เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ
บางทีงานวิจัยก็ไม่ต้องซีเรียส ไม่ต้องเครียดเสมอไป
รางวัลอิกโนเบลที่เพิ่งประกาศออกมาเมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2026 นั้นเปิดตัวงานวิจัยสุดเพี้ยน แต่กระตุกให้คิดออกมา 10 ผลงาน….
![]() ถ้วยรางวัล Ig Nobel 2026 ที่มาภาพ : Albinfo, CC BY 4.0 via Wikimedia Commons |
มีหลายผลงานที่ผมชื่นชอบ อย่างเช่นการศึกษาการเฟ้นหานิยามของคำว่า “จูบ” …เพื่อให้เข้าใจว่าจุมพิตในเชิงวิทยาศาสตร์นั้นคืออะไร การที่มดเอาปากและหนวดแตะกัน ถ้านกเอาจะงอยปากสัมผัสกัน หรือถ้าหมีขั้วโลกเอาปากเข้าสัมผัสกันโดยไม่ได้มีการกัดข่มขู่หรือต่อสู้กัน แบบนี้เราควรเรียกพฤติกรรมเหล่านั้นว่าจุมพิตหรือไม่ ? แล้วการหอมแก้มหรือหน้าผากแบบเบา ๆ จะนับเป็นการจูบด้วยหรือเปล่า ? แล้วถ้าหมาเลียปากคนล่ะ จะถือว่าน้องจูบคนด้วยไหม ?
มาทิลดา บรินเดิล (Matilda Brindle) และทีมงานของเธอจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (University of Oxford University) และสถาบันเทคโนโลยีฟลอริดา (Florida Institute of Technology) ได้พยายามค้นคว้าประวัติศาสตร์แห่งการจูบในธรรมชาติเพื่อตอบคำถามนี้ และพวกเขาก็นิยามพฤติกรรมแห่งการจุมพิตออกมาว่าเป็น “ปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ปฏิปักษ์ที่เกิดในสปีชีส์เดียวกัน มีการสัมผัสกันโดยตรงแบบปากต่อปาก มีการเคลื่อนไหวของริมฝีปากหรือบางส่วนของปาก และไม่มีการส่งต่ออาหาร”
เอิ่ม… !! เป็นอะไรที่ไร้ซึ่งความหวาน ไม่มีสีสัน ไม่มีความโรแมนติกแม้แต่น้อย เนิร์ดมากกกกก… ก ไก่ล้านตัว แต่คำนิยามเช่นนี้มีความสำคัญมากในการทำความเข้าใจควาสำคัญของพฤติกรรมในเชิงวิวัฒนาการ
ถ้าต้องการเข้าใจว่าจูบนั้นที่จริงแล้วสำคัญอย่างไร เริ่มขึ้นมาได้อย่างไร ตั้งแต่ตอนไหน เราต้องนิยามให้ได้เสียก่อนว่าแท้จริงแล้วพฤติกรรมเช่นไหนบ้างที่เราจะนับว่าเป็นการจูบ เพราะบางทีแค่แลกน้ำลายอาจจะไม่ใช่ กระซิบว่าเมาท์ทูเมาท์มีมาตั้งแต่ 17-21.5 ล้านปีก่อน (ก่อนยุคมนุษย์วานรตัวแรกจะเกิดเสียอีก…)
ที่ประหลาดที่สุด คือ มาทิลดาเผยว่าจากที่เธอค้นคว้ามา “มนุษย์และนีแอนเดอร์ทัลก็เคยจุ๊บจุ๊บกันมาก่อนด้วยในอดีตด้วย (อ้าว ! ก็ถ้ามนุษย์เป็น Homo sapiens และนีแอนเดอร์ทัลเป็น Homo neanderthalensis คนละสปีชีส์กัน แล้วแบบนี้จะนับด้วยไหม ?)
มึน…
งานจูบแม้จะน่าสนใจ แต่งานอื่นก็ไฉไลไม่แพ้กันอย่างงานของทีมวิจัยนำโดยวิศวกรชีวการแพทย์ ฉางหง เฉา (Changhong Cao) จากมหาวิทยาลัยแมกกิลล์ (McGill University) ที่เอาปากยุงที่ตายแล้วมาทำเป็นหัวฉีดความละเอียดสูง (แต่ต้นทุนต่ำ) สำหรับเครื่องพิมพ์สามมิติ
ไปจนถึงงานวิจัยโบร่ำโบราณจากญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1977 ของโทกูจิ อุนโนะ (Tokuji Unno) จากมหาวิทยาลัยแพทย์อาซาฮิกาวะ (Asahikawa Medical University) ที่ฮอกไกโดที่ศึกษาอากาศพลศาสตร์ของการสั่งน้ำมูก…
ไปจนถึงงานจากบราซิลที่แม้จะถูกบังคับถอนด้วยประเด็นในเชิงจริยธรรม แต่ถ้าดูแต่ตัวเนื้องานจริง ๆ ก็ยังมีความน่าสนใจอยู่ ว่ากันตามจริงก็แอบไม่ค่อยประหลาดใจเท่าไรที่จะโดนตรวจสอบด้านจริยธรรม เพราะงานนี้เน้นแกล้งงูทั้งงาน พวกเขาทดลองเหยียบงูในบริเวณต่าง ๆ หัว ตัว หาง แล้วมาลุ้นดูว่าเหยียบตรงไหนจะมีโอกาสโดนกัดมากกว่ากัน
อีกงานหนึ่งที่น่าตื่นเต้นก็คือ งานวิจัยฟิสิกส์ของโถปัสสาวะ เพื่อออกแบบโถปัสสาวะกันกระเด็นที่สวยงาม สอดคล้องกับหลักกลศาสตร์และมุมของการตกกระทบของของไหล ลดการชนโดยตรง และเบี่ยงทิศทางการไหลได้อย่างนุ่มนวล ไม่มีกระเด็น หรือกระฉอก เพื่อช่วยลดการใช้น้ำในการทำความสะอาด เพื่อความยั่งยืนของโลกใบนี้ และความสบายใจของคุณผู้ชาย จะได้ไม่ต้องเล็งจนเครียดว่าจะกระเด็นเลอะเทอะเปรอะเปื้อน…หรือกระฉอกออกมา
งานวิจัยโครงสร้างสามมิติของผลึกโปรตีนในนมแมลงสาบที่มีคุณค่าทางอาหารอุดม ความหนาแน่นของพลังงานสูงมาก มากเสียยิ่งกว่านมวัวที่เราดื่มกินกันแบบเป็นเท่าตัว ทำให้หลายคนหันมาสนใจว่าอาจจะเป็นแคนดิเดตอาหารแห่งอนาคต (future food) ตัวใหม่ที่อาจจะช่วยกู้โลกให้พ้นวิกฤตทางอาหารก็เป็นได้ งานนี้ทำโดยทีมวิจัยจากบังกาลอร์ อินเดียร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไอโอวา (University of Iowa) ในสหรัฐอเมริกา
ออกตัวก่อนว่านมแมลงสาบนี้อาจจะไม่ได้เหมือนนมวัวหรือนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่จริงนมนี้คือ แหล่งอาหารพลังงานสูงที่แม่แมลงสาบสร้างขึ้นมาเตรียมไว้ให้ลูก ๆ ของมันเท่านั้น และถ้ามีใครอุตริคิดจะทำเป็นอุตสาหกรรมจริง คงไม่มานั่งรีดนมแมลงสาบ แต่น่าจะเป็นแนว ๆ ตัดต่อพันธุกรรมเอาโปรตีนนมแมลงสาบไปผลิตในสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ มากกว่า
จริง ๆ ยังมีอีกหลายงาน แต่สำหรับผม… งานที่ชอบที่สุดคืองานนวัตกรรมแนวใหม่ใช้ “กางเกงใน” วัดคุณภาพดิน
งานนี้จะว่าบ้าก็บ้า แต่ว่าถ้าถามว่าน่าสนใจไหม ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ธรรมดา นักวิจัยออกแบบงานวิจัยเอาไว้อย่างแยบยล เป็นทั้งโครงการวิจัยและเป็นทั้งโครงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ไปในตัว
เรื่องของเรื่องคือนักวิจัยอยากรู้ว่าดินในเวลานี้มีคุณภาพเป็นอย่างไร แล้วความอุดมสมบูรณ์ในดินหลงเหลือมากแค่ไหน ก็หลายที่เจอทั้งโลกร้อน โลกรวน โลกเดือด สภาพอากาศแปรปรวน ในบางพื้นที่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช ปุ๋ย ในบางที่อาจเจอยาปฏิชีวนะ ไมโครพลาสติก และสารพัดมลพิษตกค้าง ไหนจะพวกสารประกอบนิรันดร์อีก
ถ้าจะวัดความอุดมสมบูรณ์ของดินต้องทำอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ วัดกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในดิน ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องหาตัวแทน (proxy) สำหรับใช้สร้างดัชนีในการย่อยสลาย
คำถามคือ จะใช้วัสดุอะไรดี ?
และเพื่อการนี้ เซบาสเตียน ฟรันทซ์ เบ็นเดอร์ (S. Franz Bender) จากมหาวิทยาลัยซือริช (Univeristy of Zurich) ได้ปิ๊งกุศโลบายสุดเพี้ยนขึ้นมาในหัว และวัสดุที่เขาเสนอให้ใช้ก็คือ “กางเกงในผ้าฝ้าย” และถุงชา
ถุงชาไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไร แต่กางเกงในผ้าฝ้ายนี่พีกมาก เพราะเขาแจกกางเกงในที่เหมือนกันทุกประการออกไปกว่า 1,000 ตัว และให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนช่วยเอาไปฝังในดินในแต่ละท้องที่ราว 2 เดือน และช่วยเก็บตัวอย่างดินส่งกลับไปวิเคราะห์ในแล็บเพื่อประเมินสุขภาพดิน
ถ้าจะวัดความอุดมสมบูรณ์ของดินต้องทำอย่างไร คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ วัดกิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์ในดิน ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องหาตัวแทน (proxy) สำหรับใช้สร้างดัชนีในการย่อยสลาย
คำถามคือ จะใช้วัสดุอะไรดี ?
และเพื่อการนี้ เซบาสเตียน ฟรันทซ์ เบ็นเดอร์ (S. Franz Bender) จากมหาวิทยาลัยซือริช (Univeristy of Zurich) ได้ปิ๊งกุศโลบายสุดเพี้ยนขึ้นมาในหัว และวัสดุที่เขาเสนอให้ใช้ก็คือ “กางเกงในผ้าฝ้าย” และถุงชา
ถุงชาไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไร แต่กางเกงในผ้าฝ้ายนี่พีกมาก เพราะเขาแจกกางเกงในที่เหมือนกันทุกประการออกไปกว่า 1,000 ตัว และให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ภาคประชาชนช่วยเอาไปฝังในดินในแต่ละท้องที่ราว 2 เดือน และช่วยเก็บตัวอย่างดินส่งกลับไปวิเคราะห์ในแล็บเพื่อประเมินสุขภาพดิน
และที่สำคัญงานนี้ของทีมเบ็นเดอร์ได้พิสูจน์แล้วว่า แค่กางเกงในธรรมดาก็นำมาใช้เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์คุณภาพและความอุดมสมบูรณ์ของดินได้ ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรที่ไฮโซเวอร์วังขนาดนั้น
แน่นอนที่สุด ถ้ามีการวิเคราะห์ต่อว่ากางเกงในนั้นถูกย่อยอย่างไร และดินแต่ละที่ที่เอากางเกงในไปฝังนั้นมีไมโครไบโอมอย่างไร ก็จะเป็นอีกก้าวที่น่าตื่นเต้น
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลในปีนี้ ใครสนใจอ่านเพิ่มเติม ลองไปเซิร์ชดูได้ แต่ละงานปั่น ๆ ทั้งนั้น
ท้ายที่สุดแล้ววิทยาศาสตร์และงานวิจัยควรขับเคลื่อนด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกคำถามที่มีคุณค่าไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยเรื่องเคร่งเครียดซีเรียสเสมอไป บางครั้งการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ก็อาจเริ่มจากคำถามที่เหลวไหล ชวนขำ ก่อนก็เป็นได้ !
“Please stop. I’m bored.”
อุ๊ปส์…เด็กหญิงสวีตตี พู (Miss Sweetie Poo) ขึ้นมาไล่แล้ว… คราวนี้ขอลาไปก่อน ไว้พบกันใหม่เดือนหน้าครับ


