เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยเทคโนโลยี เป็นหนึ่งโจทย์สำคัญจากการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (สท.) สวทช. และมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ นำมาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี “โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำและการบริหารจัดการการผลิต” ให้เกษตรกรเครือข่ายของมูลนิธิฯ ดังที่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรแก้มลิงหนองเลิงเปือย จำกัด[1] อำเภอร่องคำและอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ร่วมเรียนรู้และนำไปปรับประยุกต์ใช้ในช่วงปีที่ผ่านมา
[1]สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ภายใต้มูลนิธิฯ ขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ โดยมีจังหวัดกาฬสินธุ์ (อำเภอร่องคำ อำเภอกมลาไสย) เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งสถาบันฯ ได้ร่วมส่งเสริมและผลักดัน “กลุ่มเครือข่ายผักเพื่อสุขภาพหนองเลิงเปือย” ให้เกิดการจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร สอดคล้องนโยบาย “กาฬสินธุ์กรีนมาร์เก็ต” ของจังหวัด
“สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการกับ สวทช.[2] เป็นคนที่ส่งผลผลิตให้สหกรณ์ฯ ต่อเนื่อง มีรายได้ประจำจากการปลูกผัก มีทั้งคนที่มีโรงเรือนอยู่แล้วแต่อยากเพิ่มโรงเรือน และคนที่ไม่มีโรงเรือนเลย ซึ่งรูปแบบโรงเรือนต้นทุนต่ำของ สวทช. ไม่ซับซ้อน มีขนาด 4×15 เมตร ใช้วัสดุในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ มีความแข็งแรง ชาวบ้านสร้างเองได้” รัตติยา โพธิ์แก้ว หัวหน้าพื้นที่ต้นแบบจังหวัดกาฬสินธุ์ มูลนิธิฯ เล่าถึงความสนใจโรงเรือนปลูกพืชของสมาชิกสหกรณ์ฯ โดยมีสมาชิก 15 คนเข้าร่วมโครงการกับ สวทช. ไม่เพียงเป็นสมาชิกที่ส่งผลผลิตผักสม่ำเสมอ แต่มีพื้นที่ที่เหมาะสมและสามารถร่วมลงทุนสร้างโรงเรือนด้วยได้
“อยากได้โรงเรือนเพิ่ม หน้าฝนจะได้มีพื้นที่ปลูกเพิ่ม” ปวีณา ระวิวรรณ เกษตรกรบ้านธนบุรี ตำบลโพนงาม อำเภอกมลาไสย ซึ่งผลิตผักในโรงเรือนปลูกพืชโครงสร้างเหล็กที่ได้รับการสนับสนุนจากจังหวัดอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นรูปแบบโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำของ สวทช. ที่พร้อมด้วยพลาสติกคลุมหลังคา ทำให้เธอสนใจลงชื่อร่วมโครงการ ขณะที่ สีทัศ ระวิชัย ได้เข้าร่วมเนื่องจากมีสมาชิกสละสิทธิ “ถือว่าโชคดีของเราที่ได้โรงเรือนเพิ่ม”
[2] ดำเนินงานภายใต้โครงการ “การยกระดับเครือข่ายผู้ผลิตผักปลอดภัย/อินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีโรงเรือนและการบริหารจัดการผลิตพืชผัก ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ปีที่ 2” สนับสนุนงบประมาณโดย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
ไม่แตกต่างจาก เรืองสิน เขตอาดูล เกษตรกรบ้านหนองอีกุ้ม ตำบลโคกสมบูรณ์ อำเภอกมลาไสย ที่เปลี่ยนรายได้หลักจากนาข้าวเป็นสวนผักมาแล้ว 4 ปี และต้องการเพิ่มจำนวนโรงเรือนปลูกพืชจากที่มีอยู่แล้ว 3 โรงเรือน เพื่อรองรับการผลิตในหน้าฝนและความต้องการของตลาด
“เดี๋ยวนี้ทำนาแค่พอไว้กินเอง ทำสวนผักมีรายได้ทุกวัน มีตลาดสหกรณ์ ตลาดชุมชน มีโรงเรือนเพิ่มจะได้มีพื้นที่ปลูกผักให้ได้ตามที่ตลาดต้องการ”
ขณะที่ความต้องการเพิ่มจำนวนโรงเรือนปลูกพืช กลับไม่ใช่เหตุผลหลักของ เชิดชัย นาเรียงรัตน์ บ้านโนนสามัคคี ตำบลสามัคคี อำเภอร่องคำ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ด้วยเขามีโรงเรือนปลูกพืชหลังคาสองชั้นรูปแบบของ สวทช.[3] อยู่แล้วสองโรงเรือนที่ได้จากโครงการแปลงใหญ่ไม้ดอกไม้ประดับ
“อยากได้ความรู้จาก สวทช. ถึงได้สมัครร่วมโครงการ เคยไปดูงานที่สวนปันบุญ ทำให้รู้จัก สวทช. เขาใช้โรงเรือนหลังคาสองชั้นปลูกผักได้ดี ก็อยากได้ พอมีงบสนับสนุนโรงเรือน ก็เลยทำ แต่พอมีแล้วก็ยังใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มที่”
[3] โรงเรือนปลูกพืชหลังคา 2 ชั้น โครงสร้างเหล็กกัลวาไนซ์ ขนาดโรงเรือน 6×24 เมตร
สมาชิกสหกรณ์ฯ ทั้ง 4 คนต่างมีประสบการณ์การใช้โรงเรือนปลูกพืชอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำของ สวทช. มีขนาดเหมาะสม ระบายอากาศได้ดี และที่สำคัญเกษตรกรสามารถสร้างเองได้
“เจ้าหน้าที่ สวทช. มีประสบการณ์สร้างโรงเรือนกับเกษตรกรที่อื่นมาแล้ว ก็จะเห็นว่าอะไรที่ควรต้องเน้นย้ำเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาภายหลัง สมาชิกฯ ได้เรียนรู้ไปด้วย ต่อไปถ้าเขามีทุน เขาก็สามารถใช้องค์ความรู้นี้ไปขยายเพิ่มเองได้” รัตติยา เล่าถึงการทำงานของ สวทช. ในช่วงที่ลงพื้นที่ติดตามและให้คำแนะนำการสร้างโรงเรือนกับสมาชิกสหกรณ์ฯ อย่างใกล้ชิด
นอกจากองค์ความรู้การสร้าง “โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำ” สมาชิกสหกรณ์ฯ ยังได้เรียนรู้การบริหารจัดการการผลิต เพื่อให้การปลูกพืชในโรงเรือนเกิดประสิทธิภาพเต็มที่
“การตรวจดิน” เป็นองค์ความรู้สำคัญที่เกษตรกรทั้งสี่รายได้มีโอกาสใช้เครื่องมือวัดค่า pH และค่า EC ในดิน ทำให้รู้คุณภาพดินของตัวเองและเรียนรู้การปรับปรุงดินให้เหมาะสมสำหรับพืชที่จะปลูก ดังที่ เรืองสิน สะท้อนว่า ไม่เคยตรวจดินมาก่อน พอรู้ว่าดินมีสภาพเป็นกรดให้ใช้โดโลไมท์ปรับปรุงดิน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มค่า pH ให้เหมาะสมแล้ว ยังเติมธาตุอาหารรองอย่างแคลเซียมและแมกนีเซียมด้วย หรือเรื่องปุ๋ยได้รู้ว่าต้องหมักปุ๋ยให้สมบูรณ์ก่อนเอามาใช้ ซึ่งที่ผ่านมาเธอใส่มูลวัวเลย
“ให้ปลูกพืชที่เราถนัด แล้วไม่ปลูกซ้ำแปลงเดิม ถ้าซ้ำจะเกิดโรคง่าย” สีทัศ เล่าถึงคำแนะนำการเลือกชนิดพืชที่ปลูกในโรงเรือน เป็นความรู้ใหม่ที่เธอได้ สอดคล้องกับประสบการณ์ของ ปวีณา ที่ไม่เปลี่ยนชนิดพืช ผลผลิตรอบถัดมาจึงไม่ได้คุณภาพ “เดี๋ยวนี้ปลูกคะน้า ต้นหอม ผักชีจีน ผักบุ้ง ขึ้นฉ่าย สลับกัน ไม่เจอโรค และเป็นผักที่ส่งสหกรณ์ฯ ชาวบ้านในพื้นที่และแม่ค้าก็ซื้อ”
นอกจากความถนัดแล้ว ชนิดพืชที่ปลูกยังสอดคล้องกับความต้องการของสหกรณ์ฯ และตลาดอื่นๆ ของแต่ละคน ดังที่ เรืองสิน บอกว่า ดูออเดอร์จากสหกรณ์ฯ เป็นหลัก โดยสวนของเธอเป็นแปลงหลักที่ปลูกแตงส่งโรงพยาบาล และมีผักชนิดอื่นที่แม่ค้ามารับซื้อ เช่น คะน้า ขึ้นฉ่าย ต้นหอม
รัตติยา เสริมว่า สหกรณ์ฯ มีตลาดหลัก 2 แห่ง คือ แม็คโครและโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ชนิดผักที่ตลาดต้องการ เช่น เคล สวิทชาร์ต ขึ้นฉ่าย สลัด คะน้า ผักชี มะระ ซึ่งสถาบันฯ ได้ส่งเสริมมาตรฐานการรับซื้อผักแต่ละชนิดให้สมาชิก ทำให้แต่ละคนรู้สเปคผักที่ตลาดต้องการ
หลังสร้างโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำเสร็จเดือนสิงหาคมซึ่งยังอยู่ในช่วงฤดูฝน ปวีณา เลือกปลูกผักชีจีน ต้นหอม ผักบุ้ง มีรายได้ 3,000-4,000 บาท ขณะที่ สีทัศ ทดลองปลูกผักสลัดคอส แม้จะไม่มีออเดอร์จากสหกรณ์ฯ ในช่วงนั้นก็ตาม “ลองดู ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ให้เป็ด” ซึ่งผลผลิตรอบแรกมีแม่ค้ามารับซื้อให้ราคากิโลกรัมละ 70 บาท สร้างรายได้กว่า 7,000 บาท
สำหรับ เชิดชัย เลือกปลูกมะเขือเทศเชอรี่พันธุ์แดงโกเมน[4] จากที่เคยลองปลูกครั้งแรกให้ผลผลิตน้อย เมื่อปลูกในโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำและได้รับความรู้การบริหารจัดการแปลงมะเขือเทศ ทำให้เขาสามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้นานถึง 5 เดือน รวมกว่า 100 กิโลกรัม จำหน่ายกิโลกรัมละ 100 บาท แม้ไม่ใช่ชนิดผักที่สหกรณ์ฯ รับซื้อ แต่กลายเป็นที่ต้องการของลูกค้าในพื้นที่
“ครั้งแรกปลูกช่วงเข้าฤดูร้อน ไม่ได้ดูแลจัดการ ปล่อยต้นเลื้อย พอครั้งนี้ปลูกในโรงเรือนต้นทุนต่ำ พื้นที่ไม่มาก ปรุงดินได้เต็มที่ จัดการแปลงง่าย แล้วได้ความรู้การตัดแต่งกิ่งที่มีผลต่อขนาดลูก จำนวนลูก ทำให้มีผลผลิตต่อเนื่อง”
นอกจากองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่สมาชิกสหกรณ์ฯ ได้รับแล้ว การให้คำแนะนำผ่านช่องทางกรุ๊ปไลน์และการลงพื้นที่ติดตามของเจ้าหน้าที่ สวทช. และผู้เชี่ยวชาญ เป็นกระบวนการทำงานที่ รัตติยา มองว่าสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกษตรกรไม่น้อย
“กลุ่มไลน์มีความเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นทางการ เกษตรกรกล้าถาม อาจารย์หรือเจ้าหน้าที่ให้คำตอบได้เร็ว หรือเวลาตรวจแปลง เกษตรกรได้ไปดูแปลงคนอื่นด้วย ได้เห็นข้อดีข้อเสีย ได้ร่วมแลกเปลี่ยน ทำให้เขาได้ความรู้เพิ่มที่จะไปพัฒนาแปลงตัวเอง เป็นรูปแบบการส่งเสริมที่ต่างจากที่เคยทำ เป็นเรื่องดีที่เราสามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานของเราต่อไปได้”
การถ่ายทอดเทคโนโลยี “โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำ” ที่แฝงไปด้วยองค์ความรู้การผลิตพืช ไม่เพียงเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตให้สหกรณ์การเกษตรแก้มลิงหนองเลิงเปือย จำกัด หากสิ่งสำคัญกว่านั้น คือ การเพิ่มพูนทักษะและความรู้การทำเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการให้สมาชิกสหกรณ์ฯ ที่เป็นดังอาวุธทางปัญญาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นได้
[4] เป็นสายพันธุ์ที่พัฒนาโดยนักวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. มีลักษณะเด่น คือ ผลสีแดงสด ทรงกระบอก ผลดก รสชาติหวานกรอบ ต้านทานโรคใบหงิกเหลืองได้ดี
# # #
ที่มา : หนังสือ “วิทย์พลิกชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำ สู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน” . สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร. 2569.
