2: ทดสอบแนวคิดในตลาดฮ่องกง พร้อมบ่มเพาะร่วมกันโดย Food Innopolis และ HKSTP
Stage 3: เปิดตัวและเข้าสู่ตลาดฮ่องกงเต็มรูปแบบ ตามด้วยการสนับสนุนบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง
คุณสมบัติผู้สมัคร
มีแนวคิดนวัตกรรมที่มีการวิจัยพัฒนาและแผนธุรกิจรองรับ
ยินยอมจดทะเบียนบริษัทจำกัดในฮ่องกง โดยได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจาก HKSTP
เกี่ยวกับ HKSTP
หน่วยบ่มเพาะเทคโนโลยีชั้นนำของฮ่องกง ก่อตั้งปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) ปัจจุบันสนับสนุนสตาร์ทอัพกว่า 1,400 แห่งจาก 26 ประเทศ สร้างยูนิคอร์นแล้ว 13 แห่ง และช่วยระดมทุนให้บริษัทในเครือข่ายรวมกว่า 2.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
กำหนดปิดรับสมัคร: ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:
คุณปรเมษฐ์ ชุ่มยิ้ม (Food Innopolis Accelerator Platform Manager)
อีเมล: Porramate.chu@nstda.or.th
คุณคริสตี้ หว่อง (Manager, Co-development, HKSTP)
อีเมล: christie.wong@hkstp.org
ลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมโครงการ:
แบบฟอร์มรับสมัคร Food Innopolis x HKSTP
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ขนทัพนวัตกรรมเทคโนโลยีป้องกันประเทศ โชว์ศักยภาพสุดล้ำ ในงาน “การสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี 2569” (Crimson Viper 2026)
(วันที่ 23 กรกฎาคม 2569): ณ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จ.ลพบุรี กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) กระทรวงกลาโหม ร่วมกับ กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (U.S. DoD) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ จัดงาน “การสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี 2569” หรือ Crimson Viper 2026 (CV26) ระหว่างวันที่ 20–24 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร (ศอว.ศอพท.) อ.เมือง จ.ลพบุรีโดยพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก พลโท คม วิริยเวชกุล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (จก.วท.กห.) เป็นประธานในพิธี โอกาสนี้ คณะผู้บังคับบัญชาได้เข้าเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการผลงานวิจัยและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ณ ห้องอุดมรังสรรค์ พร้อมทั้งรับชมการจัดแสดงสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหารภาคสนาม ณ ลานปะรำพิธี เพื่อติดตามความก้าวหน้าและการทดสอบประสิทธิภาพของยุทโธปกรณ์ในสภาพแวดล้อมจริง ภายในงานยังมีการบรรยายทางวิชาการเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การบรรยายในหัวข้อ “New DSTD Structure and Mission : DSTD - PMU” โดย พลอากาศตรี กิตติศักดิ์ จุฑารัตน์ รองเจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม เพื่อนำเสนอโครงสร้างและภารกิจใหม่ของกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม ในการเป็นหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัย ร่วมด้วยการบรรยายทางวิชาการและสรุปประเด็น กิจกรรม Working group ในหัวข้อ “Technology Applied : Border Security” โดย Mr. Marc Vetter ผู้แทนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดนอย่างมีประสิทธิภาพทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ นำนักวิจัยเข้าร่วมงานพร้อมได้นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านความมั่นคงและการคุ้มครองกำลังพลเข้าร่วมจัดแสดงและสาธิตในการสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี 2569” หรือ Crimson Viper 2026 (CV26) ครั้งนี้ รวม 3 ผลงานสำคัญ ได้แก่เทคโนโลยีความมั่นคงน่านฟ้า: ระบบต่อต้านโดรนคุกคาม และสถานีชาร์จอัตโนมัติ โดยศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค-สวทช.) ระบบบูรณาการเทคโนโลยีโดรน 2 มิติ เพื่อความมั่นคง (Dual-Aspect Drone Technology for Security) ประกอบด้วย ระบบรบกวนสัญญาณโดรน (Drone Defender) ที่ทำหน้าที่ตัดการสื่อสารและระบบนำทางของโดรนคุกคาม ซึ่งผ่านการใช้งานจริงในภารกิจอารักขาคลังสรรพาวุธ สนามบิน ค่ายทหาร และพื้นที่ชายแดนมานานกว่า 8 ปี ผสานทำงานร่วมกับ สถานีชาร์จแบตเตอรี่โดรนอัตโนมัติ (Autonomous Charging Dock) ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้นเอง ยืดหยุ่นสูง ปรับหัวชาร์จ (Contact Charging) เข้ากับโดรนได้หลากหลายรุ่น พร้อมระบบดูดอากาศลดแรงลมขณะลงจอด และควบคุมระยะไกลผ่าน Wi-Fi เพื่อรองรับภารกิจเฝ้าระวังและบินลาดตระเวนได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องใช้กำลังพลสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ภาคสนามวัสดุขั้นสูงสำหรับงานป้องกันและการใช้งานสองทาง (Advanced Materials for Dual-Use Protection Applications) โดยศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค สวทช.) เป็นการวิจัยและพัฒนาวัสดุเกราะแข็งและระบบเกราะคอมโพสิตน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งสูง สำหรับภารกิจความมั่นคงและการประยุกต์ใช้สองทาง (Dual-Use) ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ชูจุดเด่นด้วย เสื้อเกราะแข็งคอมโพสิต (Composite Body Armor) ป้องกันกระสุนระดับ 3 และ 3+ (NIJ Level III / III+) และ แผ่นเกราะกันกระสุนสำหรับยานพาหนะ (Vehicle Armor Panels) ระดับ 3 โดยใช้องค์ความรู้บูรณาการด้านเทคโนโลยีเกราะเซรามิกขั้นสูง การวิเคราะห์ความเสียหาย (Failure Analysis) และวิศวกรรมความน่าเชื่อถือ (Reliability Engineering) เพื่อยกระดับความปลอดภัยของยุทโธปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญการเปลี่ยนนวัตกรรมทางวิศวกรรมให้เป็นจริง (Introducing Military-Grade Equipment Testing & Engineering Services) โดยศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ร่วมกับ NFED สวทช. นำเสนอศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่พร้อมสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศแบบครบวงจร ประกอบด้วย บริการทดสอบและรับรองอุปกรณ์ทางทหาร (PTEC) ด้วยห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากลเพื่อทดสอบความคงทนต่อสภาพแวดล้อมและสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (EMC) ตามมาตรฐานทางทหาร และบริการออกแบบต้นแบบและผลิตชิ้นส่วนทางวิศวกรรม (NFED) เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยระดับห้องปฏิบัติการให้กลายเป็นชิ้นงานต้นแบบชิ้นส่วนทางวิศวกรรม (Engineering Prototype) ที่พร้อมนำไปผลิตและใช้งานจริงเชิงอุตสาหกรรมกิจกรรม “การสาธิตและทดลองเทคโนโลยีทางทหาร ประจำปี 2569” หรือ Crimson Viper 2026 (CV26) ครั้งนี้ มุ่งเน้นการจัดแสดงนวัตกรรมความมั่นคงและการทดสอบเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันชายแดนและการจัดการภัยพิบัติ โดยภายในงานประกอบด้วยการจัดแสดงนวัตกรรม การบรรยายทางเทคนิคและวิชาการ การประชุมหารือเพื่อต่อยอดงานวิจัย ตลอดจนการสาธิตเทคโนโลยีจากหน่วยงานชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยีทางทหารไปปรับใช้ปฏิบัติงานจริงในอนาคต
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
สวทช. โดย Food Innopolis ร่วมกับแพลตฟอร์ม Industry 4.0 นำผู้ประกอบการอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าศึกษาดูงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการลงทุนในสายการผลิตอาหาร และการใช้บริการสิทธิประโยชน์ภาครัฐ
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 Food Innopolis และแพลตฟอร์ม Industry 4.0 ร่วมกันจัดกิจกรรม Industry 4.0 Site Visit: Enhancing Food Industry Production Capabilities เปิดบ้าน ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาบุคลากรและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม 4.0 (EEC Automation Park) ณ มหาวิทยาลัยบูรพา และ ศูนย์กลางเพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม - AIS EEC (Evolution Experience Center) จังหวัดชลบุรี โดยนำผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เข้าศึกษาดูงานนวัตกรรมระบบอัตโนมัติและดิจิทัลที่จะช่วยยกระดับสายการผลิตอาหารให้มีความแม่นยำ ถูกต้อง และช่วยรวบรวมข้อมูลที่สำคัญต่อธุรกิจอาหารอย่างเป็นระบบ ปลอดภัย นอกจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเสริมศักยภาพการแข่งขันให้อุตสาหกรรมอาหารแล้ว สวทช. โดย Food Innopolis ยังให้บริการแก่ผู้ประกอบการในรูปแบบ One Stop Service เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในการลงทุนวิจัย พัฒนา นวัตกรรมอาหาร และ แพลตฟอร์ม Industry 4.0 ช่วยประเมินความพร้อมผู้ประกอบการ วางแผนการลงทุนเทคโนโลยี 4.0 และเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการลงทุนอย่างมีเป้าหมาย มีความคุ้มค่า และเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สำหรับผู้ที่พลาดกิจกรรมดี ๆ ในครั้งนี้ ทาง Food Innopolis สวทช. ยังมีกิจกรรมอีกมากมายตลอดเดือนสิงหาคม ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมสัมมนาความรู้นวัตกรรมอาหาร การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ และอบรมเชิงปฏิบัติการที่ท่านจะได้ลงมือปฏิบัติจริง ติดตามข้อมูลข่าวสารกิจกรรมและลงทะเบียนได้แล้ววันนี้ที่เพจ Food Innopolis (https://www.facebook.com/share/1Yiok3N73w/?mibextid=wwXIfr) และเว็บไซต์ www.foodinnopolis.or.th
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กระทรวงแรงงาน เยือน TMEC สวทช. หารือแนวทางพัฒนาคนเซมิคอนดักเตอร์ เตรียมหนุน TMEC “อบรม-จับคู่กำลังคน” ตรงความต้องการบริษัทเอกชน พร้อมการันตีป้อนสู่การจ้างงานจริง รองรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ต้อนรับคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำโดย นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน สำนักงานแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานจัดหางานจังหวัดฉะเชิงเทรา สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 29 ฉะเชิงเทรา สำนักงานประกันสังคมจังหวัดฉะเชิงเทรา สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (MARA) เข้าศึกษาดูงานและประชุมหารือความร่วมมือเชิงนโยบายเพื่อพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ณ ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา
ในการนี้ คณะผู้บริหาร สวทช. นำโดย ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. ดร.ภัทราวดี พลอยกิติกูล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) และคณะนักวิจัย ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอภาพรวมการดำเนินงานและผลงานวิจัยสำคัญ ตลอดจนนำคณะเข้าเยี่ยมชมกระบวนการผลิตจริงของ TMEC เพื่อให้เห็นศักยภาพเชิงพื้นที่และระบบโครงสร้างพื้นฐานอย่างใกล้ชิด
ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า TMEC ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญและมีมูลค่าสูงของประเทศ โดยมีขีดความสามารถครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การผลิตต้นแบบ ตลอดจนการทดสอบและบรรจุภัณฑ์อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์และเซนเซอร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงงานวิจัยและพัฒนาเชิงลึกเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การหารือร่วมกับกระทรวงแรงงานในวันนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการทรัพยากรข้ามกระทรวง เพื่อร่วมกันออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมในลักษณะมุ่งเป้าตามความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม (Demand-driven) โดย สวทช. ขอยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้เชิงเทคนิคและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้และนำไปสู่การลงมือปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
นายกฤดิกร วงศ์สว่างพานิช ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก ในระดับที่ผลิตอย่างไรก็ไม่ทันต่อความต้องการ ซึ่งจากการลงพื้นที่เพื่อศึกษาแนวทางการผลิตวิศวกร และการสำรวจความต้องการของภาคเอกชนพบว่า ในสายการผลิตของ IC Manufacturing รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง (Advanced Electronics) ยังคงขาดแคลนช่างเทคนิค และผู้ปฏิบัติงาน (Operator) อีกเป็นจำนวนมาก กระทรวงแรงงานจึงมุ่งหวังที่จะปรับเปลี่ยนแนวทางการฝึกอบรม โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้คัดเลือกแรงงานเบื้องต้น ให้มีความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม โดยกระทรวงแรงงาน และ TMEC รวมถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัย บูรณาการทรัพยากรในการพัฒนากำลังแรงงาน" เพื่อหาแนวทางจับคู่กำลังคนให้ตรงกับความต้องการของบริษัทเอกชน และการันตีการเข้าสู่ระบบการจ้างงานจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ได้อย่างแท้จริง
ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC) กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการบุคลากรในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และไมโครอิเล็กทรอนิกส์มีจำนวนสูงถึงประมาณ 7,000 ตำแหน่ง ซึ่งความต้องการกระจายอยู่ทุกระดับตั้งแต่ผู้ปฏิบัติงาน ช่างเทคนิค วิศวกร ไปจนถึงนักออกแบบ โดย TMEC เป็นศูนย์กลางแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีระบบการผลิตต้นน้ำ หรือ การผลิตลายวงจรบนแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Fabrication) ภายในห้องปฏิบัติการสะอาด (Clean Room) พร้อมเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานเทียบเท่าโรงงานอุตสาหกรรม นอกเหนือจากภารกิจด้านการวิจัย ปัจจุบัน TMEC กำลังขยายบทบาทสู่การเป็นศูนย์ฝึกอบรมระดับภูมิภาค โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับ 19 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศในโครงการ Semiconductor Sandbox แบ่งหลักสูตรออกเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การออกแบบวงจรรวม (IC Design) กระบวนการผลิต (Process) และการทดสอบและบรรจุภัณฑ์ (Testing and Packaging) เพื่อย่นระยะเวลาการผลิตวิศวกรจาก 4 ปี ให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ภายใน 2 ปี อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวง อว. ในการจัดอบรมหลักสูตรลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Experience) ระยะเวลา 5 วัน รวม 30 ชั่วโมง รองรับกลุ่มนักศึกษาจบใหม่รวมถึงการอัปสกิลแรงงานจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เข้าสู่ระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์ได้ปีละกว่า 350 คน ควบคู่ไปกับการวางแนวทางสร้างความร่วมมือพัฒนาหลักสูตรร่วมกับบริษัทชั้นนำ
การหารือร่วมกันในครั้งนี้ สวทช. และกระทรวงแรงงาน ได้สรุปแนวทางพัฒนาแผนการทำงานร่วมกันใน 3 ประเด็น ประการแรก คือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะจัดส่งบุคลากรและครูฝึกเข้ามาเรียนรู้ระบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีกระบวนการผลิตจริงที่ TMEC เพื่อนำไปขยายผลต่อยอด ต่อมาคือ การยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะ (Up-skill / Re-skill) เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่กลุ่มแรงงานในการเข้าสู่สายการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ และประการสุดท้าย ในการจัดทำมาตรฐานการรับรองทักษะวิชาชีพ (Certificate) ร่วมกับภาคเอกชนในเครือข่าย โดยประยุกต์ใช้แนวทางเดียวกับโมเดล ITPE ของประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างโอกาสให้แรงงานไทยสามารถก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานมูลค่าสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
TAIST-Science Tokyo จัดกิจกรรม “First Meet 2026” ต้อนรับนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2569
ระหว่างวันที่ 17–18 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม เอส ศรีราชา จังหวัดชลบุรี โครงการทุนสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศไทยและสถาบันวิทยาศาสตร์โตเกียว (TAIST-Science Tokyo) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ภายใต้ชื่อ "TAIST-Science Tokyo: First Meet 2026" เพื่อต้อนรับนักศึกษาทุน TAIST-Science Tokyo ประจำปีการศึกษา 2569 และเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มต้นการศึกษาและการวิจัยในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา
พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) Prof. Dr. Jun-ichi Takada Executive Vice President for Global Affairs and Chair of TAIST-Science Tokyo Steering Committee, Institute of Science Tokyo และ
ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมเป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับนักศึกษารุ่นใหม่ที่ได้รับทุนการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นในการผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีศักยภาพในระดับสากล ทั้งนี้ Prof. Dr. Jun-ichi Takada ได้บรรยายภาพรวมของโครงการและโครงสร้างหลักสูตร เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาในโครงการ
ในปีการศึกษา 2569 โครงการ TAIST-Science Tokyo รับนักศึกษาทุนทั้งสิ้น 35 คน จาก 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (A2TE: Automotive and Advanced Transportation Engineering) จำนวน 13 คน หลักสูตรวิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรที่ยั่งยืน (SERE: Sustainable Energy and Resources Engineering) จำนวน10 คน และ หลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomedical Engineering and Artificial Intelligence: Biomed & AI) จำนวน 12 คน โดยเป็นนักศึกษาชาวไทย 28 คน และนักศึกษาต่างชาติ 7 คน จากประเทศ พม่า เวียดนาม อียิปต์ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติของโครงการ
จากนั้น ผู้อำนวยการหลักสูตรของทั้ง 3 หลักสูตร ได้แนะนำรายละเอียดของแต่ละหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรวิศวกรรมยานยนต์และระบบขนส่งขั้นสูง (A2TE) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปรีชา การินทร์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลักสูตรวิศวกรรมพลังงานและทรัพยากรที่ยั่งยืน (SERE) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ โอภาประกาศิต จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์และปัญญาประดิษฐ์ (Biomed & AI) โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการศึกษา แนวทางการเลือกหัวข้อวิจัย การทำวิทยานิพนธ์ ความร่วมมือกับ Institute of Science Tokyo รวมถึงตอบข้อซักถามของนักศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การศึกษาในแต่ละหลักสูตร นอกจากนี้ ดร.หงลดา เทอดเกียรติกุล นักวิชาการอาวุโส แนะนำภาพรวมของโครงการ ระบบการเรียนการสอน ระเบียบและข้อปฏิบัติของโครงการ สิทธิประโยชน์ของนักศึกษาทุน ตลอดจนข้อมูลด้านการใช้ชีวิตและสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน สวทช. เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเริ่มต้นการศึกษา
ภายในงานยังมีผู้แทนจากศูนย์แห่งชาติภายใต้ สวทช. ได้แก่ ดร.อุดม แซ่อึ่ง นักวิจัยจากทีมวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพปลาและกุ้ง (AFST) กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ (AAQG) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ดร.กฤษฎา ท่าพระเจริญ นักวิจัยจากทีมวิจัยระบบวิศวกรรมขั้นสูง (AEST) กลุ่มวิจัยการออกแบบเชิงวิศวกรรมและการคำนวณ (EDC) ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AINRG) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ดร.สัญชัย คูบูรณ์ นักวิจัยจากทีมวิจัยตัวเร่งปฏิกิริยา (CAT) กลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยาระดับนาโนการดูดซับและการคำนวณ (NCAS) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) และดร.นุวงศ์ ชลคุป รักษาการรองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ได้ร่วมแนะนำภารกิจและศักยภาพด้านการวิจัยของแต่ละศูนย์ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบนิเวศการวิจัยของ สวทช.
ในช่วงท้ายของวันแรกยังมีกิจกรรม Experience Sharing โดยนักศึกษารุ่นพี่จากทั้ง 3 หลักสูตร ได้แก่ นายนโยส ศิริสูตร ศิษย์เก่าหลักสูตร A2TE นางสาวปิยภัชช์ สิงโต ศิษย์เก่าหลักสูตร AIoT และ นายพชร ธันศิริ ศิษย์เก่าหลักสูตร SERE ซึ่งร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการเรียน การทำวิจัย การใช้ชีวิตในโครงการ และการแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับ Institute of Science Tokyo เพื่อเป็นแนวทางและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักศึกษารุ่นใหม่
สำหรับกิจกรรมในวันที่สอง นักศึกษาได้เข้าร่วมกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพัฒนาทักษะการทำงานเป็นทีม
ซึ่งดำเนินกิจกรรมโดย TYSA เพื่อส่งเสริมการทำงานร่วมกัน การสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาชาวไทยและนักศึกษาต่างชาติ ตลอดจนเสริมสร้างภาวะผู้นำ การทำงานร่วมกัน และมิตรภาพอันดี ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนและการทำวิจัยร่วมกันตลอดระยะเวลาของการศึกษา
กิจกรรม TAIST-Science Tokyo: First Meet 2026 นับเป็นก้าวแรกของการสร้างเครือข่ายนักวิจัยรุ่นใหม่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น พร้อมปลูกฝังแนวคิดการทำวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและสังคมโลก อันเป็นพันธกิจสำคัญของโครงการ TAIST-Science Tokyo ในการผลิตกำลังคนคุณภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์สู่ระดับนานาชาติ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดฉาก “Thailand² ยกกำลังประเทศไทย” ผนึก 5 กระทรวง-เอกชน ยกระดับทุนมนุษย์ โชว์ผลงาน 90 วัน
21 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิด "Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์" โดยเน้นย้ำถึงแก่นแท้ของนโยบายว่า การลงทุนและพัฒนาศักยภาพคนไทยคือหัวใจสำคัญเพียงหนึ่งเดียวที่จะนำพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางสู่การเป็นประเทศรายได้สูง คำว่า "ยกกำลัง" ในทางคณิตศาสตร์หมายถึงการทวีคูณผลลัพธ์ให้เติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งการยกกำลังที่ทรงพลังและยั่งยืนที่สุดของไทยคือการลงทุนกับ "คน" เพราะไม่ว่าเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะก้าวล้ำไปเพียงใด มนุษย์ที่มีศักยภาพและวิจารณญาณยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการควบคุมและสร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยีเหล่านั้น รัฐบาลจึงได้เดินหน้าจัดตั้ง "คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ" หรือ กรอ. ขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา โดยมี 4 คณะอนุกรรมการที่ทำงานอย่างใกล้ชิด ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างนโยบายภาครัฐกับความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงานในภาคเอกชน เพื่อค้นหา "เลขชี้กำลังที่ใช่" ที่จะปลดล็อกศักยภาพให้กับคนไทยทุกคน
โดยการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงเสาหลัก ได้แก่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ไฮไลต์สำคัญ คือการบรรยายพิเศษโดย ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในหัวข้อ "ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์" ซึ่งได้างแผนปฏิบัติการ "Lifelong Support" ที่สะท้อนวิสัยทัศน์การดูแลคนไทยแบบครบวงจรตลอดช่วงชีวิต โดยย้ำว่าการดูแลประชาชนต้องไม่ใช่แค่การสงเคราะห์ แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมนุษย์ เริ่มตั้งแต่วัยเริ่มต้นชีวิต (0-6 ปี) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด รัฐบาลมุ่งลดภาระครอบครัววัยทำงานด้วยการรื้อระบบศูนย์เด็กปฐมวัย ปรับเวลาทำการให้สอดรับกับวิถีชีวิตและเวลาเข้างานของพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างแท้จริง พร้อมระบบหลังบ้านที่ถูกออกแบบใหม่เพื่อเร่งรัดการจ่ายเบี้ยเด็กเล็ก 600 บาทให้ถึงมือครอบครัวภายใน 30-45 วัน ควบคู่ไปกับการผลักดันกฎหมายคุ้มครองเด็กให้เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กไทยทุกคนจะเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
เมื่อก้าวสู่วัยเรียน (7-18 ปี) รัฐบาลได้ประกาศสงครามกับความซ้ำซ้อนในระบบการศึกษาผ่านนโยบาย "คืนเวลาให้ครู" โดยกล้าที่จะยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็นและหั่นตัวชี้วัด (KPIs) ลงถึง 71.52% ซึ่งสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่โรงเรียนกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศ ทำให้ครูได้กลับไปทำหน้าที่หลักคือการอยู่หน้าชั้นเรียนและพัฒนาผู้เรียน ควบคู่ไปกับการผลักดันโครงการ Zero Dropout PLUS ที่ตั้งเป้าหมายยิ่งใหญ่ในการพาเด็กกว่า 500,000 คนที่หลุดจากระบบให้กลับเข้าสู่ห้องเรียนหรือการฝึกอาชีพ และไม่ลืมที่จะสร้างผู้นำแห่งอนาคตด้วยการมอบทุนเรียนต่อนานาชาติ ODOS กว่า 3,282 คน เพื่อนำองค์ความรู้ระดับโลกกลับมาพัฒนาประเทศสำหรับวัยเริ่มต้นเส้นทางอาชีพและวัยสร้างตัว (19-35 ปี) ซึ่งเป็นวัยที่กำลังขยายขีดความสามารถ รัฐบาลได้ตัดสินใจทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาครั้งประวัติศาสตร์ โดยอุดหนุนงบประมาณผ่านระบบ TCAS กว่า 147.2 ล้านบาท ส่งผลให้เยาวชนกว่า 9 แสนคนได้รับสิทธิสอบ TGAT/TPAT ฟรี ถือเป็นการปลดล็อกภาระทางการเงินให้หลายแสนครอบครัว ในมิติของการสร้างกำลังคน ได้ตั้งเป้าหมายเชิงรุกในการผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์โครงสร้างประเทศ ทั้งการผลิตแพทย์เพิ่ม 22,200 คน และบุคลากรทักษะสูงด้านเซมิคอนดักเตอร์กว่า 12,000 คน นอกจากนี้ ยังสามารถจัดหางานให้ประชาชนลุล่วงไปแล้วกว่า 40,051 คน พร้อมยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตนด้วยสิทธิทันตกรรมใหม่ 12 รายการที่ไม่ต้องสำรองจ่าย และไฮไลต์สำคัญคือการร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google มอบทุน Career Certificate เพื่อเดินหน้าอัปสกิลแรงงานไทยกว่า 10 ล้านคนให้พร้อมรับมือกับคลื่นดิสรัปชันของยุค AI
ในส่วนของวัยขยายศักยภาพไปจนถึงวัยเก๋าและกลุ่มเปราะบาง (36-60 ปีขึ้นไป) ศ. ดร.ยศชนัน ได้พลิกโฉมภาพจำของภาคการเกษตร โดยมุ่งยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น "ผู้ประกอบการเทคโนโลยี" อย่างเต็มตัว ผ่านการสนับสนุนการใช้ปุ๋ยแบบแม่นยำตามค่าวิเคราะห์ดิน การผลักดันพื้นที่เกษตรปลอดภัย (GAP) และเกษตรอินทรีย์รวมกว่า 2.62 ล้านไร่ พร้อมส่งเสริมการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยดาวเทียม ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้สร้างโครงข่ายความมั่นคงในบั้นปลายชีวิตด้วยสูตรบำนาญชราภาพ "CARE" มีการปรับเกณฑ์การบำบัดทดแทนไตเพื่อต่อชีวิตผู้ป่วยและลดการรอคอย รวมถึงการใช้บิ๊กดาต้าอย่างระบบ Social Map สแกนพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นกว่า 2.3 แสนคนให้เข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยาย Digital Healthcare Platform ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 3.67 ล้านคน เตรียมเปิดตัวเมืองต้นแบบ Senior Complex ที่อำเภอบางละมุง และเตรียมเคาะงบประมาณเพื่อสนับสนุนเบี้ยคนพิการถ้วนหน้าในอัตรา 1,000 บาท
นอกจากการวางรากฐานระยะยาวแล้ว ศ. ดร.ยศชนัน ยังได้ฉายภาพผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมในช่วง 90 วันที่ผ่านมา ภายใต้วาทกรรมสำคัญที่ว่า "สิ่งที่เราทำ เราลงมือทำจริงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี" โดยแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนหลักคือ "การเริ่มงานใหม่" ที่เห็นผลทันตา อาทิ นโยบาย TCAS69 เท่าเทียม, การนำ AI เข้ามาสแกนความซ้ำซ้อนของงานวิจัยระดับชาติซึ่งช่วยรัฐประหยัดงบประมาณไปได้ทันทีกว่า 72 ล้านบาท, การผลักดันเพื่อปรับเงินเดือนเยียวยาพนักงานมหาวิทยาลัยกว่า 67,000 คน และความภูมิใจสูงสุดในการส่งมอบอุปกรณ์อวกาศฝีมือคนไทย "CE-7 MATCH" เพื่อเตรียมขึ้นวงโคจรรอบดวงจันทร์ ในขณะที่ "การสานงานเดิม" ก็ถูกขยายผลจนเกิดอิมแพคระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ที่พลิกโฉมการแก้ปัญหาเมืองและรับเรื่องราวร้องทุกข์สำเร็จไปกว่า 1.9 ล้านเรื่อง, แพลตฟอร์มแก้จนแม่นยำ (PPAP) ที่ใช้ดาต้าชี้เป้าช่วยเหลือชาวบ้านกว่า 3 แสนครัวเรือน ไปจนถึงการยกระดับ Local Enterprises ที่สร้างเม็ดเงินเข้าชุมชนเกือบหมื่นล้านบาทต่อปี รวมถึงโครงการบริหารจัดการน้ำให้มั่นคงด้วย Big Data และโครงการรถไฟไทยทำ ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่านวัตกรรมสามารถแก้ปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยได้อย่างแท้จริง
เมื่อทรัพยากรมนุษย์ถูกยกระดับจนพร้อมสรรพ ศ. ดร.ยศชนัน ได้กางแผนที่นำทางสู่การสร้างรายได้ใหม่ของประเทศ โดยประกาศการเดินเครื่อง 4 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engines) ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ Semiconductor Thailand ที่เตรียมรุกฆาตด้วยนโยบาย ASEAN Chips Diplomacy เพื่อดันไทยเป็นฐานการผลิตระดับภูมิภาค, ยุทธศาสตร์ Wellness Economy ที่พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาทในระบบนิเวศนวัตกรรมการแพทย์, ยุทธศาสตร์ Space Economy ผ่านความร่วมมือภารกิจสำรวจดวงจันทร์ร่วมกับมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐอเมริกา และยุทธศาสตร์ AI ระดับชาติที่ตั้งเป้าหมายใหญ่ในการสร้างความรู้ด้านดิจิทัลให้คนไทย 20 ล้านคน พร้อมเปิดตัวดัชนีความพร้อม TARI เพื่อประเมินและยกระดับองค์กรทั่วประเทศ
ยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ครอบคลุมทั้งหมดนี้ จะถูกขับเคลื่อนอย่างเอาจริงเอาจังผ่านกลไกของ “ว่าที่คณะอนุกรรมการการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ภายใต้ กรอ. ซึ่งมีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะทางเชิงลึกถึง 7 คณะ
ในโอกาสนี้ ศ. ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนผู้บริหารระดับสูงภาครัฐ นำทีมบุคลากร เข้าร่วมงานและรับฟังปาฐกถาพิเศษหัวข้อดังกล่าว
สวทช. ในฐานะขุมพลังทางปัญญาและเทคโนโลยีของกระทรวง อว. พร้อมนำศักยภาพด้านการวิจัยและพัฒนาขั้นสูง (R&D) ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มาเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการยกระดับทุนมนุษย์ทุกระดับ ทั้งการเร่งสร้างนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ การพัฒนากำลังคนทักษะสูง (Upskill & Reskill) ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีแห่งอนาคต รวมถึงการบ่มเพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) และ SMEs ให้สามารถใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บพข. ลงพื้นที่ สวทช. ติดตามผลงานวิจัย – นวัตกรรมเด่น มุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานวิจัย เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดบ้านต้อนรับคณะผู้บริหารและนักวิเคราะห์จาก สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ บพข. นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. และ ดร.อัญชัญ ชมภูพวง รองผู้อำนวยการ บพข. ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการบริหารโครงการที่ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก บพข. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ในการนี้ ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. สายงานกลยุทธ์องค์กร พร้อมคณะผู้บริหารและนักวิจัย สวทช. ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเสนอสรุปผลงานความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคอุตสาหกรรม
[caption id="attachment_88459" align="aligncenter" width="640"] ดร.นวลวรรณ สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช.[/caption]
ความก้าวหน้า 10 โครงการวิจัยเด่น ผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
สวทช. ได้นำเสนอความก้าวหน้าของ 10 โครงการวิจัยเด่นที่ได้รับทุนจาก บพข. ประกอบด้วย:
ด้านอุตสาหกรรมอาหาร สมุนไพร และการเกษตร
การระบุสาระสำคัญที่ให้กลิ่นและรสชาติของอาหารด้วยกระบวนการทางเซนโซมิกซ์เพื่อสร้างแนวทางในการพัฒนาและการคงเอกลักษณ์กลิ่นรสของสินค้า และส่งเสริมการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารไทย นำเสนอโดย ดร.อติกร ปัญญา
การศึกษาความปลอดภัยและประสิทธิผลของสารสกัดกระท่อมเพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนในบัญชี Positive List สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นำเสนอโดย ดร.สุวัชชัย จรัสโสภณ
การสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่มูลค่าอุตสาหกรรมกลิ่นรสไทยผ่านการพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและนวัตกรรม นำเสนอโดย คุณสุธีรา อาจเจริญ
รีคอมบิแนนท์อินเตอร์เฟอรอน-อัลฟ่า 1 ของสุกร: สารชีวภัณฑ์ออกฤทธิ์กว้างเพื่อการจัดการสุขภาพสัตว์ในฟาร์มสุกร นำเสนอโดย ดร.พีร์ จารุอำพรพรรณ
ด้านยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูง
วิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มแพ็กแบตเตอรี่มาตรฐานแบบสับเปลี่ยนสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทย นำเสนอโดย ดร.พิมพา ลิ้มทองกุล
วิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเทระเฮิร์ต เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการตรวจวัดขั้นสูงของประเทศไทย นำเสนอโดย ดร.นพดล นันทวงศ์
ด้านชีววิทยาสังเคราะห์และโครงสร้างพื้นฐานระดับขยาย
โครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการผลิตสารให้ประโยชน์เชิงหน้าที่จากจุลินทรีย์และชีววิทยาสังเคราะห์ในระดับขยาย นำเสนอโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง
การเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานของโรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค เพื่ออุตสาหกรรมการผลิตสารประกอบเชิงฟังก์ชัน นำเสนอโดย ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง
ด้านดิจิทัลและเครือข่ายความร่วมมือสากล
การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อยกระดับและฟื้นฟูการท่องเที่ยวไทยหลังภาวะโควิด 19 นำเสนอโดย ดร.เทพชัย ทรัพย์นิธิ
พัฒนาอุตสาหกรรมไทยภายใต้ Transforming Systems through Partnerships (TSP), Newton Fund นำเสนอโดย คุณวทันยา สุทธิเลิศ
เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับประเทศ
นอกจากนั้นคณะ บพข. ยังได้เข้าเยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานวิจัยระดับประเทศของ สวทช. เพื่อสร้างความมั่นใจในศักยภาพการให้บริการภาคอุตสาหกรรม ดังนี้
ห้องปฏิบัติการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC): นวัตกรรมด้านพลังงานและแบตเตอรี่
ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC): ให้การบริการทดสอบ สอบเทียบ วิจัย พัฒนา ผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้มาตรฐานสากล โดยมี ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ เป็นผู้ให้การต้อนรับ
โรงงานต้นแบบชีวกระบวนการไบโอเทค (BBF): รองรับการขยายขนาดการผลิตสารชีวภาพเชิงพาณิชย์
สวทช. และ บพข. มุ่งมั่นที่จะประสานพลังความร่วมมือ ร่วมสนับสนุนนักวิจัยและภาคเอกชนไทยในการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์


