หน้าแรก ENTEC สวทช. จับมือพันธมิตรไทย–ญี่ปุ่น จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านไฮโดรเจน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

ENTEC สวทช. จับมือพันธมิตรไทย–ญี่ปุ่น จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านไฮโดรเจน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

4 ส.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

ภาพเปิดข่าวENTEC สวทช. จับมือพันธมิตรไทย–ญี่ปุ่น จัดสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านไฮโดรเจน ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“ไฮโดรเจนเป็นพลังงานสะอาดที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การพัฒนาเทคโนโลยีและการสร้างความร่วมมือระหว่างภาควิจัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ไฮโดรเจนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมเมอร์เคียว สุขุมวิท 24 กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับพันธมิตรภายในประเทศและประเทศญี่ปุ่น จัดงาน Thailand–Japan Symposium on Hydrogen for Energy Transition: Bilateral Cooperation under the NEXUS Programme เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน ถ่ายทอดมุมมองจากภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรม พร้อมเสริมสร้างความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมีนักวิจัย นักวิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายเข้าร่วมงานกว่า 100 คน

ภาพดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. ภาพดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช.

ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการ ENTEC สวทช. กล่าวว่า ไฮโดรเจนเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยประเทศไทยและญี่ปุ่นมีศักยภาพที่เกื้อหนุนกัน ทั้งด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนขั้นสูงของญี่ปุ่น และศักยภาพของไทยในการผลิตไฮโดรเจนจากทรัพยากรชีวภาพและการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ENTEC ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะด้านไฮโดรเจน เซลล์เชื้อเพลิง และเชื้อเพลิงชีวภาพ พร้อมผลักดันความร่วมมือภายใต้โครงการ NEXUS ร่วมกับมหาวิทยาลัยคิวชูและพันธมิตร เพื่อเร่งการสร้างองค์ความรู้ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง

ภาพ นายโทรุ คาจิวาระ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ภาพ นายโทรุ คาจิวาระ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

นายโทรุ คาจิวาระ อัครราชทูตและหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวย้ำว่าความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่นจะมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ ญี่ปุ่นได้วางยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้งกองทุน Green Innovation Fund การออกกฎหมายส่งเสริมสังคมไฮโดรเจน และการตั้งเป้าขยายการใช้ไฮโดรเจนเป็นประมาณ 20 ล้านตันภายในปี 2593 เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในระดับเชิงพาณิชย์ สำหรับความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นที่ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านนโยบาย การพัฒนาบุคลากร และการวิจัยภายใต้โครงการ NEXUS จะช่วยต่อยอดจุดแข็งของทั้งสองประเทศ และผลักดันเทคโนโลยีไฮโดรเจนสู่การใช้งานจริง พร้อมกันนี้ นายคาจิวาระ ได้กล่าวขอบคุณ ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สวทช. และคณะผู้จัดงานที่ร่วมผลักดันการจัดประชุมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานของไทยและญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และต่อยอดความร่วมมือด้านไฮโดรเจนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคต

ภาพ ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค. หรือ PMU-B) ภาพ ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค. หรือ PMU-B)

ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมแห่งอนาคต (บพค. หรือ PMU-B) กล่าวเน้นย้ำถึงบทบาทของความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่นในการผลักดันการวิจัยและนวัตกรรมด้านไฮโดรเจน เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีสู่การใช้ประโยชน์จริงและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานอย่างยั่งยืน โดยระบุว่า ความสำเร็จของการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนจะเกิดขึ้นได้จากการบูรณาการงานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม นโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และกลไกสนับสนุนด้านเงินทุน ซึ่งทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไฮโดรเจนสามารถใช้งานได้ แต่คือการสร้างจุดแข็งและความได้เปรียบของประเทศ โดยอาศัยศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน ชีวมวล ภาคการเกษตร โครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับประเทศพันธมิตร เช่น ญี่ปุ่น ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัย PMU-B ยืนยันว่าจะเดินหน้าส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ และการมีส่วนร่วมของภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันนวัตกรรมไฮโดรเจนให้เกิดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ภาพ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ภาพ ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ดร.กัญญวิมว์ กีรติกร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่นต่างมีจุดแข็งที่สามารถต่อยอดความร่วมมือซึ่งกันและกัน โดยญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจนและเซลล์เชื้อเพลิง ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน บุคลากรวิจัย และภาคอุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และผู้กำหนดนโยบายจากทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด การจัดงาน Thailand–Japan Symposium on Hydrogen for Energy Transition สะท้อนถึงความร่วมมือที่เข้มแข็งระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น โดยเกิดจากการผนึกกำลังของ มจธ. ร่วมกับ ENTEC สวทช. สถาบัน I2CNER มหาวิทยาลัยคิวชู และมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TAST) เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ต่อยอดความร่วมมือด้านการวิจัย และผลักดันนวัตกรรมด้านไฮโดรเจนสู่การใช้ประโยชน์ในอนาคต

ภาพ Prof.Tatsumi Ishihara จาก Kyushu University กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน ภาพ Prof.Tatsumi Ishihara จาก Kyushu University กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจน

Prof.Tatsumi Ishihara จาก Kyushu University กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีไฮโดรเจนว่า ปัจจุบันการลงทุนด้านไฮโดรเจนทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการขยายตัวของโครงการวิจัยและการประยุกต์ใช้งานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการผลิต การกักเก็บ การขนส่ง และการใช้ประโยชน์ด้านพลังงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไฮโดรเจนกำลังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของโลก ญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮโดรเจน โดย Kyushu University ได้จัดตั้ง Hydrogen Institute for Sustainability เพื่อบูรณาการงานวิจัยตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การใช้ประโยชน์ ไปจนถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และพัฒนาเครือข่ายวิจัยระดับโลก เพื่อเร่งผลักดันนวัตกรรมไฮโดรเจนสู่การใช้งานจริงและสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน

ภาพบรรยากาศในงาน ภาพบรรยากาศในงาน
ภาพบรรยากาศในงาน ภาพบรรยากาศในงาน
ภาพบรรยากาศในงาน ภาพบรรยากาศในงาน

บรรยากาศการสัมมนาเป็นไปอย่างเข้มข้นด้วยการแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและมุมมองด้านพลังงานสะอาดระหว่างไทยและญี่ปุ่น เจาะลึกมุมมองภาคอุตสาหกรรม อาทิเช่น ภาพรวมและทิศทางพลังงานไฮโดรเจนในประเทศไทย โดย ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง จากสมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย พลังงานไฮโดรเจนในมุมมองของธุรกิจโรงกลั่น โดย ดร.สุมิตรา จรสโรจน์กุล จากบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) นวัตกรรมไฮโดรเจนและแอมโมเนียเพื่อการผลิตไฟฟ้า โดย Mr. So Terada จาก Mitsubishi Heavy Industries (MHI)  ที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเพื่อการผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน

ภาพบรรยากาศในงาน ภาพบรรยากาศในงาน

นอกจากนี้ ช่วงท้ายของการสัมมนามีการจัดเสวนาสรุปภาพรวมทิศทางพลังงานไฮโดรเจนของไทยว่า ปัจจุบันประเทศกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการวิจัยไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ โดย ดร.วิศาล ลีลาวิวัฒน์ นักวิจัย ENTEC สวทช. ระบุว่าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดในระยะสั้นคือการปรับใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมีที่มีการใช้ไฮโดรเจนเดิมอยู่แล้ว ด้าน รศ. ดร.กลยุทธ ปัญญาวุธโธ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ว่าคอขวดสำคัญยังอยู่ที่ต้นทุนอุปกรณ์และระบบกักเก็บที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งการจัดเก็บและขนส่งในรูปสารเคมีอย่างแอมโมเนียถือเป็นโซลูชันที่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยมากที่สุด ขณะที่ Mr. So Terada (MHI) มุ่งเน้นว่าไฮโดรเจนฟ้า (Blue H2) จะเป็นตัวเชื่อมโยงหลักที่ช่วยให้เกิดการใช้งานขนาดใหญ่ได้เร็ว ส่วนการเผาไหม้ร่วม (Co-firing) สัดส่วน 20% ในก๊าซเทอร์ไบน์ยังคงต้องเร่งแก้ปัญหาความเสถียรของห่วงโซ่อุปทาน ปิดท้ายด้วย ดร.เนรัญ สุวรรณโชติช่วง (สมาคมไฮโดรเจนประเทศไทย) ที่ย้ำว่า ภาคเอกชนพร้อมลงทุน แต่ภาครัฐต้องเร่งสร้างความชัดเจนเรื่องเป้าหมายการผสม (Blending Targets) ในแผน PDP รวมถึงออกมาตรการจูงใจทางภาษีและมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีไฮโดรเจนในภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

ภาพผู้ร่วมงาน

แชร์หน้านี้: