พลังความร่วมมือ สู่ “ศูนย์เรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ระดับชุมชน: ถั่วเขียว KUML”

พลังความร่วมมือ สู่ “ศูนย์เรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ระดับชุมชน: ถั่วเขียว KUML”

“เมล็ดพันธุ์ที่ดีไม่ได้มาจากที่อื่น แต่มาจากเราเอง” บทเรียนที่ ฐิตินัย เสนาสุ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำเกลี้ยง และสมจิตร ศรีขอดเขต ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ชุมชนตำบลน้ำเกลี้ยง อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ได้เรียนรู้ร่วมกัน หลังพบว่าแปลงใหญ่ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีพันธุ์ปนมากจากเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับแจกมา และเป็นจุดเริ่มต้นให้พวกเขาเรียนรู้การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและยกระดับเป็นศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ชุมชนในปี พ.ศ. 2566 ก่อนจะเพิ่มการผลิตเมล็ดพันธุ์ถั่วลิสงและถั่วเขียว KUML8 ในเวลาต่อมา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร นายฐิตินัย เสนาสุ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ นางสมจิตร ศรีขอดเขต ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ชุมชนตำบลน้ำเกลี้ยง อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ “ถั่วเขียว KUML8 เมล็ดใหญ่ สวย ผลผลิตต่อไร่สูง แต่หาพันธุ์ค่อนข้างลำบาก ยังไม่มีกลุ่มหรือหน่วยงานไหนทำเป็นเมล็ดพันธุ์จริงจัง

“พริกแม่คำมีปง” ผลผลิตชุมชนสู่ “พริกคุณภาพ” ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี

“พริกแม่คำมีปง” ผลผลิตชุมชนสู่ “พริกคุณภาพ” ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี

“มีความสุขเวลาเห็นพริกเติบโต และมีความสุขที่สุดตอนที่ตลาดรับซื้อบอกว่าพริกสวย ไม่เน่า ไม่มีสารตกค้าง” คำตอบจาก ปรียา อุดขันจริง ประธานวิสาหกิจชุมชนพริกแปลงใหญ่แม่คำมีปงเจริญ ตำบลแม่คำมี อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ เมื่อถามถึงความสุขของการปลูกพริก หลังเจ็บป่วยจากอาการกระดูกทับเส้นประสาท ปรียา ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ กลับมาปักหลักค้าขายและทำนาอยู่เกือบ 10 ปี ก่อนตัดสินใจปลูกพริกเมื่อปี พ.ศ. 2560 ซึ่งให้รายได้ที่สูงกว่าข้าว และเป็นพืชที่ชุมชนปลูกกันมาเนิ่นนาน “สมัยก่อนยังเป็นหุบเขา ถนนไม่มี การซื้อขายด้วยเงินเข้าไม่ถึง ใช้วิธีแลกเปลี่ยนสินค้ากันปีละครั้ง เกลือจากน่าน ปลาร้าจากพะเยา กระเทียมจากลำพูน แต่ถ้าพริกแห้งก็ต้องจากแพร่ ใครอยากได้อะไรก็แจ้งกันล่วงหน้า ทำให้เกิดการวมกลุ่มตามธรรมชาติเพื่อผลิตให้ได้ตามจำนวน” ปรียา ย้อนความทรงจำเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน เธอยังจำภาพที่ได้นั่งเกวียนของพ่อ บรรทุกข้าว ถั่วเหลือง

เมื่อ “ศูนย์ดินปุ๋ยชุมชน” ยกระดับมันสำปะหลังอินทรีย์ด้วย “ชุดวิเคราะห์ดินแบบพกพา”

เมื่อ “ศูนย์ดินปุ๋ยชุมชน” ยกระดับมันสำปะหลังอินทรีย์ด้วย “ชุดวิเคราะห์ดินแบบพกพา”

“ดินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการทำเกษตร ตรวจดินทำให้รู้ว่าดินขาดอะไร ต้องใส่ปุ๋ยแค่ไหน ทำให้ลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้” วินัย กระฉอดนอก ประธานศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนบ้านร่องคันแยง ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี สะท้อนความสำคัญของการตรวจดินที่สัมพันธ์กับต้นทุนการใช้ปุ๋ย ไม่ต่างจาก หนูนา หลวงไชย์ ประธานศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนนาคาย ตำบลนาคาย อำเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี ที่เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของชาวบ้านในพื้นที่ว่า “ชาวบ้านสนใจตรวจดินมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าได้ผลผลิตเยอะ ใช้ปุ๋ยน้อยลง จากที่ใส่ปุ๋ยตามๆ กัน ก็รู้แล้วว่าต้องใส่เท่าที่พืชต้องการ ไม่ต้องลงทุนเยอะ” “การจัดการดินและปุ๋ยอินทรีย์อย่างเหมาะสม” เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังอินทรีย์[1]ได้รับการถ่ายทอดความรู้ผ่านแปลงต้นแบบการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งให้ผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์เพิ่มขึ้น 1 ตันต่อไร่[2] เมื่อบวกกับราคารับซื้อที่สูงกว่ามันสำปะหลังเคมี จึงเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรให้ความสำคัญกับการจัดการดินและปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น “แต่ก่อนตรวจดินต้องส่งไปไกล กว่าจะรู้ผลก็นาน พอมี ศดปช.[3] ชาวบ้านเอาดินมาส่งตรวจ ก็รู้ผลได้เลยก่อนมาทำมันสำปะหลังอินทรีย์ เราก็ตรวจดินกันอยู่แล้ว

“ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช” ต้นทางกล้าไม้คุณภาพของจังหวัดแพร่

“ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช” ต้นทางกล้าไม้คุณภาพของจังหวัดแพร่

“กล้าไม้คุณภาพ ตรงตามสายพันธุ์” เป็นสิ่งที่ ศักดิ์ชาย ดำรงเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมด้านป่าไม้จังหวัดแพร่ ตระหนักดีว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการได้ไม้คุณภาพที่สร้างมูลค่า สร้างรายได้ให้เกษตรกร อีกทั้งยังสร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรป่าไม้ของจังหวัดแพร่ด้วย “แพร่เป็นแหล่งผลิตกล้าไม้ แต่ที่ผ่านมาใช้การเพาะเมล็ดเป็นหลัก ไม่รู้แหล่งที่มาและไม่ทราบถึงคุณภาพของกล้าไม้ ทั้งเรื่องความสมบูรณ์และความหลากหลายทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่ออัตราการเจริญและพัฒนาของต้นกล้า ซึ่งเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้มั่นใจได้ว่าได้กล้าตรงตามสายพันธุ์” “การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช” จาก สวทช. โดยสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) จึงเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2567 เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันนวัตกรรมป่าไม้จังหวัดแพร่[1] โดย สท. ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช” ให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ โดยมี ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เป็นวิทยากรให้ความรู้ สท. ได้ร่วมออกแบบและวางแผนการผลิตพืชให้ทางสถาบันฯ นำมาสู่การจัดตั้ง “ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช” ในเดือนมกราคม

“ปทุมมา” ปลูกความงาม เก็บเกี่ยวรายได้และความสุข

“ปทุมมา” ปลูกความงาม เก็บเกี่ยวรายได้และความสุข

“ดอกปทุมมาสวย คิดว่าจะเป็นรายได้ให้เราได้” ความคิดแรกของ บุญธรรม ประดิษฐ์เดช หรือ แม่แดง เกษตรกรวัย 65 ปี จากตำบลท่าลี่ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมื่อครั้งได้เห็นปทุมมาครั้งแรก ไม่ต่างจาก สัญญา สระศรี หรือ ตาอี๋ เกษตรกรกรจากตำบลบ้านขาว อำเภอเมือง ที่ต้องมนต์ความสวยของปทุมมาไม่แพ้กัน “อยากเปิดโอกาสให้ตัวเอง ให้มีอะไรที่เป็นรายได้เพิ่มได้ ก็คิดว่าไปศึกษาดูไม่เสียหาย เห็นดอกปทุมมาครั้งแรก ว้าวเลย สวย อยากได้ ตื่นเต้น ที่ผ่านมารู้จักแต่ดอกกระเจียว เป็นกระเจียวหวานที่กินได้ ถ้าปลูกปทุมมาแล้วพอมีรายได้ ก็น่าจะดี เพราะในพื้นที่ชาวบ้านนิยมซื้อดอกไม้ไปไหว้พระ คิดแค่ว่าเผื่อจะขายได้”  ตาอี๋ ย้อนความไปเมื่อปี พ.ศ. 2566

สานพลังยกระดับเกษตรกรไทย ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรม “โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำ”

สานพลังยกระดับเกษตรกรไทย ติดอาวุธทางปัญญาด้วยนวัตกรรม “โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำ”

เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยเทคโนโลยี เป็นหนึ่งโจทย์สำคัญจากการสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (สท.) สวทช. และมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ นำมาสู่การถ่ายทอดเทคโนโลยี “โรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำและการบริหารจัดการการผลิต” ให้เกษตรกรเครือข่ายของมูลนิธิฯ ดังที่สมาชิกสหกรณ์การเกษตรแก้มลิงหนองเลิงเปือย จำกัด[1] อำเภอร่องคำและอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ร่วมเรียนรู้และนำไปปรับประยุกต์ใช้ในช่วงปีที่ผ่านมา [1]สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ภายใต้มูลนิธิฯ ขับเคลื่อนงานเชิงพื้นที่ โดยมีจังหวัดกาฬสินธุ์ (อำเภอร่องคำ อำเภอกมลาไสย) เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบ ซึ่งสถาบันฯ ได้ร่วมส่งเสริมและผลักดัน “กลุ่มเครือข่ายผักเพื่อสุขภาพหนองเลิงเปือย” ให้เกิดการจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตร สอดคล้องนโยบาย “กาฬสินธุ์กรีนมาร์เก็ต” ของจังหวัด น.ส.รัตติยา โพธิ์แก้ว หัวหน้าพื้นที่ต้นแบบจังหวัดกาฬสินธุ์ มูลนิธิปิดทองหลังพระ นางปวีณา ระวิวรรณ เกษตรกรบ้านธนบุรี ต.โพนงาม อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์ นางสีทัศ

60+ ปลูกสุขกินได้: เกษียณสำราญด้วยผักอินทรีย์

60+ ปลูกสุขกินได้: เกษียณสำราญด้วยผักอินทรีย์

ไม่ได้คิดว่าเกษตรเป็นงานหนัก คิดแค่ว่าร่างกายเราเท่านี้ เราไม่ทำฝืนร่างกายตัวเอง เราเรียนรู้มาเรื่อยๆ ที่จะทำในระดับที่เพียงพอกับความสุขของเรา -สุดารัตน์ ประเสริฐลาภ- “เป้าการทำเกษตร ความสุขล้วนๆ และได้กินอาหารที่ปลอดภัย” สุดารัตน์ ประเสริฐลาภ หรือ ป้าหมอสาว วัย 62 ปี บอกถึงเป้าหมายบนเส้นทางเกษตรในช่วงบั้นปลายชีวิต ที่มี พิทักษ์ ประเสริฐลาภ วัย 67 ปี คู่ชีวิตและคู่คิดร่วมเคียงข้างบนพื้นที่ 2 ไร่ของ “สวนสบายใจเกษตรอินทรีย์” ต.บ้องตี้ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี การเดินทางร่วมชั่วโมงจากตัวเมืองกาญจนบุรี ผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวแลเห็นเทือกเขาตะนาวศรีแนวพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทย-เมียร์มาไม่กี่สิบกิโลเมตร เป็นความคุ้นชินของ ป้าหมอสาว ที่เติบโตและทำงานในพื้นที่มาตลอด ก่อนจะเกษียณในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ขณะที่ ลุงพิทักษ์ อดีตรองผู้บังคับกองร้อย

“มะลิร้อยรัก” ลายผ้าอัตลักษณ์ชุมชนบ้านดอนลี่ น้อมรำลึก “สมเด็จพระพันปีหลวง”

“มะลิร้อยรัก” ลายผ้าอัตลักษณ์ชุมชนบ้านดอนลี่ น้อมรำลึก “สมเด็จพระพันปีหลวง”

“ผ้าไหมคือชีวิตของยาย ยายจะทอจนไม่มีแรง เพราะนี่คือสิ่งที่ยายรักที่สุด” คำบอกเล่าจาก น้อย ผ่อนผาแดง หรือ ยายน้อย หญิงชราวัยย่าง 80 ปี สมาชิกรุ่นบุกเบิกของกลุ่มทอผ้าไหมศิลปาชีพบ้านดอนหลี่ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม สะท้อนถึงความผูกพันที่มีต่อผ้าไหม งานหัตถศิลป์ที่เธอคลุกคลีมาแต่เยาว์วัย จนเป็นกำลังสำคัญของชุมชนที่สืบสานภูมิปัญญาการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมพื้นบ้านจนถึงปัจจุบัน กว่า 20 ปีแล้วที่ชาวบ้านดอนลี่ได้รวมตัวเป็น กลุ่มทอผ้าไหมศิลปาชีพบ้านดอนหลี่ เพื่อสืบทอดการทอผ้าไหมมัดหมี่ของชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของโครงการศูนย์ศิลปาชีพโดย “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์”[1] ที่ได้สร้างอาชีพ สร้างรายได้และสืบสานภูมิปัญญาของชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งครั้งหนึ่ง ยายน้อย และลูกสาว ได้มีโอกาสถวายผ้าไหมฝีมือชาวบ้านแด่สมเด็จพระพันปีหลวง นับเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิต [1] โครงการศูนย์ศิลปาชีพ โดย “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์” ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” “ยายน้อย”

หอมแขกอินทรีย์ พลิกชีวิตคนทำเกษตร

หอมแขกอินทรีย์ พลิกชีวิตคนทำเกษตร

สภาพเศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่หลายปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี พ.ศ. 2540 ทำให้ ทองอาน-หนูกร ไชยรส สองสามีภรรยา ตัดสินใจคืนถิ่นบ้านเกิดที่หนองคาย หลังปักหลักรับเหมาตกแต่งภายในที่เมืองกรุงนานหลายปี      ทองอาน-หนูกร กลับมาเริ่มต้นทำเกษตรบนที่ดิน ส.ป.ก. ในต.อุดมพร อ.เฝ้าไร่ จ.หนองคาย ลองผิดลองถูกกับพืชผักหลากชนิดทั้งแตงกวา ถั่วฝักยาว ฟักทอง กระเทียม ปลูกขายเป็นรายได้ของครอบครัว จนเมื่อปี พ.ศ. 2563 สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดหนองคาย และ สวทช.[1] เข้ามาแนะนำให้รู้จัก “หอมแขก” พร้อมกับส่งเสริมการปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ [1] สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ดำเนินงานโครงการ “การยกระดับกลุ่มเกษตรกรด้วยความรู้และเทคโนโลยีการผลิตหอมแขกคุณภาพ” เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านการผลิตหอมแขกที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและได้มาตรฐานตามหลักวิชาการ ผ่านการจัดทำแปลงสาธิตและยกระดับกลุ่มเกษตรกรให้เป็นผู้ผลิตหอมแขกผลสดคุณภาพ สร้างผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพและสามารถเชื่อมโยงกับตลาดได้