เรื่องโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เป็นโรคในกลุ่มสมองเสื่อม (dementia) แบบหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุด โดยพบมากถึงราวร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยสมองเสื่อมทั้งหมด มีผู้ป่วยทั่วทั้งโลกรวมกันมากถึงราว 50 ล้านคน จึงถือเป็นโรคที่สำคัญมากโรคหนึ่ง
คำว่า dementia หากแยกธาตุดู จะเห็นว่าประกอบด้วยคำอุปสรรค de- ที่หมายความว่า ปราศจาก, หดหาย, ขาด หรือสูญเสีย ขณะที่ mental มาจาก ment- ที่แปลว่า จิตใจ และ -ia แสดงถึงสภาวะหรือสถานะ รวมความได้ว่า เป็นสภาวะที่สูญเสียหรือหมดหายไปของจิตใจ
![]() อะลอยส์ อัลไซเมอร์ ที่มาภาพ : History of Medicine (IHM), Public Domain, via Wikimedia Commons |
คุณหมออัลไซเมอร์นำเสนอข้อมูลดังกล่าวเป็นครั้งแรกในการประชุมของจิตแพทย์ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ที่เมืองทือบิงเงิน (Tübingen) ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1906 แต่ก็คล้ายกับการนำเสนอข้อมูลวิวัฒนาการครั้งแรกของชาลส์ ดาร์วิน ที่ไม่มีผู้ให้ความสนใจมากนัก เล่ากันว่าในที่ประชุมไม่มีใครถามคำถามเขาแม้แต่คำถามเดียว เพราะจิตแพทย์ทั้ง 88 คนในที่นั้นรอคอยที่จะฟังหัวข้อต่อไปคือ อาการป่วยแบบย้ำคิดย้ำทำแบบสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง (compulsive masturbation) อย่างใจจดใจจ่อ จนขาดความสนใจต่อรายงานพยาธิสภาพของผู้ป่วยความจำเสื่อมรายหนึ่ง
หลังจากนั้นคุณหมออัลไซเมอร์ก็ตีพิมพ์บทความสั้น ๆ เกี่ยวกับการค้นพบนี้ และในปีต่อมาก็ได้ตีพิมพ์บทความเต็มที่อธิบายเกี่ยวกับโรคนี้อย่างละเอียด จนถึง ค.ศ. 1910 เมื่อมีการตีพิมพ์ตำรา “คู่มือจิตแพทย์ (Handbook of Psychiatry)” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 8 จึงได้มีการกล่าวถึงการค้นพบของเขาและเรียกชื่อโรคดังกล่าวว่า โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่เขาในที่สุด
ในปีถัดมา คำอธิบายพยาธิสภาพของเขาก็ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แพทย์ชาวยุโรปในสหรัฐอเมริกานำมาใช้วินิจฉัยผู้ป่วยอย่างกว้างขวาง ต่อมาจึงแพร่หลายไปทั่วโลก
ผู้ป่วยจะค่อย ๆ แสดงอาการของโรค โดยมีภาพรวมคือ ความจำเสื่อมถอย ทักษะการคิดจะย่ำแย่ และความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่เคยเป็นเรื่องง่าย ๆ ในชีวิตประจำวันจะยากมากขึ้น ในระยะแรกนั้นจะแสดงอาการหลงลืมบทสนทนาที่เพิ่งพูดคุยไป จำตำแหน่งข้าวของที่วางหรือเก็บไว้ไม่ได้ และบางครั้งก็หลงทาง
แม้ไปในสถานที่ซึ่งคุ้นชิน จากนั้นอาการก็จะเข้าระยะกลาง จะมีความสับสนเพิ่มมากขึ้น มีปัญหาจดจำสมาชิกในครอบครัวไม่ได้ซึ่งเป็นเรื่องน่าปวดใจมาก และมีการเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอหรือบุคลิกภาพ ต่อมาจึงสูญเสียความสามารถในการสื่อสารไปในที่สุด พร้อมกันนั้นสุขภาพกายก็จะเสื่อมถอยลงด้วย จำเป็นต้องได้รับการดูแลตลอดเวลา
การตรวจสอบสมองของผู้ป่วยทำให้พบคราบแอมิลอยด์ตกค้างอยู่ระหว่างเซลล์ประสาท มีเส้นใยโปรตีนชื่อ เทา (tau) ที่พันกันยุ่งเหยิงอยู่ในเซลล์ ทั้งสองอย่างนี้ไปปิดกั้นการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท พวกมันจะค่อย ๆ ฆ่าเซลล์ประสาทให้ตายลงอย่างช้า ๆ เชื่อกันว่ากระบวนการนี้อาจกินเวลาถึง 10 ปีก่อนจะสังเกตเห็นอาการป่วย โดยเซลล์สมองจะตายในบริเวณใดบริเวณหนึ่งก่อนแพร่กระจายพื้นที่กว้างขวางออกไป โดยส่วนใหญ่มักเริ่มต้นจากพื้นที่สมองที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำคือ บริเวณฮิปโปแคมปัส
![]() ภาพจำลองเปรียบเทียบสมองปกติกับสมองของผู้ป่วยอัลไซเมอร์ |
โดยหากตรวจขนาดสมองจะพบว่ามีขนาดลดลงด้วย
โรคอัลไซเมอร์อาจเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมด้วย โดยเฉพาะการมียีนชื่อ APOE ε4 (apolipoprotein E ε4) ที่ผิดปกติไป หากมีพ่อแม่หรือพี่น้องที่เป็นโรคนี้ คุณก็มีโอกาสมากขึ้นราวร้อยละ 10-30 ที่จะเป็นโรคนี้ (เมื่อเทียบกับคนทั่วไปที่ไม่มีความผิดปกติของยีนนี้) และหากมีพี่น้องแท้ ๆ สองคนขึ้นไปที่ป่วยเป็นโรคนี้ คุณก็มีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าทีเดียว
ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันหรือยาที่ใช้รักษาโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด แต่มียาในกลุ่มยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรส (cholinesterase inhibitor) ที่ช่วยชะลออาการป่วยให้เกิดช้าลง ยาอื่นอีกหลายชนิดก็ช่วยชะลออาการป่วยของโรคนี้ได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง ลีคานีแม็บ (Lecanemab) หรือในชื่อการค้าว่า เลเคมบิ (Leqembi), โดนานีแม็บ (Donanemab) หรือในชื่อการค้าว่า คิซุนลา (Kisunla) และมีแมนไทน์ (Memantine)
การป้องกันหรือลดโอกาสเกิดโรคก็มีความสำคัญ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการเข้าสังคม ล้วนมีส่วนช่วยทำให้สมองมีความกระฉับกระเฉงและตื่นตัวอยู่เสมอ ลดโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ได้
สถานะงานวิจัยเกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์
งานวิจัยใหม่ ๆ แบ่งได้เป็นหลายแนวทาง เช่น การค้นหาเครื่องหมายทางชีวภาพ (biomarker) ในเลือดที่บ่งบอกอาการป่วยได้ก่อนจะปรากฏอาการป่วยเป็นเวลานาน เพื่อใช้ทดแทนวิธีการวินิจฉัยที่แพงมากคือ การสแกน PET (positron emission tomography scan) สมอง หรือที่เจ็บทรมานมากคือ การเจาะน้ำไขสันหลังมาตรวจ ปัจจุบันองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ อนุมัติให้ใช้ชุดตรวจ biomarker โรคอัลไซเมอร์ชนิดแรกได้แล้ว โดยในการทดลองทางคลินิกของชุดตรวจนี้ตรวจคราบแอมิลอยด์ได้ถูกต้องถึงมากกว่าร้อยละ 91
นอกจากการหาวิธีตรวจอย่างเนิ่น ๆ แล้ว งานวิจัยส่วนหนึ่งก็พุ่งเป้าไปที่การค้นหาปัจจัยเสี่ยง (risk factors) ไม่ว่าจะเป็นโรคความดันสูง เบาหวาน และปริมาณคอเลสเตอรอล หรือไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ เช่น การเข้าสังคม การกระตุ้นและการใช้สมอง ฯลฯ
มีความพยายามนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้สร้างแบบจำลองทำนายแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคนี้ด้วย รวมไปถึงความพยายามหาความสัมพันธ์ของการเกิดโรคนี้ที่เกี่ยวข้องกับประชากรชาติพันธุ์ต่าง ๆ และความพยายามตรวจสอบลึกลงไปถึงระดับบุคคลอย่างแม่นยำ (personalized precision medicine)
แต่แน่นอนว่างานวิจัยกลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่ที่การสร้างความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับโรค และความพยายามหายารักษาโรคชนิดที่ทำให้หายขาดได้จริง ๆ ยาที่นำมาใช้แล้วทั้งลีคานีแม็บและโดนานีแม็บต่างก็เป็นยาในกลุ่มที่เป็นแอนติบอดีต่อแอมิลอยด์ซึ่งกำจัดคราบแอมิลอยด์ในสมองได้ (แต่ไม่ได้อย่างสมบูรณ์) จึงทำให้ป่วยช้าลงได้
ขณะที่มียาอีกสองกลุ่มที่วิจัยกันอยู่อย่างขะมักเขม้น กลุ่มหนึ่งพุ่งเป้าไปที่โปรตีนเทา โดยยาพวกนี้จะไปยับยั้งการจับตัวกันของโปรตีนชนิดนี้ ยาอีกกลุ่มหนึ่ง เช่น ซาร์กรามอสติม (Sargramostim) ไปช่วยปรับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในสมอง ทำให้ลดอาการอักเสบลงได้ ยาทั้งสองกลุ่มนี้ยังอยู่ระดับการทดลองทางคลินิก
มียาอีกหลายรูปแบบที่ออกฤทธิ์แตกต่างกันไป ทั้งออกฤทธิ์ทางเมแทบอลิซึม, ระบบหลอดเลือด, ภาวะเครียดออกซิเดชัน (oxidative stress) และแม้แต่ยาต้านไวรัส ฯลฯ ที่กำลังอยู่ระหว่างการทดสอบว่าจะช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้หรือไม่ ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมแล้วอาจมีมากถึง 140 ชนิดด้วยกัน ไม่แน่ว่าสุดท้ายแล้ว คำตอบอาจจะคล้ายกับกรณีของไวรัสเอดส์ที่ต้องอาศัย “ค็อกเทล” ของยาหลายชนิดก็เป็นได้
อาจมีคนสงสัยว่า ในเมื่อยังไม่มียารักษาดี ๆ สำหรับโรคนี้ เราควรจะพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้จะดีกว่าหรือไม่ ?
มีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดเช่นนี้ด้วยเช่นกัน มีการทดลองในสัตว์ทดลอง (หนูและไพรเมตชนิดต่าง ๆ) ที่ใช้เทคโนโลยี mRNA สร้างวัคซีนสำหรับอัลไซเมอร์อยู่ และมีการทดสอบวัคซีนดีเอ็นเอในคน (การทดลองระดับคลินิกเฟสที่ 1) งานวิจัยตีพิมพ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 ป่านนี้น่าจะคืบหน้าไปอีกหน่อยละครับ
วัคซีนอีกชนิดหนึ่งที่พุ่งเป้าจำเพาะ โดยไปเกาะกับโปรตีนเทาเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกำจัดโปรตีนเหล่านี้ก็อยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิกเฟส 1 เช่นกัน
ได้แต่หวังว่าจะมีวัคซีนหรือยาดี ๆ ออกมาในเร็ววัน เพราะโรคอัลไซเมอร์ไม่ได้ทำร้ายแค่ร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย แต่ยังทำให้คนรอบข้างระทมทุกข์อย่างหนักตามไปด้วยทุกวี่วันจริง ๆ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- https://en.wikipedia.org/wiki/Alzheimer%27s_disease เข้าถึงข้อมูลวันที่ 10 ส.ค. 2569
- https://en.wikipedia.org/wiki/Alois_Alzheimer เข้าถึงข้อมูลวันที่ 10 ส.ค. 2569
- https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/alzheimers-disease/symptoms-causes/syc-20350447 เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://www.nia.nih.gov/health/alzheimers-symptoms-and-diagnosis/what-are-signs-alzheimers-disease เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/9164-alzheimers-disease เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://www.dementia.org.au/about-dementia/alzheimers-disease เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://www.weforum.org/stories/wellbeing-and-mental-health/alzheimers-disease-breakthroughs-health/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://www.fda.gov/news-events/press-announcements/fda-clears-first-blood-test-used-diagnosing-alzheimers-disease#:~:text=False%20negative%20results%20could%20result,Ratio%20to%20Fujirebio%20Diagnostics%2C%20Inc. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://www.alzheimers.gov/taking-action/research-activities เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/alzheimers-disease/in-depth/alzheimers-treatments/art-20047780 เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11209092/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569
- https://www.openaccessgovernment.org/promising-alzheimers-vaccine-enters-phase-1-clinical-trial-to-target-tau-protein/195584/ เข้าถึงข้อมูลวันที่ 31 ส.ค. 2569



