ทีมนักวิจัยค้นพบความเชื่อมโยงครั้งสำคัญระหว่างยีนที่ควบคุมการรับรสและการรับกลิ่นกับระดับความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรง โดยผลการศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ชี้ว่า ความผันแปรทางพันธุกรรม (genetic variations) ในตัวรับรสและกลิ่นของแต่ละบุคคล ไม่เพียงส่งผลต่อความพึงพอใจและพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญที่อธิบายว่าเหตุใดอาหารชนิดเดียวกันจึงส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะโรคอ้วนในแต่ละคนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
การศึกษาวิจัยระบุว่า ลิ้นและโพรงจมูกของมนุษย์มีตัวรับสัญญาณทางชีวภาพที่ทำหน้าที่ตรวจจับรสชาติพื้นฐานและกลิ่นของอาหาร โดยยีนที่ควบคุมการทำงานของตัวรับรส เช่น ตัวรับรสขม (bitter taste receptors) หรือตัวรับรสหวานและอูมามิ (sweet and umami receptors) มีความหลากหลายในระดับโมเลกุลอย่างมาก ส่งผลให้แต่ละบุคคลมีความไวต่อรสชาติที่ไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนรับรสขมบางชนิดอาจมีความไวต่อสารขมในผักตระกูลกะหล่ำและผักใบเขียวสูงกว่าคนทั่วไป จึงมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการรับประทานผักเหล่านี้ ซึ่งส่งผลให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) และใยอาหาร (dietary fiber) ลดลง จนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในระยะยาว
นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่าตัวรับรสและกลิ่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในช่องปากหรือจมูกเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในอวัยวะภายใน เช่น ทางเดินอาหาร ตับอ่อน และหัวใจ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจจับสารอาหารและส่งสัญญาณควบคุมระบบ metabolism การหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน รวมถึงการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากยีนรับรสในอวัยวะเหล่านี้ทำงานผิดปกติหรือมีความแปรผัน ร่างกายอาจตอบสนองต่อสารอาหารคลาดเคลื่อน ทำให้เกิดการสะสมไขมันที่ผิดปกติ หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นชนวนสำคัญของโรค metabolic syndrome
การค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างยีนรับรส-กลิ่น พฤติกรรมการกิน และความเสี่ยงโรคร้าย ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านวงการแพทย์และโภชนาการไปสู่ยุค “โภชนาการส่วนบุคคล” อย่างแท้จริง ข้อมูลทางพันธุกรรมนี้จะช่วยให้แพทย์และนักโภชนาการสามารถออกแบบแนวทางการรับประทานอาหารและแผนป้องกันโรคที่จำเพาะสำหรับบุคคลได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น แทนการใช้วิธีคำแนะนำแบบครอบจักรวาล ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดอัตราการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (non-communicable diseases: NCDs) แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของประชากรในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง: University of Queensland
- Taste and smell genes could help explain how diet influences disease risk

