ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกทุเรียนของประเทศไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค แต่ละพื้นที่ต่างมีเอกลักษณ์และจุดเด่นเฉพาะตัวที่สร้างมูลค่าให้ผลผลิต เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดแพร่ ซึ่งถือเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญของประเทศ และเป็นถิ่นกำเนิดของทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองชื่อดังอย่าง “หลงลับแล” และ “หลินลับแล” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ไม่น้อยไปกว่าทุเรียนพันธุ์การค้าอย่างหมอนทอง
ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่เชิงเขาและลาดชัน ประกอบกับวิถีการปลูกแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้น้ำฝน ทำให้การผลิตทุเรียนต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนปรับเปลี่ยนวิธีคิดและเปิดรับ “เทคโนโลยีระบบฟาร์มรักษ์น้ำและสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ” จากสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช.[1] เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้
[1] โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพความรู้การใช้งานโดยปฏิทินการปฏิบัติในแปลงปลูกทุเรียน 52 สัปดาห์ มีพื้นที่ดำเนินงาน 8 พื้นที่ในจังหวัดระยอง จันทบุรี อุตรดิตถ์ และแพร่ โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีทักษะและความพร้อมใช้สมาร์ทเทคโนโลยี มีพื้นที่แปลงทุเรียนที่เข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ต มีความพร้อมระบบไฟฟ้าและระบบการให้น้ำ และสามารถเป็นพื้นที่ต้นแบบหรือจุดเรียนรู้เทคโนโลยีได้
ฟาร์มรักษ์น้ำ: ผู้ช่วย “ทุเรียน GI” สู้ภัยแล้ง-ความผันผวนธรรมชาติ
“ปลูกแบบธรรมชาติ ใช้น้ำฝนดูแล” คือวิถีที่เกษตรกรในพื้นที่ลับแลคุ้นเคยมาอย่างยาวนานทั้ง ชยพล รังสฤษฏ์นิธิกุล เจ้าของสวนรังสฤษฏ์ และ ประนอม ใจใหญ่ เจ้าของสวนใจใหญ่ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่คุ้นเคยมากกว่าครึ่งชีวิต
“รุ่นปู่รุ่นย่าปลูกบนเขา ต้นไม้เยอะ อาศัยน้ำฝนตามฤดูกาล ความชื้นในดินมีพอ แทบไม่เจอปัญหาโรคและแมลง”
ชยพล ย้อนภาพการทำสวนทุเรียนเมื่อราว 30 ปี หลังเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วหันมาทำสวนทุเรียนบนพื้นที่ของภรรยา ก่อนขยับขยายการปลูกบนพื้นที่ราบเชิงเขาอีก 30 ไร่ โดยเน้นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่เขาต้องการอนุรักษ์ไว้และเป็นจุดขายของสวนแห่งนี้ ด้วยมองว่า ตลาดไปได้ไกลกว่า ราคาไม่ตก
ขณะที่ ประนอม คุ้นเคยดีกับสวนทุเรียน 30 ไร่บนเขาที่พ่อและแม่บุกเบิกไว้ โดยอาศัยน้ำฝนและแหล่งน้ำจากลำห้วยธรรมชาติหล่อเลี้ยงทุเรียน ก่อนที่เธอจะขยับขยายพื้นที่ปลูก 10 ไร่ในตัวอำเภอ และเป็นจุดรับซื้อผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพัฒนาเป็นสวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรรับเทศกาลผลไม้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายนของทุกปี ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองผลไม้หลากชนิด ซึ่งรวมถึงทุเรียนมหลงลับแล-หลินลับแล
วิถีการปลูกทุเรียนจากรุ่นสู่รุ่นอาจไม่เพียงพอที่จะรับมือในวันที่สภาพอากาศวิกฤต “ระบบฟาร์มรักษ์น้ำ” และ “สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ” จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
“ทุกวันนี้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำสวนไปแล้ว เพราะสภาพอากาศวิกฤตขึ้นทุกปี ภัยแล้งก็หนักขึ้น ต้นทุนค่าน้ำ ค่าไฟสูงขึ้น แถมยังต้องเสียเวลาเดินเปิด–ปิดวาล์วน้ำเองอีก เราเลยอยากหาวิธีลดต้นทุนตรงนี้”
ชยพล สะท้อนการเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต ไม่ต่างจาก ประนอม ที่ประสบปัญหาต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน และเวลาที่เสียไปกับการให้น้ำในแต่ละวัน
“เทคโนโลยีของ สวทช. ช่วยได้เยอะ จากเดิมที่ต้องเฝ้าสวนทุเรียนทั้งวันเพื่อให้น้ำ ตอนนี้เราประหยัดเวลาขึ้น สามารถตั้งระบบให้น้ำอัตโนมัติไว้ได้ จะไปทำงานอื่นหรือไปดูสวนอื่นก็ทำได้สะดวกขึ้น เรายังใช้ข้อมูลความชื้นในดินมาช่วยกำหนดทั้งระยะเวลาและปริมาณการให้น้ำ ทำให้จัดการน้ำแม่นยำขึ้น แต่ก็ยังต้องสังเกตลักษณะใบและความสมบูรณ์ของต้นทุเรียนควบคู่ไปด้วย” ประนอม ลงทุนสร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ตลอดปี พร้อมทั้งปรับการวางระบบท่อน้ำในสวน จากเดิมที่เปิดให้น้ำได้ครั้งละ 22 ต้น ใช้หัวสปริงเกลอร์อัตราการไหล 600 ลิตรต่อชั่วโมง ได้ปรับลดอัตราการให้น้ำลงเหลือ 300 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 2 หัวต่อต้นเท่าเดิม ส่งผลให้สามารถเพิ่มจำนวนต้นที่ให้น้ำพร้อมกันได้ถึง 97 ต้น ทำให้ประหยัดเวลาการให้น้ำลงอย่างมาก
ขณะที่ ชยพล ยังคงใช้ระบบน้ำเดิมเป็นหลัก แต่ได้ปรับเพิ่มระบบมอเตอร์วาล์วเพื่อควบคุมการให้น้ำแบบอัตโนมัติ จากเดิมที่ต้องเดินเปิด–ปิดวาล์วน้ำด้วยตนเอง ทำให้สามารถลดภาระด้านแรงงาน ประหยัดเวลา และเพิ่มความสะดวกบริหารจัดการน้ำในสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ สวนของ ชยพล ยังทำหน้าที่เป็นจุดถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีและแบ่งปันข้อมูลจากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศในพื้นที่ สามารถใช้เป็นตัวแทนข้อมูลของพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยให้เครือข่ายเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลสภาพอากาศและนำไปปรับประยุกต์ใช้วางแผนจัดการสวนได้อย่างเหมาะสม
“เมื่อก่อนไม่มั่นใจว่าระบบให้น้ำอัตโนมัติจะดีมั้ย แต่ตอนนี้มองกลับ เพราะวิกฤตของสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นทุกปี ผมคิดว่าระบบฯ จะช่วยได้เยอะ โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาทำงาน และลดแรงงาน”
แม้ ชยพล และ ประนอม จะเริ่มใช้ระบบฟาร์มรักษ์น้ำและสถานีตรวจวัดสภาพอากาศได้ไม่นาน แต่ทั้งคู่มองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สวนทุเรียนของพวกเขาได้ และพร้อมที่จะขยายพื้นที่ติดตั้งระบบฯ เพิ่มด้วย
“เราต้องไม่หยุดเรียนรู้ ถึงวันนี้สวนยังไม่เกิดปัญหา แต่อาจเกิดในอนาคต ต้องป้องกันให้ทัน” ประนอม กล่าวทิ้งท้าย
ทุเรียนเมืองแพร่: สู่เส้นทางเกษตรแม่นยำ
แม้อายุจะห่างกันกว่า 10 ปี และต่างก็ไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกร แต่เมื่อ พ.ต.ท.สุพัตร ชมพิทักษ์เดชา ข้าราชการตำรวจเกษียณ เจ้าของสวนท่านรอง อำเภอเมืองแพร่ และ รุ่ง สาครขำ เจ้าของสวนลุงดี อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ตัดสินใจเลือกเส้นทางเกษตร ทั้งสองต่างมุ่งมั่นเรียนรู้และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจ “ทุเรียน” พืชเศรษฐกิจที่พวกเขาเลือกปลูก
“ศึกษาและทดลองอยู่ 2 ปี ทำให้เห็นความสำคัญของดินและน้ำ แต่ก่อนไม่เชื่อเรื่องตรวจดิน ปรับปรุงดิน แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้ต้นทุเรียนงาม และทุเรียนไม่ต้องการน้ำเยอะ แต่ห้ามขาดน้ำ” อดีตนายตำรวจที่ตั้งใจทำเกษตรเป็นอาชีพหลังเกษียณ เล่าถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อผลผลิตทุเรียน หนึ่งในไม้ผลที่เขาเริ่มปลูกเมื่อปี พ.ศ. 2561 จากพื้นที่ 5 ไร่ และขยายเพิ่มเป็น 20 ไร่ในปัจจุบัน และเริ่มให้ผลผลิตได้ไม่นาน โดยเน้นพันธุ์หมอนทองซึ่งเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
ด้วยสภาพพื้นที่ราบและอยู่ไม่ไกลจากอำเภอเมือง ทำให้ “สวนท่านรอง” มีความพร้อมที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. และเป็นจุดเรียนรู้เทคโนโลยีระบบฟาร์มรักษ์น้ำ และสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ที่ไม่เพียงช่วยประหยัดต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ หรือแม้แต่ค่าแรง แต่ยังช่วยเติมเต็มความรู้สึกในช่วงวัยเกษียณ “คนเข้ามาเยี่ยมชมเราหนึ่งคน เราก็ได้เพื่อนเพิ่มหนึ่งคน เราจะได้ไม่เหงา”
หลังจาก พ.ต.ท.สุพัตร ปรับเปลี่ยนระบบท่อน้ำและขนาดหัวจ่ายน้ำให้เหมาะสม และใช้ระบบฟาร์มรักษ์น้ำมาร่วมปี เขาพบว่า สามารถเปิดให้น้ำได้ครั้งเดียวทั้งสวนในพื้นที่ 5 ไร่ ช่วยลดระยะเวลาการให้น้ำได้ถึง 60% และใช้ข้อมูลจากระบบฯ ช่วยตัดสินใจจัดการแปลงมากขึ้น จากเดิมที่อาศัยการสังเกตสภาพต้นหรือสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจไม่แม่นยำ และแม้จะเป็นผู้สูงวัย แต่เขาพร้อมเปิดรับเทคโนโลยี “อายุเยอะไม่เป็นอุปสรรค เทคโนโลยีช่วยให้สะดวกสบายขึ้นเสียอีก”
ขณะที่ รุ่ง เรียนรู้การทำสวนทุเรียนจากแปลง 5 ไร่ของญาติที่เขาอาสาดูแลเป็นแปลงทดลองทดสอบความรู้ที่ได้มา ก่อนมาดูแลแปลงของครอบครัว 8 ไร่บนพื้นที่ลาดชัน โดยมีสมุดบันทึกเป็นคู่มือการปลูกชั้นดีของสวนแห่งนี้
“เริ่มจากจดใส่ปฏิทินไว้แล้วย้ายมาลงสมุด จดอุณหภูมิ ความชื้นของแต่ละวันแต่ละช่วงการเจริญเติบโตไว้หมด เราจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น แล้วจัดการอย่างไร เป็นข้อมูลที่เอามาใช้คาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเพื่อวางแผนรับมือ และยังใช้วิเคราะห์ผลผลิตแต่ละปีด้วย” รุ่ง เล่าถึงข้อมูลที่บันทึกไว้โดยมีเทอร์โมมิเตอร์ขนาดเล็กเป็นแหล่งข้อมูล นอกจากนี้เขายังทำป้ายขนาดเล็กติดข้อมูลเหล่านี้ไว้ที่ทุเรียนแต่ละต้นด้วย รุ่ง จึงคุ้นเคยกับการใช้ข้อมูลเพื่อบริหารจัดการแปลงทุเรียน แม้เมื่อได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก สวทช. เขายังคงจดบันทึกข้อมูลสภาพอากาศจากระบบฟาร์มรักษ์น้ำเปรียบเทียบกับข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาไว้ด้วย ซึ่งพบว่ามีความใกล้เคียงกัน
ด้วยแปลงทุเรียนของ รุ่ง อยู่บนพื้นที่ลาดชันซึ่งยากต่อการให้น้ำได้สม่ำเสมอ อาศัยการให้น้ำจากที่สูงไหลมาที่ต่ำตามความลาดชันของพื้นที่ หลังได้รับเทคโนโลยีระบบฟาร์มรักษ์น้ำ เขาปรับเปลี่ยนมาใช้ปั๊มน้ำทำให้เพิ่มพื้นที่ให้น้ำมากขึ้น และใช้ข้อมูลความชื้นดินจากระบบฯ เพื่อให้น้ำทั้งแปลงจากที่ต้องวัดความชื้นดินแต่ละต้น รวมถึงปรับการให้น้ำตามระดับพื้นที่ด้านบนและล่างให้เหมาะสม ทำให้การติดดอกและติดผลดี ทำให้ปี พ.ศ. 268 เขาได้ผลผลิตรวมประมาณ 6 ตัน โดยเน้นจำหน่ายในชุมชนเป็นหลัก
มาวันนี้สภาพพื้นที่อาจไม่ใช่ข้อจำกัดของการเพิ่มประสิทธิภาพการทำสวนทุเรียนบนเขาอีกต่อไป เพราะด้วย “การเปิดรับเทคโนโลยีและพร้อมเรียนรู้ของเกษตร” ทำให้การทำสวนทุเรียนแม่นยำเกิดขึ้นได้จริง
# # #
ที่มา : หนังสือ “วิทย์พลิกชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำ สู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน”. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร. 2569.
