ผลการค้นหา :
ENTEC สวทช. ผนึกพันธมิตร จัดเวที “Hydrogen–SMR–CCUS” ปักหมุดอนาคตพลังงานคาร์บอนต่ำของไทย
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านวิจัยและขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดของประเทศ ร่วมกับ IEEE Power & Energy Society (Thailand) และ IEEE Thailand Section และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ERDI-CMU และ Hydrogen Thailand จัดสัมมนาวิชาการ “เส้นทางสู่อนาคตพลังงานยั่งยืน ไฮโดรเจน SMR และ CCUS สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย” เพื่อเปิดเวทีบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมุมมองเชิงนโยบายด้านไฮโดรเจน เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก และการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์คาร์บอน สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวเปิดงานและถ่ายทอดทิศทางเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์สำคัญ
การจัดสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นบทบาทของ “ไฮโดรเจน” ในฐานะพลังงานทางเลือกสำคัญของโลก ควบคู่กับเทคโนโลยี Small Modular Reactors (SMR) และ Carbon Capture, Utilization and Storage (CCUS) ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนักและภาคการผลิตไฟฟ้า
ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ไฮโดรเจนไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือก แต่เป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียวได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นพลังงานสะอาดแห่งอนาคต เพราะไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการใช้งาน และสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในภาคอุตสาหกรรมหนัก ภาคการขนส่งและการผลิตไฟฟ้า และนอกจากไฮโดรเจน (Hydrogen) เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก (SMR) ยังเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในภาคพลังงานและอุตสาหกรรมหนัก การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ใช่เพียงประเด็นทางเทคนิค แต่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การลงทุน และการยอมรับของสังคม การได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ แนวทางปฏิบัติ และมุมมองเชิงนโยบายกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ จะช่วยวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทยได้อย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ดร.สุมิตรา กล่าวทิ้งท้ายว่า ไฮโดรเจนเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality 2050 และ Net Zero ประเทศไทยควรพัฒนาไฮโดรเจนทั้ง Green และ Blue ควบคู่กันไป Green Hydrogen เป็นพลังงานสะอาดที่สุดแต่ยังมีความท้าทายด้านต้นทุน ส่วน Blue Hydrogen เป็นทางเลือกในช่วงเปลี่ยนผ่านที่แข่งขันได้หากระบบดักจับคาร์บอนมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีศักยภาพในการผลิตไฮโดรเจนจากชีวมวลและไบโอแก๊ส เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุลและยั่งยืน
ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. ร่วมบรรยายเรื่อง Hydrogen for Industrial Decarbonization ชี้ว่า ไฮโดรเจนสะอาดเป็นกุญแจสำคัญต่อการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกระบวนการผลิตที่ต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งไฟฟ้ายังมีข้อจำกัดด้านเทคนิคและต้นทุน ไฮโดรเจนสามารถให้ความร้อนสูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียสและไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ณ จุดใช้งาน ซึ่งเหมาะกับอุตสาหกรรมเหล็ก แก้ว และซีเมนต์ สำหรับภาคการกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งใช้ไฮโดรเจนอยู่แล้ว การเปลี่ยนจากไฮโดรเจนสีเทาเป็นไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำได้ง่าย ขณะที่อุตสาหกรรมเหล็กสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 90% ด้วยเทคโนโลยี H₂-DRI-EAF อย่างไรก็ตามต้นทุนไฮโดรเจนสีเขียวยังอยู่ที่ประมาณ 4.5–6 ดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัม โดยค่าไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนหลัก จึงต้องเร่งพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนราคาต่ำเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประเทศไทยควรกำหนดทิศทางให้ชัดเจนว่าจะเป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าไฮโดรเจน พร้อมวางมาตรฐานให้สอดคล้องกับตลาดโลก ไฮโดรเจนสะอาดไม่ใช่เพียงทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น หากต้องการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ดังนั้นต้องเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
กิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 รับคำปรึกษาเตรียมตัวขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร
Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5
🔑📌💡สวทช. โดยเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) ขอเชิญผู้ประกอบการ หรือท่านที่อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหารในประเทศไทย ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม Food Regulatory Clinic by Food Innopolis ปีที่ 5 เพื่อรับคำปรึกษา แบบ One on One โดยทีมเจ้าหน้าที่พัฒนาธุรกิจ ร่วมหารือแนวทางการเตรียมตัวขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์อาหาร
📆⏰⏳ วันพุธที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 09.00 – 17.00 น. (บริษัทละ 45 นาที) – รับจำนวนจำกัด
ลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/tc3sX1cPHEX1LZWSA
ช่องทางการรับคำปรึกษา
💻 ระบบประชุมออนไลน์
📧 อีเมล
📳 โทรศัพท์
📲สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
ผู้ประสานงาน คุณมารุต ใจหลัก
อีเมล marut.jai@nstda.or.th
ปฏิทินกิจกรรม
AI Native Transformation Transforming Business with Secure and Intelligent AI Solutions
AI ไม่ใช่เรื่องอนาคต แต่คือเครื่องมือที่ธุรกิจยุคนี้ต้องใช้
ขอเชิญผู้ประกอบการ บุคลากรด้านเทคโนโลยี และผู้สนใจร่วมอัปเดตเทรนด์การทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วย AI อย่างปลอดภัยและใช้งานได้จริง ภายในงานสัมมนา
AI Native Transformation Transforming Business with Secure and Intelligent AI Solutions
✔️ เปิดมุมมองศักยภาพโซลูชัน AI แบบครบวงจร สร้างความเข้าใจว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงในองค์กร ✔️ เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์
วันที่: ศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ⏰ เวลา: 13.00 – 17.00 น.
สถานที่: ห้องประชุม 1 SUMIPOL INSTITUTE OF MANUFACTURING TECHNOLOGY (SIMTEC)
Location >> https://maps.app.goo.gl/RaDABmDpAkFYzGut7
ลงทะเบียนได้ที่ QR Code ในภาพ หรือลิ้งค์ >> ลงทะเบียน
ที่นั่งมีจำนวนจำกัด (ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม)
ข่าวหน่วยงานภายนอก
NAC2026 ชวนคุณมาร่วมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เมื่อวิกฤตโลกทำให้ 'ความยั่งยืน' กลายเป็นกติกาใหม่
ที่ขีดเส้นแบ่งว่าใครจะได้ 'ไปต่อ’
คุณพร้อมจะก้าวต่อไป หรือจะยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ?
🌍✨NAC2026 ชวนคุณมาร่วมเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยพลังของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
24-28 เมษายน นี้ … เตรียมพบกับงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” (Sustainable Economy through Science and Technology)
เวทีนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมพร้อมใช้เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ 'เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ' ในทุกมิติ ผ่านกลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริง มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน
💥 ภายในงานท่านจะได้พบกับ
🔹 สัมมนา: เจาะลึกแนวคิด ‘เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี’ ถอดรหัสสถานการณ์โลก เจาะลึกเทคโนโลยีสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองและองค์ความรู้กว่า 40 หัวข้อ โดยผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า
🔹 นิทรรศการผลงานวิจัย: สัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีพร้อมใช้มากกว่า 100 ผลงาน กลไกสำคัญภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation ที่ตอบโจทย์การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม
พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม
🔹 Open House: เปิดพื้นที่เยี่ยมชมโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศวิจัยมาตรฐานสากล 3 เส้นทางพิเศษ พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ
🔹 กิจกรรมเยาวชน: เวิร์กชอปเสริมทักษะแห่งอนาคต ผ่านกระบวนการ STEM เพื่อปั้นเยาวชนไทยสู่การเป็นนวัตกรที่พร้อมตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
🔹 NAC Market: ชม ชิม ช็อป สินค้านวัตกรรมรักษ์โลกจากผู้ประกอบการไทย ที่ใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่ม บนแนวคิดการทำธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
💥 ปักหมุดรอลงทะเบียนแล้วมาเจอกัน !🗓️ 24-28 เมษายน 2569
📍อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี
🔗 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่: https://www.nstda.or.th/nac/
เปิดลงทะเบียนร่วมงานฟรี ตั้งแต่ 9 มีนาคม 2569
ร่วมผนึกกำลังขับเคลื่อนประเทศไทย ก้าวสู่เศรษฐกิจยั่งยืนไปพร้อมกัน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
Online Special Seminar: Success Cases of Reusable and Refillable Packaging Systems from Thailand and ASEAN Countries
Online Special Seminar: Success Cases of Reusable and Refillable Packaging Systems from Thailand and ASEAN Countries
This online special seminar aims to facilitate knowledge exchange and to showcase initiatives on reusable and refillable packaging systems from ASEAN countries for capacity development on reuse systems in Thailand. Awareness-raising initiative and business inspiration will also be undertaken to promote upstream measures that emphasize the benefits and feasibility of reusable and returnable packaging models. It will be held virtually on:
Date: Thursday, 19 February 2026
Time: 09:0 – 15:20 PM (UTC+07:00) Bangkok, Hanoi, Jakarta
Registration: https://meeting-nstda.webex.com/.../r695f8b60a3f456fde527...
.
This seminar is part of the project entitled:
“Emergent Plastic Pollution Reduction and Management for Recovery from the Livelihoods and Health Crisis (Thailand and Fiji).”
.
Supported by:
United Nations Environment Programme (UNEP)
.
Hosted by:
National Metal and Materials Technology Center (MTEC), National Science and Technology Development Agency (NSTDA), Thailand
Tentative Agenda is available on the registration link.
For further inquiries about the webinar, please kindly send an email to hataikarn.sri@mtec.or.th
ข่าว
ปฏิทินกิจกรรม
NSTDA หน้า 1 : สรุปข่าววิทย์ฯ ฮิตติดหน้า 1 วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
อว. พลิกโฉมห้องเรียนอุดมศึกษา! ส่งแพลตฟอร์ม “ABDUL Uni”
ปูพรมใช้ AI ช่วยสอนทั่วไทย
ปลัด อว. กาง Road Map "เนคเทค" เปิดตัว ABDUL Uni อาวุธลับสอนอุดมศึกษา เนคเทคชูจุดเด่น "Safe Sandbox" ข้อมูลไม่รั่วไหล-เข้าใจบริบทภาษาไทย 100% ...
>> อ่านต่อ
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
สวทช. ประกาศผลสุดยอดนักวิทย์รุ่นเยาว์ YSC 2026
คว้าถ้วยพระราชทาน 'กรมสมเด็จพระเทพฯ'
เตรียมส่งทีมแชมป์การประกวดโครงงานนักวิทย์รุ่นเยาว์ครั้งที่ 28 สู่เวทีโลก "ISEF 2026" ณ สหรัฐอเมริกา ปั้นเยาวไทยสู่เส้นทางนวัตกร ... >> อ่านต่อ
ขับเคลื่อน AI ทางการแพทย์ไทย-ญี่ปุ่น - สวทช. ต้อนรับคณะจาก Science Tokyo ประเทศญี่ปุ่น เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิจัย ในโอกาสเปิดหลักสูตรใหม่ "Biomedical Engineering & AI" พร้อมทั้งหารือความร่วมมือการวิจัย ระหว่างเครือข่ายพันธมิตร ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ...>>อ่านต่อ
จดหมายข่าว สวทช.
สวทช. ปั้น “วิศวกรจิ๋ว” เปิดศึก NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 ชิงถ้วยพระราชทานฯ สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนรับยุคดิจิทัล
(วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569) ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี: ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นประธานเปิดการอบรมเชิงปฏิบัติการและการแข่งขัน "NSTDA Micro-Mouse Contest 2026" เวทีเฟ้นหาสุดยอดเยาวชนนักประดิษฐ์หุ่นยนต์นำทางในเขาวงกตระดับประเทศ
ดร.พัชร์ลิตา ฉัตรวริศพงศ์ เปิดเผยว่า ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยทักษะ STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ สวทช. จึงได้ริเริ่มโครงการ NSTDA Micro-Mouse Contest 2026 เพื่อเป็น "โรงเรียนนอกห้องเรียน" ให้เยาวชนได้ฝึกการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและการแก้ปัญหาผ่านสถานการณ์จริง
"การสร้างหุ่นยนต์หนึ่งตัว ไม่ใช่แค่การประกอบชิ้นส่วน แต่คือการบูรณาการทั้งงานวิศวกรรมกลไก อิเล็กทรอนิกส์ และการเขียนโปรแกรมเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นทักษะที่โลกอนาคตต้องการ สวทช. หวังว่าเวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างนวัตกรที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของไทย" ดร.พัชร์ลิตา กล่าว
ด้าน นางอติพร สุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารภาพลักษณ์และกิจกรรมด้านพัฒนากำลังคน บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร กล่าวว่า โครงการในปีนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม โดยมีทีมสมัครเข้าร่วมถึง 238 ทีมจากทั่วประเทศ และมีการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือเพียง 20 ทีมสุดท้าย (เยาวชน 60 คน และครูผู้ดูแล 10 คน) เพื่อเข้าแคมป์อบรมเข้มข้นระหว่างวันที่ 14-16 กุมภาพันธ์ ก่อนจะลงสนามชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้ โดยไฮไลต์สำคัญของการแข่งขันครั้งนี้ คือทีมผู้ชนะเลิศจะได้รับ ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) ช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดสำหรับเยาวชนไทย
นอกจากความเข้มข้นในสนามแข่ง โครงการฯ ยังให้ความสำคัญกับการ
"สร้างครู" โดยมีการจัดอบรมหัวข้อ “การจัดการเรียนการสอนด้านหุ่นยนต์” ให้แก่ครูผู้ดูแลทีม เพื่อนำองค์ความรู้ไปขยายผลในสถานศึกษาทั่วประเทศ
สำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ที่สนใจสามารถร่วมลุ้นและให้กำลังใจเยาวชนไทยในการพิชิตเขาวงกตด้วยเทคโนโลยีสมองกลฝังตัวที่ล้ำสมัยที่สุดในระดับเยาวชน
ดร.ฉัตรชัย สงวนวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ทู ซิสเตอร์ บิสซิเนส คอนซัลแทนท์ จำกัด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของโครงการกล่าวทักทายเยาวชน พร้อมทั้งให้แนวคิดว่า แม้ว่าในยุคปัจจุบัน AI จะมีบทบาทสำคัญต่อภาคอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ดีการที่เยาวชนได้พัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การประเมินปัญหาล่วงหน้า พร้อมทดสอบประสิทธิผลของแผนสำรองทางวิศวกรรมศาสตร์ รวมทั้งเรื่องโค้ดดิ้ง จะยังเป็นความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ในอนาคตจะเป็นบุคลากรที่เป็นที่ต้องการของตลาด
คุณกัลยาณี คงสมจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของโครงการ กล่าวทักทายและแสดงความยินดีกับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจากทั่วประเทศ เหลือ 20 ทีมสุดท้าย ถือว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพสูง ขอส่งกำลังใจให้ทั้ง 20 ทีมได้ปฎิบัติหน้าที่ของตนในการเข้ารับการอบรมตลอด 3 วันที่ทางคณะทำงานได้จัดเตรียมไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการออกแบบและสร้างหุ่นยนต์รวมทั้งพื้นฐานทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นทักษะที่สำคัญในอนาคต รวมทั้งการมาเรียนรู้ในค่าย นอกจากเนื้อหาความรู้ต่างๆแล้ว ขอให้นักเรียนได้ทำความรู้จักกับเพื่อนต่างโรงเรียน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้เต็มที่ ทั้งนี้ทางบริษัททีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด พร้อมให้การส่งเสริมสนับสนุนเยาวชนในด้านต่าง ๆ สุดท้ายได้ส่งกำลังใจให้ทุกทีมพร้อมเข้าแข่งขันในวันที่ 17 กุมภาพันธ์นี้
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
♻️ Online Special Seminar: Eco-design and EPR Implementation in ASEAN Countries 🌏
Focus on Plastic Packaging and Post-Consumer Recycled Content (PCR)
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ร่วมกับ United Nations Environment Programme (UNEP)ขอเชิญเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์พิเศษ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้าน Eco-design และ Extended Producer Responsibility (EPR) ในกลุ่มประเทศอาเซียน
การสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับบรรจุภัณฑ์พลาสติก ด้วยการส่งเสริมการใช้ วัสดุรีไซเคิลหลังการบริโภค (PCR) อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์สู่ความยั่งยืน
วัน–เวลา: 20 กุมภาพันธ์ 2569 | 09:30 – 15:30 น.รูปแบบ: Online ผ่าน Cisco Webex Webinars
🎟 ลงทะเบียนฟรี!
https://meeting-nstda.webex.com/weblink/register/r78ff8752c2087d3d50026f694bb006a7
ประเด็นสำคัญ
นโยบายและแนวทางการดำเนินงานด้าน Eco-design และ EPR ในประเทศอาเซียน
บทเรียนจากต่างประเทศ และแนวทางประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย
เสวนาพิเศษ: ความก้าวหน้า EPR และความร่วมมือระดับภูมิภาค
🎯 เหมาะสำหรับ: ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ นักออกแบบ นักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้ที่สนใจด้านสิ่งแวดล้อม
ปฏิทินกิจกรรม
สวทช. ผนึกกำลัง กรมหม่อนไหม และ ธ.ก.ส. ชูนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่มาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชน
(วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ กรมหม่อนไหม (มม.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ” เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและมาตรฐานผ้าไหมตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีคณะผู้บริหารทั้งสามหน่วยงาน เกษตรกร และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมเกษตรธนากร ชั้น 24 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน กรุงเทพฯ
นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการนำจุดแข็งจาก 3 หน่วยงานมาร่วมบูรณาการ โดยกรมหม่อนไหมมุ่งเน้นการรักษามรดกทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการยกระดับรายได้เกษตรกรผ่านการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันได้ขยายผลสู่หลายมิติ อาทิ การพัฒนาพันธุ์หม่อนไหมให้ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ การวิจัยเส้นไหมคุณสมบัติพิเศษสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ เพื่อให้ผ้าไหมไทยก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“ความร่วมมือกับ สวทช. และ ธ.ก.ส. คือการสร้างอนาคตให้กับอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยอย่างแท้จริง โดยกรมหม่อนไหมจะทำหน้าที่ชี้เป้าหมาย สวทช. เป็นผู้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ ธ.ก.ส. เป็นแรงขับเคลื่อนด้านเงินทุนและโอกาสเพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปใช้ได้จริงในเชิงพาณิชย์ เปลี่ยนสถานะจากผู้ผลิตวัตถุดิบสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่สามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจในเวทีโลก” นายศรัญญู กล่าว
ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการขยายผลสำเร็จจากการดำเนินงานของสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และศรีสะเกษ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าไหมทอมือที่มีภูมิปัญญาและลวดลายเอกลักษณ์ แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงและคุณภาพยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สวทช. จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้งสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐในท้องถิ่น ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ และธ.ก.ส. นำนวัตกรรมเข้าไปแก้ปัญหาตลอดห่วงโซ่การผลิต สอดคล้องภารกิจสร้างชาติด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้กลยุทธ์ S&T Implementation for Sustainable Thailand ที่มุ่งนำงานวิจัยลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน
“สวทช. นำเทคโนโลยีพร้อมใช้ด้านสิ่งทอเข้าไปถ่ายทอดให้ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่โรงเลี้ยงหนอนไหมวัยอ่อน เอนไซม์ลอกกาวไหม การสกัดและการย้อมสีธรรมชาติ การพัฒนาลวดลายอัตลักษณ์ชุมชน และนาโนเทคโนโลยีสำหรับเคลือบเพิ่มคุณสมบัติพิเศษ ซึ่งช่วยให้ผ้าไหมทอมือมีคุณภาพมาตรฐาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างรายได้ที่ยั่งยืน โดยการลงนามในครั้งนี้จะเป็นการขยายผลการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยในวงกว้าง” ดร.สมบุญ กล่าว
นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระบุว่า ภารกิจสำคัญของ ธ.ก.ส. คือ การแก้โจทย์ปัญหาภาคการเกษตร โดยเฉพาะการลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพผ่านนวัตกรรม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ในฐานะ Change Agent เพื่อขับเคลื่อนห่วงโซ่หม่อนไหมไทยให้ทันสมัย ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้และกลไกทางการเงินอย่างครบวงจร
“ธ.ก.ส. พร้อมขับเคลื่อนเกษตรกรและผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่หม่อนไหม โดยสนับสนุนสินเชื่อปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อให้นำนวัตกรรมไปใช้ได้จริง พร้อมทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ผ่านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขยายช่องทางตลาดผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร เช่น A Product และ BAAC Matching โดยจะเริ่มนำร่องในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และ จ.น่าน เพื่อให้เยาวชนและเกษตรกรสามารถสืบทอดอาชีพหม่อนไหมได้อย่างยั่งยืนและมีมาตรฐานในเวทีการค้าโลก” นายฉัตรชัย กล่าว
ภายในงานยังได้มีการจัดแสดงนิทรรศการองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านสิ่งทอ การนำเสนอต้นแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบแฟชั่นโชว์ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ได้รับการยกระดับด้วย วทน. เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการสนับสนุนทรัพยากรร่วมกันระหว่างหน่วยงานและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศผลรางวัล ECO-Innovation Award ซึ่งเป็นการประกวดสุดยอดนวัตกรรมภาคการเกษตรจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ทั้งในหมวดระบบ IoT กระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนภาคเกษตรไทยสู่เกษตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการเทคโนโลยีสู่เกษตรกร การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการรับรองมาตรฐานและการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างอาชีพและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร พร้อมทั้งอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาของชาติด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
แพลตฟอร์ม Traffy Fondue สวทช. รับรางวัลประกาศเกียรติคุณ “ค่าของแผ่นดิน” “อนุทิน” ยกย่อง เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
(วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ "ค่าของแผ่นดิน" พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล “ค่าของแผ่นดิน" โดยมี นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตลอดจนคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ คณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการ "ค่าของแผ่นดิน" ผู้บริหารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมพิธีมอบรางวัลฯ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรี นายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ จึงเห็นสมควรดำเนินการสรรหา และคัดเลือก บุคคล หน่วยงาน และโครงการ ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชน และเป็นผลงานที่ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเพื่อประกาศเกียรติคุณ "ค่าของแผ่นดิน"
โอกาสนี้ ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ขึ้นรับมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประเภทโครงการ จากผลงานการพัฒนา Traffy Fondue แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
Traffy Fondue คือ แพลตฟอร์มบริหารจัดการปัญหาเมือง ที่เชื่อมระหว่างรัฐและประชาชน โดยเป็นกลไกสำคัญ ที่ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแจ้งปัญหาเมืองได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการรับแจ้งเรื่องโปร่งใส และตรวจสอบได้ มีการเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นระบบในการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนแจ้งผ่านแพลตฟอร์มฯ ถือเป็นการช่วยยกระดับธรรมาภิบาลภาครัฐ ในการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินสู่ยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง รางวัลนี้คือขวัญและกำลังใจให้กับทีมงานทุกคน และเป็นเครื่องยืนยันว่า เทคโนโลยีสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมได้ หากเรามีเครื่องมือที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ สวทช. และทีมงานทราฟฟี่ฟองดูว์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายผลการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐกับประชาชนต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา ประเภทบุคคล ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า (เสียชีวิต) อดีตกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.) ซึ่งในการเข้ารับรางวัลครั้งนี้ มีทายาทเป็นผู้รับมอบจากนายกรัฐมนตรี
สำหรับ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า ถือเป็นบุคคลระดับตำนานในวงการวิทยาศาสตร์และการศึกษาไทย แม้ท่านจะล่วงลับไปแล้ว แต่ผลงานและรากฐานที่ท่านวางไว้ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ อาทิ เป็นปรมาจารย์ด้านฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์นวัตกรรมระดับแถวหน้าของประเทศ ที่ไม่ได้เพียงแค่สอน แต่ยังผลักดันการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาแก้ไขปัญหาและสร้างนวัตกรรม จนได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง อดีตกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (กวทช.)
นอกจากนี้ในปี 2563 ได้รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์แก่กระทรวงศึกษาธิการ อีกทั้งเป็นผู้บุกเบิกและปฏิรูปอุดมศึกษาไทย โดยเป็นผู้นำในการยกระดับมาตรฐานมหาวิทยาลัยไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล ที่มุ่งเน้นการสร้าง "บัณฑิตที่มีทักษะปฏิบัติ" เพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม
ตลอดชีวิตการทำงานของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ประสาท สืบค้า ได้อุทิศตนเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีความเชื่อมั่นว่าการศึกษาคือรากฐานที่ยั่งยืนที่สุดของชาติ โดยมุ่งเน้นการขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังภูมิภาค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างบุคลากรสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคมไทย
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมแสดงความยินดีแก่ผู้ได้รับรางวัล “ค่าของแผ่นดิน" ว่า รางวัล “ค่าของแผ่นดิน” เป็นรางวัลประกาศเกียรติคุณแก่บุคคล หน่วยงาน/องค์กร ที่มีผลงานจากความมุ่งมั่น ตั้งใจใช้ความรู้ ความสามารถ ความอุตสาหะสร้างสรรค์ผลงาน ที่ควรค่าแก่การได้รับรางวัล “ค่าของแผ่นดิน” จากคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ซึ่งผลงานที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีงามแก่สังคม และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งเป็นแนวทางให้ผู้อื่นนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน ตลอดจนยังเป็นแรงบันดาลใจในการส่งต่อคุณงามความดีแก่ลูกหลานในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานที่ยั่งยืนในสังคมไทยและประเทศชาติสืบไป
สำหรับรางวัล "ค่าของแผ่นดิน" ในครั้งนี้ มีบุคคล หน่วยงาน และโครงการผ่านการคัดเลือกจำนวน 18 ราย รวม 4 ด้าน โดยภายในงานมีการมอบโล่และใบประกาศเกียรติคุณรางวัลอื่น ๆ ดังนี้
ด้านการพัฒนาสังคมและส่งเสริมคุณภาพชีวิต
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล
-รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชาญวิทย์ พรนภดล
ด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประมุข มุทิรางกูร
รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 1 ราย คือ ศาสตราจารย์พรชัย ราชตนะพันธุ์
ด้านการส่งเสริมและพัฒนาสาธารณสุข
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล จำนวน 2 ราย ได้แก่
1.ศาสตราจารย์พิเศษ นายแพทย์ไพจิตร ปวะบุตร และ 2. พลโท สรชัย นิตยพันธ์
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทหน่วยงาน จำนวน 2 หน่วยงาน คือ
1.โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
2. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
-รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทหน่วยงาน จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่
1.โรงพยาบาลป่าซาง 2.ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลพระพุทธบาท และ 3. ศูนย์โรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี
ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา
-รางวัลโล่ประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล ได้แก่
1.นางจิระพันธ์ วิคสันเทียะ 2.นายสุเทพ เท่งประกิจ
และ รางวัลใบประกาศเกียรติคุณ ประเภทบุคคล ได้แก่
1.นางกัลยา มาลัย 2.นายดิษยุทธ์ บัวจูม และ 3.นายสมชาย สุขกรม
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
เปิดรับสมัครโครงการ FOREFOOD รุ่นที่ 6 โอกาสสำหรับทีมที่ตั้งใจเป็น Food Tech Startups / Spin-off (นักวิจัย & ผู้ประกอบการ)
เปิดรับสมัครโครงการ FOREFOOD รุ่นที่ 6 โอกาสสำหรับทีมที่ตั้งใจเป็น Food Tech Startups / Spin-off (นักวิจัย & ผู้ประกอบการ)
รายละเอียด 🚀 โอกาสสำหรับทีมที่ตั้งใจเป็น Food Tech Startups / Spin-off (นักวิจัย & ผู้ประกอบการ)
🍽️ Food Innopolis (เมืองนวัตกรรมอาหาร) โดย สวทช. (NSTDA)
เปิดรับสมัครทีมที่พร้อม
✨ เปลี่ยนงานวิจัยเป็นธุรกิจจริง
📈 หรือขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
🌟 ทำไมต้องเข้าร่วมโครงการนี้?
👩🏫 เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
• สร้าง Startup / Spin-off จากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก
• พัฒนางานวิจัยสู่ตลาดจริง
• กลยุทธ์การระดมทุนและการสร้างพันธมิตร
🌍 เชื่อมตรงกับแหล่งทุนระดับสากล
• เข้าถึงแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ
• รับการแนะนำโปรแกรมและโอกาสธุรกิจระดับโลก
• สนับสนุนต่อเนื่องตลอดโครงการและหลังจบโครงการ
🤝 สร้างเครือข่ายระดับประเทศ
• เชื่อมต่อระบบนิเวศนวัตกรรมอาหารไทย
• พบปะผู้ประกอบการและนักวิจัยที่มีเป้าหมายเดียวกัน
🗓️ กำหนดการสำคัญ
📝 การสมัคร
• รับสมัคร: วันนี้ – 6 มีนาคม 2569
• ประกาศรายชื่อสัมภาษณ์: 8 มี.ค. 69
• สัมภาษณ์: 11 มี.ค. 69
• ประกาศผลผู้ผ่านการคัดเลือก: 12 มี.ค. 69
🏕️ Bootcamp (3 ครั้ง)
• Bootcamp #1: 2–5 เมษายน 2569
• Bootcamp #2: 25–28 มิถุนายน 2569
• Bootcamp #3: 26–30 สิงหาคม 2569
💰 เรื่องค่าใช้จ่าย (โปรดทราบ)
🎯 โครงการรับผิดชอบ
• ค่าเรียนและค่าวิทยากร
• ค่าอาหารระหว่าง Bootcamp
👤 ผู้เข้าร่วมรับผิดชอบเอง
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พัก
👩🔬👨💼 เหมาะกับใคร?
นักวิจัยและผู้ประกอบการที่
• มีงานวิจัย Deep Tech ด้านอุตสาหกรรมอาหาร
• พร้อมอุทิศเวลาและความตั้งใจสร้างธุรกิจจริง
• ต้องการเข้าถึงโอกาสและเครือข่ายระดับสากล
• มุ่งมั่นยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทย
👉 สมัครเลย!
📝 ลิงก์สมัคร:
https://docs.google.com/forms/d/1bF5yegsVdr-HCMOa4cAljLMeq0uYDkp4vmkQuAynh2s/edit
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คุณจิรัชญากรณ์ หล่ายสอง (อ้อ)
Tel: 098 955 8826
Email: foodinnopolis.accelerator@gmail.com
📣 ติดตามข่าวสาร
ForeFood Accelerator
🔗 https://www.facebook.com/profile.php?id=100089248777634
ปฏิทินกิจกรรม
WildGuardTH เมื่อนักอนุรักษ์สวมบท “พ่อสื่อ” สแกนโปรไฟล์พันธุกรรม เพื่อหา “คู่แท้” ให้สัตว์ใกล้สูญพันธุ์
ปัญหาของการอนุรักษ์สัตว์ป่า ไม่ได้มีเพียงแค่การล่า หรือพื้นที่ป่าที่หายไป แต่ยังมีภัยเงียบที่เกิดจากสัตว์ป่าที่มีเหลืออยู่น้อยจนต้องจับคู่กันเองในเครือญาติ ก่อให้เกิดการส่งต่อความอ่อนแอทางสายเลือด ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์อย่างถาวร โดยสหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้รายงานสถานการณ์ความเสี่ยงสูญพันธุ์ของสัตว์โลกในบัญชีแดงปี 2567 ว่า มีสัตว์มากกว่า 47,000 ชนิดที่กำลังอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนา WildGuardTH (ไวลด์การ์ดไทยแลนด์) แพลตฟอร์มจับคู่สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์อัตโนมัติ เพื่อลดเวลาวิจัยและเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการดำเนินงานอนุรักษ์ เป็นเกราะป้องกันชิ้นใหม่ที่จะช่วยลดแรงกดดันที่ทั่วโลกกำลังต้องเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้
จุดเริ่มต้นจากการอนุรักษ์ “ละมั่งพันธุ์ไทย”
[caption id="attachment_80598" align="aligncenter" width="400"] ละมั่งสายพันธุ์ไทย (Rucervus eldii siamensis) ภาพถ่ายโดยองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์[/caption]
ละองหรือละมั่ง (Eld’s deer) เป็นสัตว์พื้นเมืองของไทยในวงศ์กวาง (Cervidae) มีลำตัวขนาดกลาง ขนตามลำตัวสีน้ำตาลอมแดงไปจนถึงน้ำตาลเข้ม ตัวผู้มีเขาโค้งยาว ตัวเมียไม่มีเขา ปัจจุบัน IUCN จัดให้ละมั่งพันธุ์ไทย (Rucervus eldii siamensis) เป็นสัตว์เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ และอนุสัญญาไซเตส (CITES) จัดให้อยู่ในบัญชีหมายเลข 1 ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ห้ามค้าโดยเด็ดขาด ยกเว้นเพื่อการศึกษา วิจัย หรือเพาะพันธุ์
[caption id="attachment_80221" align="aligncenter" width="400"] ดร.พงศกร วังคำแหง นักวิจัยทีมวิจัยจีโนมิกส์บูรณาการเพื่อสุขภาพแม่นยำ ไบโอเทค สวทช.[/caption]
ดร.พงศกร วังคำแหง นักวิจัยทีมวิจัยจีโนมิกส์บูรณาการเพื่อสุขภาพแม่นยำ ไบโอเทค สวทช. อธิบายว่า ตั้งแต่ปี 2566 ไบโอเทค สวทช. ได้ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินงานวิจัยเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ละมั่งพันธุ์ไทย โดยศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ (NOC) ไบโอเทค สวทช. ได้ดำเนินการถอดรหัสพันธุกรรม และธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ไบโอเทค สวทช. ได้พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับนำข้อมูลรหัสพันธุกรรมหรือจีโนมมาวิเคราะห์เลือกคู่ผสมพันธุ์เพื่อหลีกเลี่ยงความเลือดชิด เพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรมนำไปสู่โอกาสรอดที่สูงกว่าเมื่อปล่อยสู่แหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติ
ในการผสมพันธุ์สัตว์โดยเฉพาะสัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ที่ส่วนใหญ่จะถูกจำกัดอยู่ในเขตอนุรักษ์เดียวกัน จำเป็นต้องป้องกันการผสมในเครือญาติใกล้ชิดหรือเลือดชิด (inbreeding) เพราะการผสมพันธุ์กับคู่ที่มีเลือดชิดจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการจับคู่ของยีนด้อยซึ่งทำให้สัตว์อ่อนแอลง และมีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์มากยิ่งขึ้น
ดร.พงศกร อธิบายถึงกลไกการทำงานของแพลตฟอร์มว่า เป็นการใช้เทคโนโลยีชีวสารสนเทศวิเคราะห์จับคู่รหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสนตำแหน่งแบบพบกันทุกตัว เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างของรหัสพันธุกรรม และคัดเลือกพ่อและแม่พันธุ์ที่มีความต่างทางพันธุกรรมในระดับที่ยอมรับได้
“โปรแกรมนี้จะแสดงผลข้อมูลการจับคู่ให้เห็นเป็นเฉดสีจากอ่อนไปเข้ม หรือจากความแตกต่างทางพันธุกรรมมากไปน้อย เพื่อให้ผู้ดำเนินงานด้านการขยายพันธุ์นำผลไปใช้ต่อสะดวก โดยทีมวิจัยได้พัฒนาโปรแกรมจนเสร็จสิ้นและส่งมอบชุดข้อมูลผลวิเคราะห์การจับคู่ละมั่งพันธุ์ไทยให้แก่ผู้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แล้วตั้งแต่ปี 2567”
[caption id="attachment_80225" align="aligncenter" width="750"] กราฟแสดงผลข้อมูลการจับคู่ละมั่งพันธุ์ไทย ที่มาภาพ Pumpitakkul V, Chetruengchai W, Srichomthong C, et al. Comparative genomics and genome-wide SNPs of endangered Eld's deer provide breeder selection for inbreeding avoidance. Sci Rep. 2023;13(1):19806. Published 2023 Nov 13. doi:10.1038/s41598-023-47014-x[/caption]
นอกจากการวิเคราะห์ความห่างของรหัสพันธุกรรม โปรแกรมที่ NBT พัฒนาขึ้นยังตอบโจทย์การดำเนินงานอนุรักษ์อีก 2 ด้าน
ดร.พงศกร อธิบายต่อว่า ด้านแรกคือการวิเคราะห์สายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตว่าเป็นพันธุ์แท้หรือพันธุ์ผสม สำหรับใช้ยืนยันจำนวนตัวแทนประชากรและวางแผนการอนุรักษ์ตามสายพันธุ์ และด้านที่สองคือการสืบย้อนหาเครือญาติของสิ่งมีชีวิต โดยข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์ต่อการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลสายพันธุกรรม และใช้สังเกตลักษณะเด่นและด้อยที่ปรากฏให้เห็นและมีการส่งต่อรุ่นต่อรุ่น เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนผสมพันธุ์
“เดิมทีแม้ความร่วมมือนี้จะตอบโจทย์เรื่องการใช้เทคโนโลยีจีโนมในการช่วยวางแผนการจับคู่การผสมพันธุ์สัตว์ที่ประยุกต์ใช้ได้กับสัตว์หายากทุกชนิด แต่การดำเนินงานยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวสารสนเทศที่ต้องใช้เวลาในการประมวลและแปลผลรวมยาวนานกว่าครึ่งปี แต่สำหรับการอนุรักษ์สัตว์ที่มีความเสี่ยงสูญพันธุ์สูงระยะเวลาที่ยาวนานนี้อาจทำให้การอนุรักษ์ทำได้ไม่ทันการณ์ ทีมวิจัยจึงได้ดำเนินการพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมต่อการวิเคราะห์กว่า 20 โปรแกรมย่อย จนได้เป็นแพลตฟอร์มที่ประมวลผลได้อัตโนมัติ เพื่อเปิดให้นักอนุรักษ์ใช้งานได้ด้วยตนเองแม้ไม่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีชีวสารสนเทศเป็นทุนเดิมก็ตาม แพลตฟอร์มนี้มีชื่อว่า WildGuardTH โดยได้เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่ปี 2568”
“WildGuardTH” แพลตฟอร์มจับคู่อัตโนมัติในเวลา 5 นาที
จะดีกว่าหรือไม่ หากผู้ดำเนินงานหลักด้านการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์เข้าถึงการใช้งานแพลตฟอร์มการประมวลผลรหัสพันธุกรรมของสัตว์แต่ละตัวได้สะดวก ใช้เวลาประมวลผลสั้น และคว้าโอกาสทองในการอนุรักษ์สัตว์พันธุ์แท้ สายพันธุ์ดี ที่กำลังจะหายไปจากโลกใบนี้ได้ทัน
[caption id="attachment_80227" align="aligncenter" width="750"] คุณอลิษา วิลันโท ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ NBT ไบโอเทค สวทช. (คนที่ 4 จากซ้ายมือ)[/caption]
คุณอลิษา วิลันโท ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยธนาคารเมล็ดพันธุ์และระบบนิเวศ NBT ไบโอเทค สวทช. ผู้พัฒนาหลักอธิบายว่า WildGuardTH เป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน ภายในแพลตฟอร์มประกอบด้วย 2 โมดูลหลัก คือ โมดูลสำหรับตรวจสอบคุณภาพและจัดระเบียบข้อมูลที่ได้จากการถอดรหัสพันธุกรรม (DNA sequencing) และโมดูลสำหรับประมวลผลรหัสพันธุกรรมของสัตว์แต่ละตัว
“แพลตฟอร์มประมวลผลข้อมูล 5 ด้านหลัก คือ ความสัมพันธ์ของสัตว์แต่ละตัว ว่ามีความเกี่ยวข้องกันทางพันธุกรรมอย่างไรบ้าง, การแบ่งกลุ่มประชากรสัตว์ ว่าสัตว์แต่ละตัวมาจากกลุ่มหรือถิ่นกำเนิดเดียวกันหรือไม่, การผสมระหว่างกลุ่มสัตว์ เพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นลูกผสมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างสายพันธุ์ย่อยหรือไม่, ความเป็นมาและความเชื่อมโยงในเชิงวิวัฒนาการ เพื่อทำความเข้าใจว่าสัตว์แต่ละตัวเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษอย่างไร และการวิเคราะห์ประวัติประชากรและการผสมเลือดชิด เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านพันธุกรรมและสุขภาพของประชากรสัตว์อย่างแม่นยำ การประมวลผลทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียงประมาณ 5–10 นาทีเท่านั้น โดยข้อมูลทั้งหมดจะแสดงผลในรูปแบบกราฟและแดชบอร์ดที่ง่ายต่อการเข้าใจและนำข้อมูลไปใช้งานต่อ”
ปัจจุบัน NBT เปิดให้เข้าใช้งานแพลตฟอร์ม WildGuardTH ได้แบบสาธารณะผ่าน https://wildguard.nbt.or.th/ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ทีมวิจัย NBT ยังขยายผลการใช้งานแพลตฟอร์มนี้ไปสู่การอนุรักษ์สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์อีกหลายชนิด เช่น เสือลายเมฆ เก้งหม้อ พญาแร้ง นกกะเรียนไทย โดยเป็นการดำเนินงานความร่วมมือกับทั้งพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
[caption id="attachment_80220" align="aligncenter" width="750"] เสือลายเมฆ[/caption]
[caption id="attachment_80603" align="aligncenter" width="750"] เก้งหม้อ ภาพถ่ายโดย รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์[/caption]
[caption id="attachment_80226" align="aligncenter" width="450"] พญาแร้ง[/caption]
[caption id="attachment_80222" align="aligncenter" width="450"] นกกะเรียนไทย[/caption]
ดร.พงศกร กล่าวเสริมทิ้งท้ายว่า ทีมวิจัยคาดหวังให้ WildGuardTH เป็นแพลตฟอร์มที่จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานอนุรักษ์แบบแม่นยำ ทำได้สะดวก รวดเร็ว และทันการณ์ยิ่งขึ้น และอาจนำไปสู่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพแบบเชิงรุก ที่ดูแลและติดตามสุขภาพทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดได้ตั้งแต่ยังไม่มีความเสี่ยง เพื่อให้ประเทศไทยยังคงรักษาความร่ำรวยสินทรัพย์ทางชีวภาพอันเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ ทั้งนี้การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ให้มีประสิทธิภาพสูงและเป็นไปอย่างยั่งยืนจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพราะความหลากหลายทางชีวภาพคือ "หลักประกัน" ของอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับลูกหลานเรา
WildGuardTH เข้าใช้งานได้แล้วที่ https://wildguard.nbt.or.th/ และสำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมรักษาความหลากหลายทางชีวภาพเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดต่อสอบถามได้ที่ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) สวทช. เว็บไซต์ www.nationalbiobank.in.th, เฟซบุ๊ก National Biobank of Thailand, อีเมลคุณอลิษา วิลันโท alisa.wil@biotec.or.th หรือเบอร์โทรศัพท์ 0 2564 6602
คณะทำงานหลักนำโดย
- คณะทำงานหลักในการอนุรักษ์สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองของประเทศไทยด้วยเทคโนโลยีมัลติโอมิกส์ นำโดย รศ. สพ.ญ. ดร.กรรณาภรณ์ สุริยผล คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินงานร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
กลุ่มนักวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ประกอบด้วย
- กลุ่มถอดรหัสจีโนมอ้างอิง (Reference Genome) นำโดย ศ. นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อ. ดร.ธิดาทิพย์ วงศ์สุรวัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- กลุ่มวิเคราะห์ความหลากหลายทางพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยี RADseq นำโดย ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง ไบโอเทค สวทช.
- กลุ่มวิเคราะห์พันธุศาสตร์ประชากรและชีวสารสนเทศ นำโดย ดร.ศิษเฎศ ทองสิมา ไบโอเทค สวทช.
- กลุ่มโปรตีโอมิกส์ นำโดย ดร.สิทธิรักษ์ รอยตระกูล ไบโอเทค สวทช.
ผลผลิตจากโครงการ
- ดุษฎีบัณฑิต จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ สพ.ญ. ดร.วิชญาณี ภูมิพิทักษ์กุล และ น.สพ. ดร.วรรณพล บุทเสน
- นิสิตระดับปริญญาเอก (กำลังศึกษา) จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ น.สพ.ปัณณวัฒน์ สุภาพรรณชาติ, สพ.ญ.มนสิชา นิจรัญ และ น.สพ.ธนภณ โชติกประคัลภ์
เรียบเรียงโดย ภัทรา สัปปินันทน์ ฝ่ายสร้างสรรค์สื่อและผลิตภัณฑ์ สวทช.
อาร์ตเวิร์กโดย ภัทรา สัปปินันทน์
ภาพประกอบโดย รศ. ดร.ประทีป ด้วงแค คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, Pumpitakkul V, Chetruengchai W, Srichomthong C, NBT ไบโอเทค สวทช. และภาพจาก Shutterstock
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ
ผลงานวิจัยเด่น


