หน้าแรก สวทช. โดย เอ็มเทค จับมือกรมพัฒนาที่ดิน ลงนาม MoU ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน เพื่อผนึกกำลังวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกระดับการจัดการดิน ต่อยอด Biochar และสร้างประโยชน์สู่เกษตรกร

สวทช. โดย เอ็มเทค จับมือกรมพัฒนาที่ดิน ลงนาม MoU ขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน เพื่อผนึกกำลังวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ยกระดับการจัดการดิน ต่อยอด Biochar และสร้างประโยชน์สู่เกษตรกร

21 ส.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

วันที่ 19 สิงหาคม 2569ณ อาคารศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ “ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการจัดการดินอย่างยั่งยืน” เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมของทั้งสองหน่วยงาน สำหรับนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและยกระดับการจัดการทรัพยากรดินของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พิธีลงนามได้รับเกียรติจาก ดร. สุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วยผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และบุคลากรจากกรมพัฒนาที่ดิน สวทช. และ MTEC โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ MTEC กล่าวต้อนรับ และมี ดร.ชัญชณา ธนชยานนท์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม MTEC นำเสนอภาพรวมโครงการความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน ก่อนเข้าสู่พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงและการหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดแข็งจากการผสานความเชี่ยวชาญของทั้งสองหน่วยงาน โดยกรมพัฒนาที่ดินมีองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านทรัพยากรดิน การจัดการดิน และการดำเนินงานในพื้นที่จริง ขณะที่ MTEC มีความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ถ่านชีวภาพ (Biochar) การบูรณาการองค์ความรู้ดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง และสามารถนำไปทดลอง ขยายผล และถ่ายทอดสู่เกษตรกรได้

ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันดำเนินงานด้านการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาองค์ความรู้และฐานข้อมูล ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านถ่านชีวภาพ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกร อีกทั้งจะร่วมพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับการสะสมคาร์บอนในดินจากการผลิตและการใช้ถ่านชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรของประเทศไทย

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะต่อยอดไปสู่กิจกรรมและผลงานที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง โดยประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันผลักดันต่อ ได้แก่

1.การพัฒนา Biochar Index

ร่วมกันพัฒนาแนวทางและฐานข้อมูลสำหรับใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงด้านคุณลักษณะและการใช้ประโยชน์ของถ่านชีวภาพ เพื่อสนับสนุนการประเมินและการนำ Biochar ไปใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของดินและภาคการเกษตร รวมถึงสนับสนุนการใช้ข้อมูลเพื่อการวิจัย การพัฒนา และการขยายผลในอนาคต

2.การเพิ่มมูลค่าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร

มุ่งต่อยอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการจัดการดินให้สามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการพัฒนาแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่

3.การพัฒนา Test Kit สำหรับตรวจวิเคราะห์ดิน

ร่วมกันพัฒนาชุดตรวจดิน (Test Kit) เพื่อสนับสนุนการประเมินสภาพและคุณสมบัติของดินในเบื้องต้น โดยมุ่งให้เกิดการทำงานที่ ไม่ซ้ำซ้อน แต่เสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน ระหว่างองค์ความรู้และเครื่องมือที่มีอยู่ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้สามารถนำไปใช้สนับสนุนการทำงานในพื้นที่และการให้คำแนะนำแก่เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

4.การศึกษาความมีชีวิตของดิน (Soil Respiration) ร่วมกับ FAO

ผลักดันการศึกษาด้าน Soil Respiration ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางสำหรับสะท้อนกิจกรรมและความมีชีวิตของระบบดิน โดยเชื่อมโยงกับความร่วมมือกับ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และแนวทางการประเมินสุขภาพและคุณภาพดินที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย

5.การประยุกต์ใช้จุลินทรีย์เพื่อแก้ไขปัญหาวัชพืช

บูรณาการความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพของ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) เข้ามาร่วมพัฒนาแนวทางการใช้จุลินทรีย์เพื่อควบคุมหรือกำจัดวัชพืช ซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของความร่วมมือจากการจัดการดินไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น โดยกำหนดการพิธีลงนามมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยจาก BIOTEC ด้านเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพและปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตรเข้าร่วมด้นี้จึงไม่ใช่เพียงการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของสองหน่วยงาน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยี การทดลองในพื้นที่จริง ไปจนถึงการถ่ายทอดและขยายผลสู่ผู้ใช้งานและเกษตรกร สอดคล้องกับเป้าหมายของความร่วมมือที่จะนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วย ยกระดับการจัดการดิน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศไทยให้มีความยั่งยืนยิ่งขึ้น

แชร์หน้านี้: