หน้าแรก นาโนเทค สวทช. ชี้เป้าปัญหา PM2.5 อย่างแม่นยำ ดันเทคโนโลยี e-Nose สู่เครือข่ายภาคสนาม ยกระดับการแก้ไขมลพิษอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ

นาโนเทค สวทช. ชี้เป้าปัญหา PM2.5 อย่างแม่นยำ ดันเทคโนโลยี e-Nose สู่เครือข่ายภาคสนาม ยกระดับการแก้ไขมลพิษอากาศของประเทศอย่างเป็นระบบ

1 พ.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี – สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) จัดงานสัมมนา “ชี้เป้าฝุ่นแม่นยำ–ติดตามแก้ไข PM2.5 ตรงจุด : ยกระดับเทคโนโลยี e-Nose สู่เครือข่ายภาคสนาม” ภายใต้การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 21 หรือ NAC2026 ที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนด้วยเทคโนโลยี e-Nose โดยมี ดร. ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการนาโนเทค สวทช. กล่าวเปิดงานสัมมนา

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมฉายภาพ “ภาพรวมการจัดการฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และมลพิษทางอากาศในประเทศไทย” โดยปัญหา PM2.5 ในประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีลักษณะสำคัญคือเป็น “ฝุ่นทุติยภูมิ” (Secondary PM) สูงถึงร้อยละ 70–80 ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซตั้งต้นในบรรยากาศ เช่น แอมโมเนียจากภาคเกษตร และซัลเฟตจากภาคอุตสาหกรรมและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลให้การระบุแหล่งกำเนิดทำได้ยาก และจำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูงในการวิเคราะห์เชิงลึก

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของเทคโนโลยี “Electronic Nose (e-Nose)” ผ่าน ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ นักวิจัยนาโนเทค สวทช. ที่นำเสนอในหัวข้อ “ระบบต้นแบบ e-Nose เพื่อการติดตามแหล่งกำเนิด PM2.5 ร่วมภาครัฐและเอกชน” โดยเป็นนวัตกรรมสำคัญที่สามารถตรวจวัดและวิเคราะห์กลิ่นในอากาศแบบเรียลไทม์ พร้อมสร้างแผนที่การกระจายตัวของมลพิษ (Odor Map) เพื่อระบุแหล่งกำเนิดของฝุ่นได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีดังกล่าวถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และการบริหารจัดการคุณภาพอากาศในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

ในขณะที่วงเสวนา ที่ประกอบด้วย ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์, ดร.ศักดา ตรีเดช, ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์, คุณวิรัตน์  คำพรม และ คุณวิรัตน์ ทวีปิยมาภรณ์ ยังมีการสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหา PM2.5 ของประเทศไทยมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ โดยมีแหล่งกำเนิดจากทั้งภายในประเทศประมาณร้อยละ 60 และจากมลพิษข้ามพรมแดนประมาณร้อยละ 40 จึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งด้านกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ควบคู่กับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เพื่อยกระดับการบริหารจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ

ในมิติของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง งานสัมมนาได้เสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซตั้งต้น โดยเฉพาะจากภาคเกษตร การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรทางการเกษตรเพื่อลดการเผา การเพิ่มมูลค่าชีวมวล รวมถึงการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) เพื่อจัดการปัญหาอย่างครบวงจร

จากการเสวนาที่มีผู้เกี่ยวข้องหลากหลายมิติ ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า การแก้ไขปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการควบคุมที่ปลายเหตุ ไปสู่การจัดการที่ต้นเหตุ ผ่านการใช้ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง e-Nose และการกำหนดนโยบายที่สอดคล้องและบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤตมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว

1 พ.ค. 2569
0
แชร์หน้านี้: