เรื่องโดย รวิศ ทัศคร
ความเข้าใจเชิงวิชาการเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ระหว่างระบบทางเดินอาหารกับสุขภาพองค์รวมของมนุษย์พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการศึกษาเกี่ยวกับไมโครไบโอมในลำไส้ (gut microbiome) ของเรา
ไมโครไบโอมหรืออธิบายง่าย ๆ คือ ระบบนิเวศที่ซับซ้อนของจุลินทรีย์หลากหลายสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในที่ต่าง ๆ ทั้งตามธรรมชาติหรือในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ในร่างกายของของเราก็มีจุลินทรีย์ในลำไส้อาศัยอยู่ถึงประมาณ 100 ล้านล้านเซลล์ จำนวนนี้มากเท่ากับจำนวนดาวฤกษ์ทั้งหมดที่มีในดาราจักรขนาดใหญ่แห่งหนึ่งทีเดียว
จุลินทรีย์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย นอกจากนั้นจะมีเชื้อราและไวรัส ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ช่วยในกระบวนการย่อยสลายอาหาร แต่ยังช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญพลังงาน การทำงานของระบบประสาท และสุขภาพเยื่อบุลำไส้ การเสียสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ (dysbiosis) อาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) โรคหลอดเลือดหัวใจ (CVD) ตลอดจนความผิดปกติทางระบบประสาทและจิตใจ
ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ระหว่าง พ.ศ. 2565-2569 ทิศทางของการวิจัยทางคลินิกเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ยารักษาโรคเพียงอย่างเดียวมาสู่การมุ่งเน้นการใช้กลุ่มอาหารจากธรรมชาติที่อุดมไปด้วยสารอาหารหนาแน่นสูง หรือที่คนเรียกทับศัพท์กันว่า “ซูเปอร์ฟูด” (superfood) หรือผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชัน (functional food) เป็นเครื่องมือหลักในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและระบบนิเวศของไมโครไบโอมในลำไส้อย่างจำเพาะเจาะจง อาหารเหล่านี้ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (bioactive compound) ในระดับสูง เช่น พอลิฟีนอล (polyphenol) แป้งทนย่อย (resistant starch) จุลินทรีย์มีชีวิตในอาหารหมักดอง (fermented food)
สารประกอบเชิงซ้อนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งพรีไบโอติก (prebiotic) ที่เป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดี และเป็นสื่อกลางที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารเมแทบอไลต์ที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะกรดไขมันสายสั้น (short-chain fatty acids: SCFAs) และโมเลกุลส่งสัญญาณทางชีวภาพอื่น ๆ
อาหารหมักดอง คือ อาหารที่ได้มาจากการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในระบบและการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของอาหารด้วยเอนไซม์ที่ต้องการ แม้อาหารหมักดองทั่วไปหลายชนิดอาจไม่จัดว่าเป็น “โพรไบโอติก” อย่างเป็นทางการตามเกณฑ์ทางการแพทย์จนกว่าจะระบุสายพันธุ์และปริมาณจุลินทรีย์ที่ชัดเจน พร้อมผลการทดลองทางคลินิกที่ส่งผลต่อสุขภาพจริง แต่หลักฐานทางคลินิกในช่วงสิบปีมานี้ก็ชี้ชัดว่าการบริโภคอาหารหมักดองอย่างต่อเนื่องสามารถเสริมสร้างการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของไมโครไบโอม และช่วยลดตัวชี้วัดการอักเสบในร่างกายมนุษย์ได้ นอกจากนี้แบคทีเรียผลิตกรดแล็กติก (lactic acid bacteria: LAB) ที่พบในอาหารหมักดองยังผลิตสารเพปไทด์ต้านจุลชีพกลุ่มแบคทีริโอซิน (bacteriocin) ที่ทนต่อความร้อนและค่ากรดด่าง อีกทั้งยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคโดยไม่ทำลายสมดุลของไมโครไบโอมตามธรรมชาติ
ตำนานของกิมจิและวัฒนธรรมร่วมเรื่องผักดองของเอเชียตะวันออก
คุณผู้อ่านทราบไหมครับว่า กิมจิไม่ได้เกิดจากความอยากกินของเผ็ด แต่เกิดจากคำถามง่าย ๆ ของคนโบราณว่า ถ้าฤดูหนาวมาถึงแล้วไม่มีผักสดกินหลายเดือน เขาจะอยู่รอดได้อย่างไร ? นี่คือจุดเริ่มต้นของการทำผักดองในเอเชียตะวันออก ทั้งจีน เกาหลี และญี่ปุ่น เพราะภูมิภาคเหล่านี้มีฤดูหนาวยาวนาน การถนอมอาหารด้วยเกลือ การหมัก และการฝังไหไว้ใต้ดิน จึงเป็นเทคโนโลยีอาหารพื้นบ้านที่สำคัญมาก
หลายคนคิดว่ากิมจิ (กิมชีหรือคิมชีตามภาษาเกาหลี) คือผักกาดแดง บุคลิกจัดจ้าน เปรี้ยว เผ็ด แต่จริง ๆ แล้วกิมจิแดงเป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์อาหารเกาหลีครับ กิมจิยุคแรกไม่ได้เผ็ดและไม่ได้มีสีแดง คนเกาหลียังไม่มีพริกใช้ทำอาหารเพราะพริกเป็นพืชจากโลกใหม่ (ทวีปอเมริกา) ที่เข้ามาในเกาหลีช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 ดังนั้นกิมจิยุคแรกจึงเป็นผักดองรสเค็ม เปรี้ยว และหอมจากการหมัก อาจใช้หัวไชเท้า แตงกวา ผักพื้นถิ่น กระเทียม ขิง หรือเครื่องปรุงหมักอื่น ๆ ยังไม่มีโกชูการู (gochugaru) หรือพริกป่นเกาหลีแบบปัจจุบัน
เมื่อเราพูดถึงวัฒนธรรมร่วมของทางเอเชียตะวันออก กิมจิเป็นอาหารหมักดองพื้นบ้านที่ประกอบด้วยผักกาด พริก กระเทียม และเครื่องเทศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งรวมของแบคทีเรียกรดแล็กติกตามธรรมชาติ เช่น Leuconostoc, Lactobacillus, Weissella ก่อนมีตู้เย็นคนเกาหลีจะทำกิมจิจำนวนมากก่อนฤดูหนาว แล้วใส่ไหดินเผาแบบเกาหลีที่เรียกว่า องกี (onggi) จากนั้นฝังหรือวางไว้ในบริเวณที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ ไหกิมจิในดินจึงเปรียบเหมือนเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพแบบพื้นบ้านที่ไม่ต้องมีไฟฟ้า ไม่ต้องมีเครื่องควบคุมอุณหภูมิ แต่ใช้ดินและฤดูกาลช่วยทำตัวเหมือนตู้เย็นธรรมชาติ อาศัยเกลือและจุลินทรีย์ผลิตกรดแลกติกเป็นระบบควบคุมการหมักค่อย ๆ ดำเนินไป ไม่เร็วเกิน ไม่เน่าเสียง่าย
ที่จริงจีนก็มีวัฒนธรรมผักดองที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน เก่าแก่กว่าของเกาหลีมาก ๆ เช่น ซึงช่ายหรือซวนช่าย (酸菜) ผักกาดดองเปรี้ยวแบบจีน เสียนช่าย (咸菜/鹹菜) หรือเกี่ยมฉ่าย (แต้จิ๋ว) ผักกาดดองเค็ม และเป้าช่าย (泡菜) ผักกาดดองที่แช่ในน้ำเกลือปรุงรส มีหลักฐานเกี่ยวกับผักดองในเอกสารโบราณอย่างคัมภีร์ชือจิง (詩經, Shijing, Book of Odes, Classic of Poetry) ซึ่งสืบย้อนไปได้ยาวนานถึงราวศตวรรษที่ 11–7 ก่อนคริสต์ศักราช โดยกล่าวถึงการดองพืช เช่น น้ำเต้า เพื่อใช้ในพิธีบูชาบรรพบุรุษ
ญี่ปุ่นเองก็มีสึเกโมโนะ (tsukemono, つけもの) ซึ่งเป็นคำเรียกรวมของกลุ่มผลิตภัณฑ์ผักดองญี่ปุ่นประเภทต่าง ๆ เช่น ทากูอัน (takuan) หัวไชเท้าดองสีเหลือง, นูกาซูเกะ (nukazuke) ผักดองรำข้าว, อุเมโบชิ (umeboshi) หรือบ๊วยดองเค็ม, ชิโอซูเกะ(shiozuke) ผักดองเกลืออย่างง่าย, มิโซซูเกะ (misozuke) ผักดองในเต้าเจี้ยวมิโสะญี่ปุ่น ซูซูเกะ (suzuke) ผักดองในน้ำส้มสายชู ฟุกุจินสึเกะ (fukujinzuke) ผักรวมดองในโชยุ และคาสึซึเกะ (kasuzuke) ผักดองกากเหล้าสาเก หลักฐานเก่าแก่ของสึเกโมโนะนั้นพบได้ตั้งแต่ยุคนาระราวคริสต์ศตวรรษที่ 8 ซึ่งมีความเป็นมาเก่าแก่กว่าทางเกาหลีมาก และในเอกสาร Engishiki ที่รวบรวมในปี ค.ศ. 930 ก็มีการกล่าวถึงผักดองหลายชนิด
เขาจึงว่ากันว่า ถ้าคุณอยากให้มีการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนว่าใครเป็นคนต้นคิดเรื่องผักดอง ให้คุณถามเพื่อนสามคน ชาวจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ขณะที่เขานั่งอยู่ด้วยกัน แล้วเขาจะผลัดกันเล่าให้คุณฟังอย่างยืดยาว
สมัยก่อนงานวิจัยเกี่ยวกับกิมจิมักจำกัดอยู่ในระดับหลอดทดลองหรือการทดลองในสัตว์ แต่เมื่อปี พ.ศ. 2567 มีงานวิจัยทางคลินิกในคนที่พบว่าเมื่อทดลองกับกลุ่มอาสาสมัครที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โดยเปรียบเทียบกลุ่มแรกได้รับผงกิมจิที่ผ่านการหมักตามธรรมชาติ (spontaneously fermented kimchi: S-K) กลุ่มที่สองได้รับผงกิมจิที่หมักโดยใช้จุลินทรีย์ตั้งต้นเฉพาะสายพันธุ์ Leuconostoc mesenteroides KCKM0828 (LMS-K) และกลุ่มควบคุมที่ได้รับ “ยาหลอก” เป็นน้ำตาลแล็กโทส โดยอาสาสมัครรับประทานแคปซูลปริมาณ 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ พบว่า ทั้งกลุ่มที่ได้รับกิมจิ S-K และ LMS-K มีมวลไขมันในร่างกาย (body fat mass) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มยาหลอก (p = 0.004 และ p = 0.003 ตามลำดับ)
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดเกิดขึ้นในระดับไมโครไบโอม การวิเคราะห์จีโนมพบว่าการบริโภคกิมจิส่งผลให้แบคทีเรีย Akkermansia muciniphila เพิ่มสัดส่วนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จุลินทรีย์ชนิดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์ว่าเป็น “เจ้าแห่งการเผาผลาญ” ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของการสร้างเมือกเคลือบผนังลำไส้ ป้องกันการรั่วซึมของสารพิษเข้าสู่กระแสเลือด และเพิ่มความไวของเซลล์ต่ออินซูลิน ในทางตรงกันข้าม สัดส่วนของแบคทีเรียในไฟลัมโพรทีโอแบคทีเรีย (Proteobacteria) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มแบคทีเรียก่อโรคและเชื่อมโยงกับภาวะอักเสบกลับมีระดับที่ลดลง การศึกษาดังกล่าวยังค้นพบปรากฏการณ์ความเชื่อมโยงแบบแปรผกผันระหว่างจุลินทรีย์ 6 สายพันธุ์ กับเครื่องหมายชี้วัดการอักเสบระดับเซลล์ เช่น C-reactive protein (CRP), LCN2 ตลอดจนตรวจพบการตอบสนองเชิงโภชนาการแบบจำเพาะเพศ โดยในผู้ชายพบว่ากิมจิช่วยป้องกันการลดลงของไขมันคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-C) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืนยันสมมติฐานที่ว่ากิมจิบรรเทาอาการของโรคอ้วนและลดความเสี่ยงทางหลอดเลือดหัวใจได้ผ่านกลไกการเชื่อมโยงระบบลำไส้
จะเห็นว่าอาหารหมักดองไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังอาจมีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของไมโครไบโอมและส่งผลต่อสุขภาพของมนุษย์ งานวิจัยในปัจจุบันยังพบว่าอาหารอีกหลายชนิดส่งผลต่อระบบนิเวศจุลินทรีย์ในลำไส้ผ่านกลไกที่แตกต่างกันออกไป ฉบับหน้าเราไปดูกันต่อครับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Afzaal, M., F. Saeed, Y. A. Shah, M. Hussain, R. Rabail, C. T. Socol, … and R. M. Aadil. 2022. “Human Gut Microbiota in Health and Disease: Unveiling the Relationship.” Frontiers in Microbiology 13: 999001. https://www.frontiersin.org/journals/microbiology/articles/10.3389/fmicb.2022.999001/full.
- Biocodex Microbiota Institute. 2026. “Resistant Starch: A Superfood that Reshapes Gut Microbiota and Boosts Weight Loss!” Accessed June 4, 2026. https://www.biocodexmicrobiotainstitute.com/en/resistant-starch-superfood-reshapes-gut-microbiota-and-boosts-weight-loss.
- Black, E. G., A. Bugarcic, R. Lauche, E. El-Omar, and F. El-Assaad. 2025. “The Effects of Kefir on the Human Oral and Gut Microbiome.” Nutrients 17 (24): 3861. https://www.mdpi.com/2072-6643/17/24/3861.
- ClinicalTrials.gov. 2026. “Resistant Starch Prebiotic Effects in Chronic Kidney Disease.” Study Details | NCT04961164. Accessed June 4, 2026. https://clinicaltrials.gov/study/NCT04961164.
- ClinicalTrial.be. 2026. “Resistant Potato Starch to Alleviate GWI – Clinical Trial.” Accessed June 4, 2026. https://clinicaltrial.be/en/details/265494?per_page=100&only_recruiting=0&only_eligible=0.
- De Bondt, Y., K. Katina, C. M. Courtin, and A. G. B. Wouters. 2026. Characterisation of Fermented Grain-Based Raw Materials and Foods: Analytical Methods from the HealthFerm Project. Leuven: Leuven University Press. https://library.oapen.org/bitstream/handle/20.500.12657/109927/9789461667403.pdf?sequence=1&isAllowed=y.
- Dini, I., and A. Mancusi. 2023. “Weight Loss Supplements.” Molecules 28 (14): 5357. https://www.mdpi.com/1420-3049/28/14/5357.
- Duncan, S. H., and C. Sabater. 2025. “Emerging Probiotics: Future Therapeutics for Human Gut Health.” FEMS Microbiology Ecology 101 (8): fiaf077. https://academic.oup.com/femsec/article/101/8/fiaf077/8213523.
- EurekAlert! 2026. “New Clinical Study Confirms the Anti-Obesity Effects of Kimchi.” Accessed June 4, 2026. https://www.eurekalert.org/news-releases/1065196.
- Finnegan, D., R. Tocmo, and C. Loscher. 2023. “Targeted Application of Functional Foods as Immune Fitness Boosters in the Defense Against Viral Infection.” Nutrients 15 (15): 3371. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10421353/.
- Global Prebiotic Association. 2025. “Prebiotic Type Spotlight: Resistant Starch.” Accessed June 4, 2026. https://prebioticassociation.org/prebiotic-type-spotlight-resistant-starch-2025/.
- Gut Microbiota for Health. 2026. “GMFH World Summit 2026: Diet and Other Ways to Manipulate the Gut Microbiome in Clinical Practice.” Accessed June 4, 2026. https://www.gutmicrobiotaforhealth.com/gmfh-world-summit-2026-diet-and-other-ways-to-manipulate-the-gut-microbiome-in-clinical-practice/.
- Kim, K. N., M. S. Kang, N. S. Joo, H. R. Lee, S. Jung, S. Ju, … and J. Lee. 2025. “Effects of Resistant Starch on Metabolic Markers and Gut Microbiota in Women with Metabolic Syndrome Risk Factors: A Randomized, Double-Blind, Pilot Study.” Nutrients 17 (23): 3652. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC12693806/.
- Lee, W., M. S. Kwon, Y. R. Yun, H. Choi, M. J. Jung, H. Hwang, … and S. W. Hong. 2024. “Effects of Kimchi Consumption on Body Fat and Intestinal Microbiota in Overweight Participants: A Randomized, Double-Blind, Placebo-Controlled, Single-Center Clinical Trial.” Journal of Functional Foods 121: 106401. https://scholarworks.gnu.ac.kr/item/af17405f-15cf-481f-900b-f48902172897.
- Li, H., L. Zhang, J. Li, Q. Wu, L. Qian, J. He, … and W. Jia. 2024. “Resistant Starch Intake Facilitates Weight Loss in Humans by Reshaping the Gut Microbiota.” Nature Metabolism 6 (3): 578–97. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/38409604/.
- Martínez-González, M. A., F. Joko Planes, M. Ruiz-Canela, E. Toledo, R. Estruch, J. Salas-Salvadó, … and F. B. Hu. 2025. “Recent Advances in Precision Nutrition and Cardiometabolic Diseases.” Revista Española de Cardiología (English Edition) 78 (3): 263–71. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11875914/.
- Navarro-Hoyos, M., R. Bisoyi, N. Lutz, and M. Ruxsarash. 2026. “Key Dietary Flavonoids: Insights into Their Structural Characteristics, Antioxidant and Anti-Inflammatory Activities, and Potential as Neuroprotective Agents.” Molecules 31 (1): 154. https://www.mdpi.com/1420-3049/31/1/154.
- News-Medical.Net. 2025. “What Drinking Kefir Really Does to Your Gut and Oral Microbiome.” Accessed June 4, 2026. https://www.news-medical.net/news/20251215/What-drinking-kefir-really-does-to-your-gut-and-oral-microbiome.aspx.
- Raghavendra, G., N. Domadhar, J. Mallya, and M. TK. 2023. “A Bibliometric Framework for Quantifying Research on Kimchi, A Staple Korean Dish.” Current Research in Nutrition & Food Science 11 (1). https://www.researchgate.net/publication/370354849_A_Bibliometric_Framework_for_Quantifying_Research_on_Kimchi_A_Staple_Korean_Dish.
- Rahman, M. M., A. Q. Sazili, S. A. Ahmad, K. A. Khalil, M. R. Ismail-Fitry, M. Sazedul Karim Sarker, … and P. Kumar. 2026. “Lactic Acid Bacteria and Their Antimicrobial Substances: Modern Approaches for the Biopreservation of Meat and Meat Products.” Food Quality and Safety 10: fyag008. https://academic.oup.com/fqs/article-pdf/doi/10.1093/fqsafe/fyag008/68105070/fyag008.pdf.
- Reid, G., E. Allen-Vercoe, K. Al, J. P. Burton, B. Daisley, B. Dixon, … and D. Skokovic-Sunjic. 2025. “Beneficial Microbes for One Health in Canada: A Review of Evidence and a Policy Proposal.” Facets 10: 1–32. https://www.facetsjournal.com/doi/10.1139/facets-2024-0182.
- Rudrapal, M., A. M. de Oliveira, and R. P. Singh. 2025. “Dietary Polyphenols Maintain Human Health Through Modulation of Gut Microbiota.” Frontiers in Pharmacology 16: 1710088. https://www.frontiersin.org/journals/pharmacology/articles/10.3389/fphar.2025.1710088/full.
- Sotelo-González, A. M., R. Reynoso-Camacho, A. K. Hernández-Calvillo, A. P. Castañón-Servín, D. G. García-Gutiérrez, H. D. D. J. Gómez-Velázquez, … and I. F. Pérez-Ramírez. 2023. “Strawberry, Blueberry, and Strawberry-Blueberry Blend Beverages Prevent Hepatic Steatosis in Obese Rats by Modulating Key Genes Involved in Lipid Metabolism.” International Journal of Environmental Research and Public Health 20 (5): 4418. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10002361/.
- Wang, R., Y. Zhang, G. Y. Zeng, W. Li, J. Wu, … and P. Cao. 2025. “Plant-Derived Nanovesicles: Promising Therapeutics and Drug Delivery Nanoplatforms for Brain Disorders.” Fundamental Research 5 (2): 830–50. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11997602/.

