สวทช. จับมือ พม. เร่งเครื่อง “นวัตกรรมเพื่อสังคม” ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศ

(วันที่ 20 กรกฎาคม 2569): กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อผนึกกำลังขับเคลื่อนการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาแก้ปัญหาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มเปราะบาง ผ่านความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระดับประเทศ โดยศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำคณะผู้บริหาร สวทช. อาทิ ดร.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) สวทช. ดร.ศราวุธ เลิศพลังสันติ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สวทช. ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ดร.นุวงศ์ ชลคุป รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ดร.วสันต์ ภัทรอธิคม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สวทช. ด้าน Core Business ดร.ณัฐนันท์ ทัดพิทักษ์กุล ผู้อำนวยการขับเคลื่อนแผนงานระบบสนับสนุนการเข้าถึงสารสนเทศและการสื่อสารสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ (AI-C) และทีมวิจัย สวทช. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวังสะพานขาว ชั้น 18 B อาคารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานว่า ในปีงบประมาณนี้ กระทรวง พม. มุ่งเน้นการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความปลอดภัยและสุขภาวะที่ดีให้แก่กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ โดยให้ความสำคัญกับการทำ “ห้องปลอดฝุ่น” เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ ตลอดจนการยกระดับ “ระบบ MSO Logbook” ให้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังพร้อมเดินหน้าโครงการสำคัญ อาทิ ThaiSook Watch นาฬิกาอัจฉริยะติดตามสุขภาพ, ธนาคารอาหารแห่งประเทศไทย และการขยายผลระบบ Nirun Platform เพื่อสร้างสวัสดิการที่ทั่วถึงและแม่นยำ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. เรามีความพร้อมอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาสนับสนุนภารกิจของกระทรวง พม. โดยมุ่งหวังให้การทำงานร่วมกันครั้งนี้เป็นต้นแบบของการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของภาคสังคมอย่างแท้จริง ผ่านการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีที่สอดรับกับวิถีชีวิตจริงของประชาชน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสังคมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน

ขณะที่ นายวิเชียร สุขสร้อย คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม. ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ว่า หัวใจสำคัญคือการหาแนวทางทำงานร่วมกันเพื่อให้งานวิจัยและแพลตฟอร์มของ สวทช. สามารถนำมาใช้จริงได้ทั้งในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ “ตลาดที่ พม. ดูแลอยู่มีขนาดใหญ่มาก หาก สวทช. มีโมเดลที่ชัดเจนในการ ขยายผลงานวิจัยสัก 1 เรื่อง ให้เห็นผลเป็นรูปธรรมจะเป็นต้นแบบที่ดีมาก อย่างไรก็ตามหัวใจสำคัญคือทั้งผู้พัฒนาและผู้ใช้งานต้องปรับตัวเข้าหากัน เพื่อให้ผลงานวิจัยนั้นออกไปถึงมือประชาชนผู้ใช้ประโยชน์จริง” นายวิเชียร กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้การประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ได้กำหนดแผนงานการนำนวัตกรรมจาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติสู่การใช้ประโยชน์ในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี 2570 โดยมีเป้าหมายในการจัดสวัสดิการตรงเป้า ดูแลเชิงรุก สุขภาพดี และสร้างงานให้กลุ่มเปราะบาง ดังนี้
(1) การเข้าถึงสวัสดิการและสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเน้นการเชื่อม MSO Logbook กับข้อมูลดูแลผู้สูงอายุในระบบ Nirun Platform รวมทั้ง Traffy Fondue
(2) ชุดเทคโนโลยีสำหรับบ้าน “อยู่ดี” และสถานดูแลผู้สูงอายุ โดยเน้นชุดเทคโนโลยีพร้อมคู่มือเทคนิค (Technical Guideline) ในการนำนวัตกรรมส่งเสริมสุขภาพ Aging-in-place มาติดตั้งกับที่พักอาศัย ตามแนวทาง People-Centric Universal Design รวมทั้งสถานดูแลเช้าไปเย็นกลับ (Day Care) และสถานดูและระยะยาว (Long-term Care)
(3) ส่งเสริมสุขภาพด้วยแพลตฟอร์มและอุปกรณ์สวมใส่ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีแพลตฟอร์ม ThaiSook เพื่อชวนออกกำลังกาย รวมทั้ง MSO Vital Fit
(4) สร้างงานให้กลุ่มเปราะบาง โดยเริ่มต้นที่คนพิการทางการเห็น ด้วยการพัฒนาทักษะงานดิจิทัลมาเป็นผู้ตรวจเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ตามมาตราฐาน WCAG2.2
นอกจากนี้ในส่วนของความคืบหน้าเชิงปฏิบัติการ กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) สวทช. อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อยอดระบบฐานข้อมูลสารสนเทศการพัฒนาเด็กปฐมวัยตามมาตรฐานชาติ เชื่อมกับ “KidDiary Platform” เพื่อติดตามพัฒนาการเด็กในความดูแลกว่า 4,000–5,000 คน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี โดยตั้งเป้าหมายในการติดตามและประเมินพัฒนาการของเด็กรายบุคคลอย่างเป็นระบบ เดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็กทุกคนจะได้รับโอกาสในการเติบโตอย่างมีคุณภาพ
อย่างก็ตามโครงการนำร่องปี 2570 นี้ จะสำเร็จได้จากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในกระทรวง พม. อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมกิจการผู้สูงอายุ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการเด็กและเยาวชน การเคหะแห่งชาติ สำนักงานธนานุเคราะห์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป็นต้น








