เรื่องโดย วีณา ยศวังใจ
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งบนถนนอย่างเงียบกริบและไร้ควันพิษกลายเป็นสัญลักษณ์ของนวัตกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนโลกมุ่งสู่ยุคพลังงานสะอาด แต่อีกด้านหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการขนส่งและเครื่องจักรกลหนัก รวมถึงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงแค่ เราจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานใหม่ได้เร็วแค่ไหน ? แต่เป็น เราจะจัดการกับพลังงานที่ยังต้องใช้อยู่ในปัจจุบันให้สะอาดขึ้นได้อย่างไร ? และหนึ่งในคำตอบของคำถามนี้คือ H-FAME
H-FAME นวัตกรรมก้าวข้ามขีดจำกัดไบโอดีเซล
H-FAME (เอช-เฟม) คือ น้ำมันไบโอดีเซลคุณภาพสูงหรือพรีเมียมไบโอดีเซล เป็นพลังงานทางเลือกสำคัญของภาคขนส่งในประเทศไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีเป้าหมายการปล่อยแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission)
แม้มีการใช้งานไบโอดีเซลมานานแล้ว เช่น B7, B20 แต่ด้วยข้อจำกัดบางประการของไบโอดีเซลทำให้ยังไม่สามารถใช้งานในสัดส่วนที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีการพัฒนา H-FAME ขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพของไบโอดีเซลทั่วไป โดยเฉพาะในด้านเสถียรภาพต่อการเกิดออกซิเดชันซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เชื้อเพลิงเสื่อมสภาพได้ง่าย
เทคโนโลยี H-FAME ยังช่วยรักษาค่าความเป็นกรดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแม้ผ่านการกักเก็บเป็นเวลานาน พร้อมทั้งลดการเกิดตะกอนที่อาจนำไปสู่การอุดตันในระบบเชื้อเพลิงและการเสื่อมสภาพของหัวฉีด จึงช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน H-FAME ยังคงรักษาจุดเด่นของไบโอดีเซลไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งด้านการลดมลพิษและฝุ่นละอองขนาดเล็ก และคุณสมบัติในการชะล้างสิ่งสกปรกภายในระบบเชื้อเพลิง จึงเป็นทางเลือกที่ทั้งสะอาดและตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาวได้ดี
จากแล็บสู่การใช้งานจริงบนท้องถนน
ประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต H-FAME อย่างต่อเนื่องโดยทีมวิจัยของศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อตอบโจทย์ด้านพลังงานของประเทศ รวมถึงการผลักดันการใช้งานไบโอดีเซลในรูปแบบ B100
เทคโนโลยีที่ สวทช. พัฒนาขึ้นใช้กระบวนการเพิ่มปริมาณไฮโดรเจนบางส่วน (partial hydrogenation) เพื่อปรับโครงสร้างโมเลกุลของไบโอดีเซลเดิมให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือไบโอดีเซลพรีเมียมที่มีความเสถียรสูงขึ้นและต้านทานการเสื่อมสภาพจากปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ดีกว่าไบโอดีเซลทั่วไปมากกว่า 3 เท่า
ปัจจุบันทีมวิจัยออกแบบระบบการผลิต H-FAME แบบต่อเนื่องในระดับกึ่งอุตสาหกรรม มีกำลังการผลิตประมาณ 500 ลิตรต่อวัน พร้อมทั้งได้ยื่นจดสิทธิบัตรสำหรับกรรมวิธีการผลิต H-FAME แล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังมีการหารือกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทยเพื่อขยายกำลังการผลิต เป้าหมายคือการพัฒนาไปสู่โรงงานสาธิตที่มีกำลังการผลิต 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน เพื่อรองรับการใช้งานจริงในภาคขนส่งและเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
Drop-in Fuel เติมปุ๊บ วิ่งได้ปั๊บ
สวทช.ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนหลายอุตสาหกรรมในการนำ H-FAME ไปทดสอบการใช้งานภาคสนามกับเครื่องจักรและยานยนต์หลายประเภท รวมปริมาณมากกว่า 3,000 ลิตร ไม่ว่าจะเป็นรถฟอร์กลิฟต์ เครื่องจักรก่อสร้าง รถบรรทุกสารเคมี ซึ่งมีการใช้งานได้สูงสุดในรูปแบบ B100 โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ และเครื่องยนต์ยังคงทำงานได้อย่างราบรื่น นั่นทำให้ H-FAME เป็นพลังงานทางเลือกที่โดดเด่น ด้วยความสามารถในการเป็นเชื้อเพลิงแบบ “drop-in fuel” หรือเชื้อเพลิงที่นำไปใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงใด ๆ ถือเป็นความเรียบง่ายที่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับศักยภาพการนำไปใช้ได้จริงมากแค่ไหน การที่ภาคธุรกิจเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดขึ้นได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนใหม่จำนวนมหาศาลจึงเป็นข้อได้เปรียบที่ชัดเจน
เชื้อเพลิงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มุ่งสู่ Net Zero
การใช้งาน H-FAME ช่วยลดการปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงร้อยละ 50 และลดการปล่อยฝุ่นควันขนาดเล็กได้สูงถึงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกและลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก เมื่อผนวกเข้ากับจุดเด่นในฐานะเชื้อเพลิงแบบ drop-in fuel ที่ใช้ได้ทันทีกับเครื่องยนต์ดีเซลเดิม จะทำให้ลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกได้อย่างรวดเร็วในวงกว้าง โดยเฉพาะในภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ที่ยังคงพึ่งพาดีเซลเป็นหลัก
H-FAME ยังมีบทบาทสำคัญในมิติเศรษฐกิจและนโยบายพลังงานของประเทศ เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ เช่น น้ำมันปาล์ม จะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ บรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และเสริมสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ในภาพรวม H-FAME จึงเป็นทั้งทางเลือกเชื้อเพลิงสะอาดและกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงนโยบายพลังงานของภาครัฐเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบที่ผลิตได้ในประเทศ กระจายรายได้สู่ภาคการเกษตร และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในเส้นทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำ H-FAME กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่สามารถเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่เป็นทางเลือกใหม่เพื่อโลกที่ยั่งยืนได้เช่นกัน





