หน้าแรก สวทช. จับมือพันธมิตร ยกระดับเหมืองแร่ไทยสู่ “Green Industry 4.0” มุ่งเป้าเติบโตยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

สวทช. จับมือพันธมิตร ยกระดับเหมืองแร่ไทยสู่ “Green Industry 4.0” มุ่งเป้าเติบโตยั่งยืนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

26 มี.ค. 2569
0
ข่าว
ข่าวประชาสัมพันธ์

 (วันที่ 26 มีนาคม 2569) ณ โรงแรม จุบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ:  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. และกลุ่มแพลตฟอร์มสนับสนุนอุตสาหกรรม 4.0 ร่วมกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ ความเข้าใจข้อกำหนดและแนวทางปฏิบัติตามเกณฑ์อุตสาหกรรมสีเขียว” เพื่อให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่เข้าใจแนวทางการยกระดับธุรกิจสู่ “เหมืองแร่สีเขียว”และ “อุตสาหกรรม 4.0” ให้เท่าทันข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นช่องทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงคำปรึกษาเฉพาะทางจากโปรแกรม ITAP (สวทช.) ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปปรับใช้จริงในสถานประกอบการ

ดร.นันทิยา วิริยบัณฑร ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมภาคเอกชน (ITAP) สวทช.กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดระดับสากล ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน “การยกระดับสู่อุตสาหกรรม 4.0 ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องทำควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นเหมืองแร่สีเขียว (Green Mining) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งและได้รับการยอมรับในระดับสากล”

ทางด้าน โปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP) สวทช. พร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ซึ่ง สวทช. ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ ITAP ว่าสามารถสนับสนุนได้ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเบื้องต้น การวิเคราะห์ปัญหาโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไปจนถึงการพัฒนาโครงการเชิงลึกรายบริษัท

ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการจะได้รับจาก สวทช. และหน่วยงานพันธมิตร ไม่ใช่เพียงองค์ความรู้ แต่คือ “แนวทางที่ผู้ประกอบการจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ทั้งในด้านการลดต้นทุน การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น ดร.นันทิยา กล่าวทิ้งท้าย

 

แชร์หน้านี้: