สวทช. โดยนาโนเทค จับมือกรมอนามัย สธ. ใช้ วทน. ยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน
วันที่ 27 เมษายน 2569 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการเสริมสร้างศักยภาพทางห้องปฏิบัติการด้วยนาโนเทคโนโลยี หวังผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมร่วมกับศูนย์อนามัยในพื้นที่ ร่วมยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน เพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด 25,000 ครัวเรือน มุ่งสู่เป้าหมายน้ำดื่มสะอาดอย่างยั่งยืน (SDG6) ในปี 2573

ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า น้ำสะอาดเป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน นาโนเทค สวทช. เอง เป็นทั้งหน่วยงานวิจัยและหน่วยงานวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยนาโนเทคโนโลยี เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการใช้แก้ไขปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งมิติปริมาณน้ำและคุณภาพน้ำ หนึ่งในพันธมิตรสำคัญคือ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ดูแลด้านนโยบาย มาตรการ และแนวทางการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลน้ำ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ

“การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการร่วมกันนำ วทน. ต่อยอดใช้งานเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านหรือระบบประปาที่ดูแลโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดที่ได้มาตรฐานน้ำประปาสำหรับชุมชน ผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม โดยนาโนเทคดำเนินการรผ่านยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานวิจัย ภายใต้ SF น้ำและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้ชุมชนหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำ รวมทั้งองค์กรผู้ใช้น้ำในการจัดการน้ำอุปโภคและบริโภคด้วยนวัตกรรมตรวจวัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยอาศัยองค์ความรู้จากการวิจัยและพัฒนา” ดร.ภญ. อุรชากล่าว

นายแพทย์นเรศฤทธิ์ ขัดธะสีมา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลเฝ้าระวังคุณภาพนํ้าประปาหมู่บ้าน ปี2568 โดย กรมอนามัย จากพื้นที่เฝ้าระวัง 4,873 แห่งใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่า 90.5% ของระบบประปาหมู่บ้านไม่ผ่านเกณฑ์ โดยมีข้อจำกัดจาก 4 ปัจจัยสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ปั๊ม วาล์ว ท่อส่งน้ำที่ชำรุด เก่า รั่วซึม และมีตะกรันสะสม, กระบวนการผลิต ซึ่งระบบการฆ่าเชื้อโรคขาดประสิทธิภาพ การใช้สารเคมีไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ, ทรัพยากรบุคคล โดยผู้ดูแลระบบประปาขาดความรู้ ทักษะเฉพาะทางและแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และงบประมาณ ที่ไม่เพียงพอสำหรับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ชี้ให้เห็นวิกฤตคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิต

“จุดหมายปลายทางที่ตั้งเป้าไว้คือ การสร้างน้ำประปาหมู่บ้านสะอาด น้ำประปาดื่มได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ของทุกคน ผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในด้านวิชาการ วิจัย พัฒนา และกิจกรรมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาระบบจัดการคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้าน ร่วมกันผลักดันในระดับนโยบายจนถึงระดับปฏิบัติด้วยการใช้นาโนเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม สอดรับกับทิศทางของกรมอนามัยในการขับเคลื่อน ‘ประปาหมู่บ้านสะอาด 3C’ หรือระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสะอาดด้วยหลักการ 3C – Clear คือ เคลียร์ระบบประปาให้สะอาดด้วยหลักการ 5 ส. ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับดีขึ้นไป, Clean คือ คลีนน้ำให้ใสสะอาด ไม่ขุ่น ไม่มีสีและเชื้อโรค และผ่านเกณฑ์ครบทั้ง 21 พารามิตอร์ และ Chlorine เป็นการฆ่าเชื้อโรคด้วยคลอรีน โดยปัจจุบัน ผ่านการรับรองแล้ว 761 แห่งทั่วประเทศ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงน้ำประปาสะอาดมากกว่า 247,000 ครัวเรือน” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวพร้อมชี้ว่า จากความร่วมมือนี้จะเป็นการขับเคลื่อน “1 อำเภอ 1 ระบบประปา 3C” เพื่อให้มีระบบประปาหมู่บ้านสะอาด 3Cกระจายครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ

ความร่วมมือกับกรมอนามัยในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการงานวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารจัดการน้ำของนาโนเทค ภายใต้โครงการคลินิกน้ำเพื่อชุมชน โดย ดร. ณัฏฐพร พิมพะ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยการเร่งปฏิกิริยา การดูดซับ และการคำนวณระดับนาโน (NCAS) และ ดร. วีรกัญญา มณีประกรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยวัสดุตอบสนองและเซ็นเซอร์ระดับนาโน (RMNS) เพื่อแก้ปัญหาแหล่งนํ้าดิบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขุ่น สารหนู และโลหะหนักต่าง ๆ ด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เน้นบทบาท การเป็นพี่เลี้ยง โดยชุมชนเป็นเจ้าของ และท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุน
![]() |
![]() |
![]() |
นวัตกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เทคโนโลยีชุดตรวจติดตามคุณภาพน้ำ ได้แก่ เทคโนโลยีตรวจติดตามสารเคมีในน้ำ (ChemSense) สำหรับตรวจหา แมงกานีส ฟลูออไรด์ ทองแดง คลอรีน อะลูมิเนียม เป็นต้น เทคโนโลยีตรวจติดตามโลหะหนักในน้ำ (MSense) ได้แก่ สารหนู ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม เป็นต้น โดยจะมีการนำร่องใช้ร่วมกับศูนย์อนามัยในเชิงพื้นที่จังหวัดลพบุรี ศรีสะเกษ ลำพูน และสงขลา
และเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำในกระบวนการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน ได้แก่ อุปกรณ์ภาคสนามสำหรับควบคุมคุณภาพการผลิตน้ำประปา ได้แก่ กระบอกวัดความขุ่นชนิดแผ่นสังเกตุเคลื่อนที่ และอุปกรณ์ทดสอบการตกตะกอนทางเคมีของน้ำชนิดกวนด้วยแม่เหล็กแบบสองความเร็วสำหรับปรับปรุงคุณภาพน้ำ (Mobile Jar Test) เพื่อใช้หาปริมาณสารส้มที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาความขุ่นและสารแขวนลอย ป้องกันการเติมสารเคมีมากเกินความจำเป็น ซึ่งช่วยลดต้นทุนและทรัพยากร ช่วยกำจัดความขุ่น สี และสารแขวนลอย (เช่น ตะกอนเหล็ก) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้น้ำใสและสะอาดตามเกณฑ์ และวัสดุกรองสารหนูที่พัฒนาจากทรัพยากรในพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ใช้วิธีการแก้ปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน โดยทั่วไปถ่านชีวภาพไม่สามารถดูดซับสารหนูได้ จึงใช้นวัตกรรมการดัดแปรพื้นผิวถ่านชีวภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับสารหนูในน้ำ เปลี่ยนถ่านชีวภาพทั่วไปในท้องถิ่นให้เป็นวัสดุกรองสารหนูได้ ซึ่งมีการนำร่องใช้ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

ความร่วมมือระหว่าง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ให้ประชาชนชุมชนและท้องถิ่นได้รับ “น้ำสะอาดที่ได้มาตรฐาน” จากการนำองค์ความรู้จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สนับสนุนโครงการเสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ภายในแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป้าหมายเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาด 25,000 ครัวเรือน เพื่อยกระดับระบบบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป











