หน้าแรก คาร์บอน ต้นทุนใหม่ที่ธุรกิจไทยเลี่ยงไม่ได้ ! สวทช. และพันธมิตร ชูโซลูชัน เปลี่ยนโจทย์ Net Zero เป็นโอกาสธุรกิจ

คาร์บอน ต้นทุนใหม่ที่ธุรกิจไทยเลี่ยงไม่ได้ ! สวทช. และพันธมิตร ชูโซลูชัน เปลี่ยนโจทย์ Net Zero เป็นโอกาสธุรกิจ

6 พ.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์
บทความ

มาตรฐานคาร์บอนที่เข้มขึ้นทั้งในและต่างประเทศกำลังกดดันภาคอุตสาหกรรมไทย ตั้งแต่การรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การตรวจสอบคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงเงื่อนไขจากคู่ค้าระดับโลก ทำให้การจัดการคาร์บอนไม่ใช่งานเสริมด้านความยั่งยืนอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน ความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสในการทำธุรกิจ บทความนี้สรุป 5 ประเด็นสำคัญจากงานประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 (NAC2026) หัวข้อ “เครื่องมือดิจิทัลสู่ Net Zero: จากนโยบายสู่การจัดการคาร์บอนในสถานประกอบการ” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการไปสู่ Net Zero ของภาคธุรกิจไทยต้องเริ่มจากข้อมูลที่แม่นยำ ระบบที่ตรวจสอบได้ และการนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนจริงในสถานประกอบการ

 1. รับมือกฎหมายคาร์บอน และกติกาใหม่ของห่วงโซ่อุปทานโลก

แรงกดดันด้านความยั่งยืนกำลังยกระดับสู่กฎหมายบังคับใช้จริง โดยประเทศไทยตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบ NDC 3.0 (Nationally Determined Contribution) 47% ภายในปี 2035

 

 

คุณปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เผยว่า พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเริ่มบังคับใช้ต้นปีหน้า ทำให้นิติบุคคลกว่า 4,000 แห่งต้องรายงานข้อมูลคาร์บอนและเตรียมใช้ระบบ ETS ควบคุมอุตสาหกรรมหนักกว่า 300 แห่ง องค์กรจึงต้องเร่งจัดการข้อมูลคาร์บอนให้ครอบคลุมทั้ง 3 ขอบเขต โดยเฉพาะ Scope 3 การปล่อยทางอ้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ที่สหภาพยุโรปเริ่มบังคับใช้กับต่างประเทศแล้ว และกำลังจะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของภาคการผลิตไทยในเร็ว ๆ นี้

กติกาฝั่งเอกชนมีความเข้มข้นไม่แพ้กัน คุณภคมน สุภาพพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักรับรองธุรกิจคาร์บอนต่ำ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ระบุว่าปัจจุบันมีซัพพลายเออร์ในไทยถึง 18 รายที่ผลิตชิ้นส่วนให้ Apple และกำลังถูกบีบให้ต้องบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ภายในปี 2030 ส่วนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทในกลุ่ม SET50 ต้องรายงานคาร์บอนตามมาตรฐาน IFRS S2 ภายในปี 2569 พร้อมชี้แจงว่าองค์กรต้องลดคาร์บอนด้วยตัวเองให้ได้ 90% ก่อน ส่วนที่เหลืออีก 10% จึงจะสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยได้ TGO ยังเตรียมเปิดตัว Net Zero Pathway ใบรับรองที่จะประเมินผลทุก 5 ปีเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้า

 ด้าน ดร.เสาวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ รองประธานคณะทำงาน BCG Model สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ชี้ให้เห็นกติกาใหม่ที่ลึกกว่าเดิม คือ EUDR (EU Deforestation-Free) บังคับให้สินค้าส่งออกต้องพิสูจน์ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า อย่างไรก็ตาม ไทยมีการตั้งบรรทัดฐาน Thailand Taxonomy จัดกลุ่มกิจกรรมอุตสาหกรรมเพื่อช่วยให้ธุรกิจที่ปรับตัวเข้าถึงสินเชื่อสีเขียวได้ง่ายขึ้น โดยมีเม็ดเงินกู้จากธนาคารโลก 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐมารองรับโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ

2. สำรวจจุดอ่อนด้วย Thailand i4 Checkup และทางเลือกชดเชยคาร์บอนที่ตอบโจทย์

การเลือกวิธีชดเชยคาร์บอน คือ ตัวตัดสินต้นทุนธุรกิจ คุณวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อธิบายว่า แม้คาร์บอนเครดิตจะใช้ชดเชยได้ครอบคลุมทุกขอบเขต (Scope 1-3) แต่ก็ต้องแลกกับค่าธรรมเนียมการตรวจรับรองที่ราคาสูง ต่างจากใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) ที่ใช้จัดการการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้า (Scope 2) ได้ตรงจุดและประหยัดกว่า นอกจากนี้ กฟผ. ยังมีบริการจัดหาพลังงานสะอาดอย่าง Direct PPA และ Green Tariff เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด 100%

 สำหรับธุรกิจที่อยากก้าวสู่ Net Zero แต่ไม่แน่ใจว่าโรงงานตนเองพร้อมแค่ไหน ดร.รวีภัทร์ ผุดผ่อง ผู้อำนวยการกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม สวทช. แนะนำให้เริ่มจากการประเมินระดับความพร้อมด้วย Thailand i4 Checkup แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนในกระบวนการผลิต และชี้เป้าเทคโนโลยีดิจิทัลที่ต้องเติมเพื่อลดคาร์บอน โดยสวทช. พร้อมสนับสนุนการลงมือทำจริงผ่านศูนย์ SMC ทั้ง Testbed และการพัฒนาทักษะพนักงานผ่าน SMC Academy นอกจากนี้ยังมีกลไกช่วยลดต้นทุนการลงทุน เช่น การขอเว้นภาษี BOI นาน 3 ปี หรือทุน iTAP ช่วยค่าจ้างที่ปรึกษาแบบคนละครึ่ง สูงสุด 400,000 บาท พร้อมทุนสมทบจาก SMC อีก 120,000 บาท เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระเพียงลำพัง

3.”Acamp” แพลตฟอร์มจัดการข้อมูลคาร์บอน ลดภาระคนทำงาน 80%

ดร.พนิตา พงษ์ไพบูลย์ รองผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. และผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) ระบุในช่วงเปิดเวทีว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยต้องเปลี่ยนจากการจดบันทึกข้อมูลด้วยกระดาษ ไปสู่การดึงข้อมูลจากระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร (ERP) หรือ IoT เพื่อคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติอย่างแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การจัดการข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) คือ โจทย์หินที่สุด ดร.อัมพร โพธิ์ใย หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมการลดคาร์บอน (DTI) เนคเทค สวทช. นำเสนอทางออกผ่านหลัก 3D คือ Digital, Digitization และ Decarbonization โดยได้พัฒนาแพลตฟอร์ม Acamp (Automated Carbon Accounting Management Platform) เพื่อดึงข้อมูลจากเซนเซอร์ IoT และระบบบัญชีมาคำนวณคาร์บอนอัตโนมัติแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความผิดพลาดจากมนุษย์เหลือศูนย์และประหยัดเวลาทำรายงานได้ถึง 80% เปลี่ยนเป้าหมายความยั่งยืนให้เป็นผลกำไรที่จับต้องได้จริง

4. ปรับพฤติกรรมพนักงาน ก้าวแรกสู่ Net Zero ที่ไม่ต้องใช้งบ

ดร.ปรอยฝน เลิศวนวัฒนา รองผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารความยั่งยืนองค์กร บริษัท ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด กล่าวว่าการทำ Sustainability Transformation จะสำเร็จได้ไม่ใช่แค่การพึ่งพาเทคโนโลยี แต่ต้องขับเคลื่อนควบคู่กันไปทั้งคน วัฒนธรรมองค์กร และเทคโนโลยี โดยก้าวแรกองค์กรต้องรู้จักตัวเองผ่านการสำรวจสุขภาพโรงงานด้วยเช็กลิสต์ “ดิน น้ำ ลม ไฟ” (Waste, Water, Air/Carbon, Energy) จากนั้นจึงดึงพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมผ่านกติกา “1 คน 1 โปรเจกต์” เพื่อปลูกฝังความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน ให้พนักงานลุกขึ้นมาแก้ปัญหาในพื้นที่ความรับผิดชอบของตนเอง

สอดคล้องกับมุมมองของ คุณธเนศ อิงสกุลรุ่งเรือง ผู้จัดการส่วนตลาดและขายเอนเนอร์ยี่ โซลูชั่นส์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่ชี้ให้เห็นว่าปัญหาการสูญเสียพลังงานที่แก้ไขได้ง่ายที่สุด คือ พฤติกรรมการทำงาน เช่น การที่พนักงานเข้ากะและเปิดเครื่องจักรพร้อมกันทั้งหมดในเวลา 8 โมงเช้า จะทำให้เกิดยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ในช่วงเวลา 9 โมงเช้า หากองค์กรนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับพฤติกรรมบริหารเวลาเปิดเครื่องจักรไม่ให้ทับซ้อนกันก็สามารถลดค่าไฟได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่

5. เทคโนโลยียกระดับอุตสาหกรรม สู่โอกาสเติบโตแบบ New S-Curve

การนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูงมาใช้ สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ (New S-Curve) ได้อย่างมหาศาล คุณศิขรินทร์ คงไพบูลย์ Solutions Architect Thailand จาก AWS กล่าวถึง ศักยภาพของ AI Agent หรือ Industrial Copilot ที่สามารถวิเคราะห์กระบวนการผลิตแบบ End-to-End และสามารถเขียนโค้ดสั่งงานเครื่องจักรได้อัตโนมัติ เช่น กรณีของ Volkswagen ที่ใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์จนสามารถลดค่าไฟได้ถึง 12% การทลายขีดจำกัดด้วยเทคโนโลยีนี้สอดคล้องกับ คุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS ยกกรณีศึกษาของ SCG Green Mining ที่นำเครือข่าย 5G มาควบคุมรถบรรทุก EV ไร้คนขับในเหมือง ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มความปลอดภัยและลดมลพิษ แต่ยังทำให้ SCG สามารถต่อยอดกลายเป็นธุรกิจรับจ้างบริหารเหมืองแห่งใหม่ได้อีกด้วย  

 ในระดับของการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน คุณประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ กรรมการบริหาร (นวัตกรรม) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด โชว์ความสำเร็จจากการใช้ AI เข้ามาควบคุมการทำงานของหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประหยัดค่าไฟได้ถึง 20% และยังดึงประสิทธิภาพแผงโซลาร์เซลล์เดิมให้เพิ่มขึ้นได้อีก 6-30% อย่างไรก็ตามการจะขับเคลื่อนองค์กรให้สำเร็จต้องอาศัยจิตวิทยาการบริหารควบคู่กันไป คุณนิติ เมฆหมอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Synergy Technology ได้แชร์เทคนิคการนำข้อมูลมาใช้กับคน โดยการขึ้นหน้าจอแสดงผลแจ้งต้นทุนค่าไฟของสำนักงานให้เห็นเป็นรายวัน เพื่อท้าทายและกระตุ้นให้พนักงานตระหนักรู้จนเกิดการช่วยกันประหยัดไฟ


 

แชร์หน้านี้: