หน้าแรก สวทช. ขยายบทบาทไทยในความร่วมมือระดับโลก ร่วมแสดงวิสัยทัศน์พัฒนากลไก ‘Cross-border Incubation’ ดันศักยภาพ ‘Research Engine’ เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม Global South สู่ตลาดอาเซียน

สวทช. ขยายบทบาทไทยในความร่วมมือระดับโลก ร่วมแสดงวิสัยทัศน์พัฒนากลไก ‘Cross-border Incubation’ ดันศักยภาพ ‘Research Engine’ เชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรม Global South สู่ตลาดอาเซียน

29 พ.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ณ เมืองเซี่ยเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน – ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อว. ได้รับเกียรติเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมแสดงวิสัยทัศน์และบรรยายพิเศษในการประชุมเสวนาโต๊ะกลมระดับสูงหัวข้อ “Integrating Technological and Industrial Innovation: A Collaborative Path for Cross-border Incubation among BRICS Countries” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้กรอบการบูรณาการนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมร่วมกันในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ เพื่อสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่กระจายศูนย์และมุ่งส่งเสริมให้กลุ่มประเทศ Global South สามารถกำหนดทิศทางและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

สวทช. ได้มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ หรือ Research and Innovation as a Driver for Economy เพื่อเปลี่ยนผ่านงานวิจัยขั้นสูงจากห้องปฏิบัติการไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมที่จับต้องได้จริง และผู้อำนวยการ สวทช. ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้าง “กลไกความน่าเชื่อถือ” (Trust Mechanism) และกรอบการทำงานที่โปร่งใส เพื่อประสานนโยบายร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายเร่งผลักดันผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการใช้งานจริง (Lab-to-Market) โดยเฉพาะในกลุ่มนวัตกรรมเกษตร อาหาร สุขภาพและการแพทย์ ตลอดจนการส่งเสริมศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่และสตาร์ตอัป ผ่านแพลตฟอร์มการจับคู่ธุรกิจและการเข้าถึงตลาดทุน เพื่อยกระดับผู้ประกอบการ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในฐานะสมาชิกของคณะกรรมการที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ สวทช. ได้เสนอแนวทางการประสานนโยบายและพัฒนากลไกร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร โดยการตั้งคณะทำงานร่วมและการวางกรอบแนวปฏิบัติที่ชัดเจนด้านทรัพย์สินทางปัญญาและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักวิจัยและผู้ประกอบการในการเคลื่อนย้ายถ่ายทอดองค์ความรู้ พร้อมทั้งผลักดันความร่วมมือใน 5 สาขาเทคโนโลยีเป้าหมายที่สอดคล้องกับโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของเมืองเซี่ยเหมิน ทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ วัสดุขั้นสูง การแพทย์แห่งอนาคต เกษตรกรรมและความยั่งยืน ตลอดจนกลไกการบ่มเพาะธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งแนวทางเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับโปรแกรมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืนของไทย

นอกจากนี้ สวทช. ยังมุ่งสร้างความร่วมมือเชิงลึกในมิติการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ระบบนิเวศอุตสาหกรรมและการขับเคลื่อนสตาร์ทอัพข้ามพรมแดน โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมและนักวิจัยสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานและห้องปฏิบัติการของทั้งสองฝ่ายร่วมกันเพื่อลดระยะเวลาในการนำนวัตกรรมออกสู่ตลาด ใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มสนับสนุนอย่างอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ในการเป็นพื้นที่ทดสอบและบ่มเพาะธุรกิจร่วม ควบคู่ไปกับกระบวนการเคลื่อนย้ายบุคลากรผ่านโครงการแลกเปลี่ยนทูตนวัตกรรมรุ่นใหม่ ซึ่งจะเป็นกลไกที่นำสู่ทางลัดทางธุรกิจและเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเข้าถึงตลาดกลุ่มประเทศ BRICS และในขณะเดียวกัน ประเทศไทยก็มีความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นประตูสู่อาเซียน หรือ ASEAN Gateway ในการต้อนรับพันธมิตรและนักลงทุนจากต่างประเทศ ผ่านกลไกการประสานงานทำงานร่วมกันและการจับคู่แบบตัวต่อตัว จัดทำบัญชีรายการเทคโนโลยีที่ทั้งสองฝ่ายมีความสนใจร่วมกัน เพื่อนำมาใช้จับคู่แบบตัวต่อตัว (One-on-One) ระหว่างตัวนักวิจัยกับภาคธุรกิจ/ผู้ประกอบการเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเหมาะสมและตอบโจทย์บริบทของประเทศ

การประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงการบูรณาการนวัตกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน โดยมุ่งเน้นใน 4 ทิศทางหลัก ได้แก่ การประสานงานด้านนโยบาย การร่วมกันสร้างแพลตฟอร์ม การแลกเปลี่ยนบุคลากร และการเชื่อมโยงด้านเงินทุน ซึ่งนวัตกรรมและการบ่มเพาะธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่การทำให้โครงการสำเร็จเท่านั้น แต่ต้องสามารถเปลี่ยนโครงการให้เป็นอุตสาหกรรม และเปลี่ยนอุตสาหกรรมให้เป็น GDP โดยทุกฝ่ายต้องสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เพราะหากไม่มีผลกำไร ความร่วมมือก็จะไม่สามารถคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาเยาวชนและบ่มเพาะบุคลากร สร้างเครือข่ายความร่วมมือ ด้วยการแสวงหารูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ จะช่วยให้เยาวชนก้าวข้ามขีดจำกัด เติบโตบนเวทีระดับสากล และยกระดับวิสัยทัศน์ในอาชีพได้อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการดำเนินงานด้านการทูตวิทยาศาสตร์ หรือ Science Diplomacy ที่เปลี่ยนความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยระดับแนวหน้าให้กลายเป็นความเชื่อมั่นในระยะยาว ตลอดจนพัฒนาไปสู่โครงการอุตสาหกรรมและโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่ง สวทช. มุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อบ่มเพาะวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมจีน-BRICS เพื่อร่วมกันกำหนดกติกาใหม่และสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เปิดกว้าง เท่าเทียม และนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่สังคมและเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ Global South อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

แชร์หน้านี้: