คอลัมน์ประจำ เรื่องเล่าเราโลก

ประวัติย่อและภูมิศาสตร์ของช่องแคบฮอร์มุซ

เรื่องโดย ผศ. ดร.ภาณุ ตรัยเวช และกัญจน์นรี ช่วงฉ่ำ


“ชายหญิงทั้งผองประหนึ่งแขนขาร่างเดียวกัน
กำเนิดแสงมลังเมลือง ไข่มุกแห่งพระเจ้า”

กวีชาวอิหร่านในศตวรรษที่ 13 ซาดี ชิราไซ (Saadi Shirazi) เดินทางไปทั่วอ่าวเปอร์เซีย จากลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติสไปสุดปลายช่องแคบฮอร์มุซ มิตรจิตมิตรใจของผู้คนดลบันดาลให้เขาเขียนบทกวีชิ้นนี้

ประวัติศาสตร์ของอ่าวเปอร์เซียเริ่มต้นตั้งแต่ 250 ล้านปีที่แล้ว ก่อนโลกเราจะมีมนุษย์เสียอีก มหาสมุทรเททิส (Tethys) ตั้งอยู่ระหว่างแผ่นดินทางตอนเหนือและตอนใต้ พอแผ่นเปลือกโลกแอฟริกา อาระเบีย และยูเรเซียบีบตัวเข้าหากัน มหาสมุทรคับแคบลง กลายเป็นพื้นที่ชอุ่มน้ำเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิต ซากสัตว์ซากพืชทับถม ไหลมารวมกันกลายเป็นบ่อน้ำมัน


อ่าวเปอร์เซีย

ประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว ระดับน้ำทะเลต่ำกว่าตอนนี้ อ่าวเปอร์เซียเป็นที่ราบหุบเขาอันอุดมสมบูรณ์ บรรพบุรุษมนุษย์อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้ (นักวิทยาศาสตร์บางคนเรียกตะวันออกกลางว่า “เปลแห่งที่สองของมนุษยชาติ”) พออุณหภูมิโลกสูงขึ้น น้ำแข็งละลาย น้ำทะเลไหลเข้าไหลออกหุบเขา น้ำท่วมขึ้นอย่างต่อเนื่อง บรรพบุรุษจำนวนมากเสียชีวิต คนที่เหลือรอดต้องออกเดินทางหาที่อยู่ใหม่ นี่อาจเป็นสาเหตุว่าทำไมหลากหลายอารยธรรมโบราณ ยิว บาบิโลน หรืออินเดีย ถึงมีตำนานกำเนิดโลกจากน้ำท่วม

อ่าวเปอร์เซียเริ่มมีระดับน้ำและรูปร่างหน้าตาอย่างในปัจจุบัน เมื่อ 4,000 ปีที่แล้วนี้เอง ชาวบาบิโลนเรียกดินแดนแถบนี้ว่า “ทะเลขม” เพราะน้ำเค็มกว่าที่อื่น สาเหตุหนึ่งเพราะความตื้น น้ำทะเลในอ่าวลึกโดยเฉลี่ยแค่ 50 เมตรเท่านั้น (ลึกเท่ากับอ่าวไทย และเทียบกับทะเลเมอร์ดิเตอเรเนียนที่เกิดจากมหาสมุทรเททิสเหมือนกัน แต่ลึกถึง 1,500 เมตร) ภูมิศาสตร์ของอ่าวประกอบไปด้วยพื้นที่สุดโต่งสามแบบ ชายฝั่งตะวันตกคือทะเลทรายอาหรับ ตอนเหนือคือที่ราบลุ่มชายเลนแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส ชายฝั่งตะวันออกคือหน้าผาสูงชัน ทางใต้คือช่องแคบฮอร์มุซ ทางออกเดียวสู่มหาสมุทรอินเดีย

แตกต่างจากแหล่งอารยธรรมโบราณอื่น ๆ อ่าวเปอร์เซียแทบไม่มีการเกษตร เพราะความแห้งแล้งของทะเลทราย อาชีพหลักของผู้คนคือการล่องเรือ งมหอยมุก ค้าขายทางทะเล เพราะภูมิศาสตร์แตกต่างกันอย่างสุดโต่ง ไม่มีอาณาจักรใดยึดครองทั้งอ่าวเป็นของตัวเองได้ นี่คือดินแดนแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย

ข้อพิสูจน์ว่าดินแดนแถบนี้เคยชอุ่มน้ำอุดมสมบูรณ์แค่ไหนคือ ปัจจุบันถึงกับมีน้ำพุน้ำจืดพุ่งออกมาจากทะเล กะลาสีสมัยก่อนรู้ดีว่าบริเวณชายฝั่งตะวันตก เรือสามารถแวะพักเติมน้ำจืดกลางทะเลได้ น้ำจืดผสมกับน้ำเค็มทำให้ทะเลมีสองสี ในภาษาอาหรับ คำว่า “สองทะเล” คือ “บาห์เรน” ปัจจุบันเป็นทั้งชื่อเกาะและชื่อประเทศ เกาะบาห์เรนในอดีตเป็นเมืองท่าอันโด่งดัง ดึงดูดเรือสินค้าจากมหาสมุทรอินเดีย

บาห์เรนเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมดิลมัน (Dilmun) อารยธรรมโบราณก่อนคริสตกาล มีศูนย์กลางอยู่ชายฝั่งตะวันตกของอ่าวเปอร์เซีย นอกจากเกาะบาห์เรน ยังมีเมืองท่าอื่น ๆ อีกมากมาย และไม่ใช่ท่าเรือเท่านั้น แต่ยังรวมถึงท่าทะเลทรายด้วย ทางฝั่งตะวันตกของอ่าวคือทะเลทรายอาระเบีย ในหลายด้านการล่องสำเภาข้ามมหาสมุทรคล้ายคลึงกับการบังคับฝูงอูฐเดินทางข้ามทะเลทราย น้ำจืดคือปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย กัปตันเรือและนายกองคาราวานต่างอ่านแผนที่ท้องฟ้า ใช้ดวงดาวบอกทิศทาง อุปสรรคอีกอย่างที่เหมือน ๆ กันคือโจรสลัดและโจรทะเลทราย เมืองท่าดิลมันเปิดรับพ่อค้าที่เดินสำเภามาจากแอฟริกาตะวันออก จากอินเดีย ขณะเดียวกันก็เปิดรับกองคาราวานจากอียิปต์ ยุโรป และจีน นอกจากน้ำพุน้ำจืดอันโด่งดัง สตราโบ (Strabo) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก ยังบันทึกเรื่องราวของน้ำพุน้ำมัน คนโบราณใช้น้ำมันเป็นอุปกรณ์ก่อสร้าง เอาไปผสมกับอิฐให้สิ่งปลูกสร้างทนทาน เอาไปทาด้านข้างเรือเพื่อช่วยกันน้ำ


เหรียญเงินโบราณของอารยธรรมดิลมัน
ที่มาภาพ : Metropolitan Museum of Art via Wikimedia Commons

ด้านเหนือของอ่าวเปอร์เซียเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส พื้นที่ป่าชายเลนกว้างใหญ่ ลึกเข้าไปจากชายฝั่งคือที่ตั้งของมหานคร ทั้งบาบิโลน เมืองหลวงของอาณาจักรเมโสโปเตเมีย และแบกแดด เมืองหลวงของอิสลาม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำนี้ แต่เมืองหลวงก็แบบหนึ่ง เมืองท่าเรือก็อีกแบบหนึ่ง ที่ราบลุ่มไทกริส-ยูเฟรติสคือบริเวณเดียวรอบอ่าวนี้ที่ชุ่มชื้นพอจะทำการเกษตรได้ ที่ไหนมีการเกษตร ที่นั่นก็ต้องมีการจัดสรรกำลังพล มีการเก็บภาษี สร้างกฎหมายควบคุมผู้คน สร้างกองทัพเพื่อปกป้องเขตแดนจากผู้รุกราน แต่ในเมืองชายฝั่งที่ผู้คนค้าขายเป็นหลัก พ่อค้ามีอิสระกว่า รวมถึงมีความอดทนอดกลั้นต่อวัฒนธรรมที่หลั่งไหลเข้ามาด้วย คนหลากหลายศาสนา ยิว คริสต์ ฮินดู รวมถึงพุทธใช้ชีวิตอยู่ในเมืองชายฝั่งอย่างปลอดภัย

ถ้าบาบิโลนหรือแบกแดดพยายามควบคุมเมืองชายฝั่ง เก็บภาษีสูงขึ้น หรือสั่งห้ามประกอบพิธีกรรมบางศาสนา พ่อค้าที่ไม่พอใจจะไม่ลุกฮือต่อต้าน พวกเขาแค่ย้ายสำเภาไปค้าขายที่เมืองอื่น เมืองท่าเมืองหนึ่งอาจจะล่มสลายไป แต่จะมีเมืองใหม่ ๆ ผุดขึ้นมาแทน ไม่ช้าเหล่ากษัตริย์จะเริ่มตระหนักว่า ปล่อยให้พ่อค้าทำธุรกิจ และนับถือศาสนาที่พวกเขาอยากนับถือ จะส่งผลดีต่อทุกฝ่ายมากที่สุด

ชายฝั่งตะวันออกของอ่าวเปอร์เซียเป็นหน้าผาสูงชัน แทบไม่มีพื้นที่สำหรับสร้างเมือง อย่างไรก็ดี ยิ่งเป็นหน้าผา ยิ่งทะเลลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมาะกับการจอดเรือ ซิราฟ (Siraf) คือเมืองที่ท้าทายความเป็นไปได้นี้ มันสร้างอยู่บนพื้นที่ขนาดเล็กริมหน้าผา เจาะอุโมงค์ ดึงน้ำบาดาลจากภูเขา ซิราฟมีพื้นที่จำกัดจำเขี่ยถึงขนาดว่า ชาวเมืองต้องไปสร้างสุสานบนภูเขา นี่คือเมืองซึ่งคนตายจ้องมองคนเป็นลงมาจากที่สูง


สุสานบนภูเขาในเมืองซิราฟ
ที่มาภาพ : Seyedhosseini (CC BY-SA 4.0) via Wikimedia Commons

ด้านใต้ของอ่าวเปอร์เซียติดกับมหาสมุทรอินเดีย แต่ทางออกก่อนหน้านั้นจะต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผ่านเกาะฮอร์มุซ

ถ้าเราตามสถานการณ์ตึงเครียดในปัจจุบัน อาจนึกว่าช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในพรมแดนประเทศอิหร่าน แต่ในความเป็นจริงเฉพาะชายฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่อยู่ในประเทศอิหร่าน ชายฝั่งตะวันตกอยู่ในเขตแดนของโอมานและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในอดีตฮอร์มุซคือเกาะอิสระที่มีกษัตริย์เป็นของตัวเอง กษัตริย์ฮอร์มุซอาจยังต้องส่งส่วยและสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์เปอร์เซีย แต่เฉกเช่นเดียวกับที่แบกแดดและบาบิโลนควบคุมเมืองท่าไม่ได้ กษัตริย์เปอร์เซียก็ไม่สามารถควบคุมเกาะฮอร์มุซได้ทั้งหมด

ในยุคล่าอาณานิคม อะฟงซู ดึ อัลบูแกร์กึ (Afonso de Albuquerque) ผู้รุกรานชาวโปรตุเกส ใช้เรือเพียงเจ็ดลำ และทหาร 500 นาย สังหารกองกำลังฮอร์มุซถึง 900 คน ชาวโปรตุเกสยึดครองเกาะนี้เอาไว้ได้ แต่ถึงกระนั้นสถานการณ์ก็ไม่แตกต่างจากในอดีตนัก อัลบูแกร์กึอาจมุ่งหมายกวาดล้างศาสนาอื่น ๆ นอกจากคริสเตียนให้เกลี้ยงเกาะ แต่พอเขาเสียชีวิต ผู้สำเร็จราชการชาวโปรตุเกสคนใหม่พบว่า ปล่อยให้พวกพ่อค้าทำมาหากิน นับถือศาสนาที่พวกเขาอยากนับถือ แล้วค่อยมาเก็บภาษีทีหลัง สร้างกำไรให้กับผู้ปกครองมากกว่า


ที่มาภาพ : ดัดแปลงจาก NASA GSFC

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ช่องแคบฮอร์มุซคือเส้นทางขนส่งเชื้อเพลิงที่สำคัญที่สุด น้ำมันดิบในสัดส่วนร้อยละ 20-30 และแก๊สธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณร้อยละ 20 ของปริมาณการซื้อขายทางทะเลทั่วโลก บริเวณแคบที่สุดของช่องแคบฮอร์มุซมีความกว้างประมาณ 33-50 กิโลเมตร เป็นช่องทางเดินเรือออกจากอ่าว 3 กิโลเมตร เป็นช่องทางเดินเรือเข้าอีก 3 กิโลเมตร ทั้งสองช่องทางมีระยะห่างจากกันเพื่อความปลอดภัยอีก 3 กิโลเมตร นอกจากเกาะฮอร์มุซ บริเวณช่องแคบยังมีเกาะยุทธศาสตร์อีกอย่างน้อย 8 แห่ง ซึ่งในทางปฏิบัติอยู่ภายใต้การควบคุมทางทหารของกองทัพอิหร่าน (รวมถึงเกาะพิพาทอย่างเกาะอะบูมูซา (Abu Musa) และเกาะตุนบ์ (Tunb))


หุบเขาสายรุ้งบนเกาะฮอร์มุซ
ที่มาภาพ : Hamidhassas (CC BY-SA 4.0) via Wikimedia Commons

ในปี ค.ศ. 2026 ก่อนที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ฮอร์มุซคือหนึ่งในสถานที่ที่น่าไปเยือนที่สุด ดินและหินบนเกาะนี้ประกอบไปด้วยแร่ธาตุหลากหลาย ภูเขาจึงมีสีสันสดใส บนเกาะฮอร์มุซมีสถานที่ชื่อว่า “หุบเขาสายรุ้ง” และ “ชายหาดเลือด” สถานที่หลัง แม้ชื่อจะน่ากลัว แต่จริง ๆ เป็นเพราะดินทรายมีสีแดงจัด เวลาฝนตกลงมา น้ำที่ไหลลงทะเลจะกลายเป็นสีแดงคล้ายเลือด


ชายหาดสีเลือด

ท่อนต่อไปในบทกวีเปอร์เซียของ ซาดี ชิราไซ กวีอิหร่านในศตวรรษที่ 13 คือ

“ชีวิตใดเจ็บปวด ทุกชีวิตต่างระทม
เธอ ผู้ไม่สัมผัสความรวดร้าวผู้อื่น เธอจักหาใช่มนุษย์”

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน อ่าวเปอร์เซียคือดินแดนแห่งมิตรภาพและความเห็นอกเห็นใจ เราได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งมันจะกลับไปเป็นเช่นนั้น

About Author