สวทช. ผนึกกำลัง วุฒิสภา ดึงเทคโนโลยี AI ‘Pathumma LLM’ พลิกโฉมงานสภา ยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและบริการประชาชน
(วันที่ 7 กรกฎาคม 2569) ณ อาคารรัฐสภา: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการว่าด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Pathumma LLM มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและบริการของวุฒิสภา โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีลงนามและกล่าวเปิดงาน
![]() |
![]() |
พิธีลงนามดังกล่าว นางปัณณิตา สท้านไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภา และ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วย นายต้นพงศ์ ตั้งเติมทอง รองเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูงระดับกรม (DCIO) และ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค สวทช.) ร่วมลงนามเป็นพยาน

พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา กล่าวว่า “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในวันนี้ วุฒิสภาเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติที่มีภารกิจสำคัญในการกลั่นกรองกฎหมายและควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในแต่ละวันมีปริมาณข้อมูล เอกสารกฎหมาย และรายงานการประชุมที่ซับซ้อนเป็นจำนวนมาก ความร่วมมือกับ สวทช. ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์โมเดลภาษาไทย ‘Pathumma LLM’ มาใช้ ทั้งในด้านการประมวลผลข้อความ การแปลงเสียงเป็นข้อความ และการวิเคราะห์ภาพ จะเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาการทำงานของบุคลากรได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นแบบอย่างความร่วมมือในการนำนวัตกรรมของประเทศมาขับเคลื่อนงานนิติบัญญัติและการบริการภาครัฐให้ทันสมัย โปร่งใส และเกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างแท้จริง”

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “โครงการความร่วมมือในการนำเทคโนโลยี “ปทุมมา LLM” (Pathumma LLM) ซึ่งเป็นระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในงานรัฐสภาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสืบค้นและจัดการฐานข้อมูลที่มีอยู่เป็นจำนวนมากขององค์กร โดยระบบจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการศึกษารวบรวมข้อมูลอย่างเจาะลึก เพื่อสนับสนุนการค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในอดีต ข้อมูลพื้นฐาน ตลอดจนกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ สำหรับช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของสมาชิกวุฒิสภาและเจ้าหน้าที่ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ประเด็นสำคัญที่สุดของเทคโนโลยีนี้คือ การรักษา “อธิปไตยทางข้อมูล” (Data Sovereignty) เนื่องจากระบบปทุมมา LLM จะปฏิบัติการภายใต้ระบบปิดที่เป็นเอกเทศ ข้อมูลภายในทั้งหมดของรัฐสภา รวมถึงประวัติการสืบค้น คำถาม และคำตอบ จะถูกจำกัดวงอยู่เฉพาะภายในระบบเท่านั้น โดยไม่มีการส่งออกไปประมวลผลหรือเรียนรู้ (Train) ผ่านระบบ AI ของต่างประเทศ จึงสามารถป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ข้อมูลสำคัญ หรือกระบวนการสืบค้นข้อมูลภายในได้ ซึ่งโมเดลรูปแบบนี้ยังสามารถนำไปปรับใช้กับหน่วยงานระดับชาติอื่น ๆ เช่น กรมสรรพากร เพื่อปกป้องข้อมูลการเสียภาษีของประชาชนไม่ให้รั่วไหลไปสู่ต่างประเทศได้เช่นเดียวกัน เมื่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีที่เป็นของตนเอง เพื่อลดการพึ่งพาต่างชาติและสร้างความมั่นคงทางข้อมูลอย่างยั่งยืน ทั้งนี้เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะหลักประกันว่า รัฐสภาไทยจะได้รับการพัฒนาและเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่องต่อไป”
พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. นำ พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลงานด้านเทคโนโลยีจาก สวทช. จากนั้น คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก สวทช. ได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้องค์กรต้นแบบ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ห้องประชุมวุฒิสภา และหอสมุดรัฐสภา เพื่อศึกษาดูงานและหารือแนวทางในความร่วมมือที่จะเกิดขึ้นต่อไป ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรนิติบัญญัติสู่การเป็น “Smart Parliament” ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ฝีมือคนไทยอย่าง Pathumma LLM มาช่วยยกระดับการบริหารจัดการข้อมูลและการบริการภาครัฐอย่างเต็มรูปแบบ

![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Pathumma LLM (โมเดลภาษาขนาดใหญ่) ไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการให้บริการด้านต่าง ๆ ของวุฒิสภาให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และสอดรับกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ส่งผลเชิงบวกต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว














