Cover Story คอลัมน์ประจำ

เมื่อเอไอทำได้ทุกอย่าง ยังเหลือพื้นที่ว่างให้มนุษย์อีกไหม

เรื่องโดย ชัชวาล สังคีตตระการ


ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คำถามที่เราได้ยินบ่อยที่สุดในวงสนทนาเรื่องเอไอคือ “แล้วมนุษย์จะเหลืออะไรให้ทำอีก ?” ทุกครั้งที่ได้ยิน ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นคำถามที่ถูกนะ แต่ดูผิดทิศทางอยู่นิดหน่อยครับ…

เพราะก่อนจะตอบว่า “มนุษย์จะเหลืออะไร” เราน่าจะเข้าใจก่อนว่า “เอไอในปัจจุบันไปถึงไหนแล้ว” และตอนนี้ภาพนั้นชัดพอที่จะพูดถึงได้อย่างตรงไปตรงมาครับ

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนที่สุดในช่วงนี้คือ วิธีที่เอไอ “คิด” ครับ เดิมทีถ้าพิมพ์คำถามให้มัน มันจะตอบออกมาทันที แต่ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา มีโมเดลรุ่นใหม่ที่เรียกว่า reasoning model หรือโมเดลเชิงเหตุผลที่ทำงานต่างออกไปจากโมเดลก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้น เพราะก่อนจะตอบ มันจะแยกปัญหาออกเป็นส่วน ๆ ลองตั้งสมมติฐาน ทดสอบ แล้วค่อยสรุป เหมือนคนที่ขอเวลาคิดก่อน ไม่ใช่ตอบออกไปแบบเดา ผลที่ออกมาก็น่าสนใจครับ โมเดลรุ่นใหม่เหล่านี้ทำข้อสอบคณิตศาสตร์ระดับแข่งขันและการอ่านโคดซับซ้อนได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยไม่ได้ใช้โมเดลที่ใหญ่ขึ้นเสมอไป แต่ใช้เวลา “คิด” นานขึ้นในขั้นตอนการตอบซึ่งเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (paradigm) ที่สำคัญมาก จากเดิมที่ทำให้เอไอฉลาดขึ้นด้วยการเพิ่มขนาดโมเดล กลายเป็นการให้มัน “ใช้เหตุผล” มากขึ้นในกระบวนการคิดคำตอบ

ขณะเดียวกันเอไอก็กำลังเปลี่ยนจากแชตบอต (chatbot) ที่แค่ตอบคำถามทั่ว ๆ ไป กลายเป็น agentic AI (เอไอแบบตัวแทน) ที่ลงมือทำงานได้หลายขั้นตอน ตัวแทนเอไอ (ai agent) เหล่านี้ทำงานแบบหลายขั้นตอนได้ เรียกใช้เครื่องมือภายนอกได้ และโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลได้ มันไม่ได้แค่ตอบว่าควรทำอะไร แต่ลงมือทำให้เองได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข้อมูล ส่งอีเมล จัดการปฏิทิน หรือเขียนและรันโคด


หลักการทำงานของเอไอแบบตัวแทน (
agentic AI)

ด้านการสร้างสื่อ เอไอสร้างวิดีโอจากข้อความบรรยาย (prompt) ได้แล้วครับ และในปี ค.ศ. 2025 โมเดลอย่าง Veo 3 ของ Google ก้าวไปอีกขั้น มันสร้างวิดีโอพร้อมเสียงบรรยากาศ เสียงเอฟเฟกต์ และบทพูดที่ตรงกับการขยับปากของตัวละคร

ในวงการแพทย์ Microsoft AI Diagnostic Orchestrator เป็นเอไอช่วยวินิจฉัยโรคที่ซับซ้อนได้ถูกต้องถึงร้อยละ 85.5 เทียบกับแพทย์ผู้มีประสบการณ์ที่เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 20 ตัวเลขนี้น่าหยุดคิดครับ และเชื่อว่าในอีก 5–10 ปีข้างหน้า เราจะได้เห็นผลของเอไอเหล่านี้ในรูปแบบที่ใกล้ชีวิตคนมากขึ้น

ผมอยากหยุดตรงนี้สักครู่ครับ มีเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราและผมคิดว่าคนทั่วไปยังไม่ค่อยทราบกันเท่าไหร่

ย้อนไปไม่กี่ปีก่อน ถ้าถามว่าภาษาไทยอยู่ตรงไหนในโลกเอไอ คำตอบตรง ๆ คือ “อยู่ชายขอบ” ครับ โมเดลต่างชาติส่วนใหญ่ได้รับการฝึกมาบนข้อมูลภาษาอังกฤษเป็นหลัก ภาษาไทยเรียกว่า low-resource language คือ ภาษาที่มีข้อมูลน้อยมากสำหรับฝึกโมเดล ทำให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลด้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจบริบท การตอบคำถามเชิงวัฒนธรรมหรือแม้กระทั่งข้อมูลพื้นฐานทั่วไป

แต่ตอนนี้ภาพนั้นเริ่มเปลี่ยนครับ เมื่อมีหลายหน่วยงานหลายองค์กรเริ่มขยับตัว เช่น SCB 10X ปล่อย Typhoon ออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2023 สามารถทำข้อสอบภาษาไทยระดับ O-NET, TGAT, TPAT ได้ในระดับเดียวกับ GPT-3.5 และยังประมวลผลภาษาไทยได้เร็วขึ้น มีความสามารถมากขึ้น เป็นโมเดลเชิงเหตุผลสำหรับภาษาไทยโดยเฉพาะ ฝั่งภาครัฐเองก็เคลื่อนไหวเช่นกันครับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติหรือเนคเทค สวทช. พัฒนา Pathumma LLM (ปทุมมา แอลแอลเอ็ม) ที่เป็น multimodal model คือ โมเดลที่รองรับทั้งข้อความ เสียง และภาพ โดยมุ่งเน้นเอกสารราชการและภาษาทางการ ขณะที่ Big Data Institute (BDI) ก็เปิดตัว ThaiLLM ในปลายปี ค.ศ. 2025 โดยเปิดให้เข้าถึงได้ทั้งรูปแบบ Playground API และการดาวน์โหลดโมเดลโดยตรง นอกจากนี้ยังมี OpenThaiGPT จากชุมชนนักพัฒนารวมถึงบริษัทน้อยใหญ่ทยอยปล่อยของกันออกมาอย่างต่อเนื่อง


การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี LLM ของประเทศไทยจากยุคก่อนปี ค.ศ. 2023 จนถึงปัจจุบัน

พูดง่าย ๆ ก็คือ ในสองสามปีที่ผ่านมาประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนจากประเทศที่ “ใช้” เอไอต่างชาติ มาเป็นประเทศที่เริ่ม “สร้าง” เอไอของตัวเองได้แล้วครับ และนี่คือจุดที่โยงเข้าสู่แนวคิดที่กำลังพูดถึงกันมากในระดับนโยบายโลก คือ อธิปไตยทางเอไอ (AI Sovereignty) ซึ่งหมายถึงความสามารถของชาติหรือองค์กรในการพัฒนาและควบคุมขีดความสามารถด้านเอไอของตนเอง เพื่อความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์และความสอดคล้องกับค่านิยมและกฎหมายในประเทศ พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ถ้าเอไอที่ประชาชนใช้ได้รับการออกแบบ ฝึกฝน และควบคุมโดยต่างชาติล้วน ๆ ใครจะเป็นผู้กำหนดว่าเอไอนั้นควรรู้อะไร ควรเชื่ออะไร และควรตอบอะไร เราอาจไม่ต้องสร้างทั้งหมดขึ้นเอง แต่อย่างน้อยก็ควรได้เป็นผู้กำหนดทิศทางของเอไอเหล่านั้น ดังนั้นอธิปไตยทางเอไอจึงไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศต้องสร้างโมเดลเองตั้งแต่ศูนย์ครับ แค่ปรับแต่งโมเดลที่มีอยู่ให้เข้ากับบริบทภาษา กฎหมาย และวัฒนธรรมของเรา อาจให้คุณค่าและประโยชน์ต่อสาธารณะมากกว่าการแข่งขันในระดับแนวหน้าของโลก (frontier) สำหรับประเทศเรา นี่อาจเป็นเส้นทางที่เป็นไปได้จริงมากกว่า

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก แต่นั่นก็ยิ่งทำให้คำถามข้างต้นน่าถามมากขึ้นครับว่า …แล้วมนุษย์ล่ะ

อีกคำถามที่ถามกันบ่อยคือ “อะไรบ้างที่เอไอยังทำไม่ได้ ?” มันเป็นคำถามที่ราวกับว่าเรากำลังมองหา “พื้นที่ปลอดภัย” ที่มนุษย์ยังครองถืออยู่ แล้วแค่รอเวลาที่เอไอจะตามมายึดช่องว่างเหล่านั้นไปจากเรา แต่ผมคิดว่าคำถามที่น่าสนใจมากกว่าอาจเป็น “อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ทำแล้วมีความหมาย ที่แม้เอไอจะทำได้แล้วก็ตาม แต่ความหมายของมันไม่เหมือนกัน ?

สองคำถามนี้ฟังดูคล้ายกันแต่นำไปสู่คำตอบคนละทางครับ คำถามแรกมองมนุษย์เป็น “ผู้ให้บริการ” ที่กำลังแข่งขันกับเครื่องจักร ส่วนคำถามที่สองมองมนุษย์เป็น “ผู้มีคุณค่าในตัวเอง” ที่ต้องค้นหาว่าตัวเองอยากเป็นใคร ไม่ใช่แค่ทำอะไรได้

เอไอเก่งมากในงานที่ “ถูกกำหนดไว้แล้ว” ถ้ามีคำถาม มีเป้าหมาย มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนให้มัน มันก็คิดและหาคำตอบได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ไม่เคยเหน็ดเหนื่อย และไม่บ่นให้เราได้ยิน แต่สิ่งที่มันทำไม่ได้คือ การรู้ว่าควรถามคำถามอะไร

ตอนที่ผมทำงานวิจัยด้านการประมวลภาษาธรรมชาติ (natural language processing: NLP) ของภาษาไทย หลายครั้งโจทย์น่าสนใจที่สุดไม่ได้มาจากการนั่งอ่านเปเปอร์ แต่มาจากการสังเกตบางอย่างในชีวิตประจำวัน แล้วสงสัยว่า “แปลกดีนะ… ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้” ทำไมเราพูดอย่างหนึ่ง แต่คนฟังตีความไปอีกทางหนึ่งได้ บางครั้งก็เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ดูไม่สำคัญ แต่พอขุดลงไปกลับพบว่ามันชี้ไปสู่ปัญหาใหญ่ที่ยังไม่มีใครตั้งชื่อให้

เอไอไม่มี “ชีวิต” ในแบบที่จะทำให้มันสังเกตเห็นสิ่งแบบนั้นครับ มันไม่เคยนั่งรถเมล์แล้วรู้สึกอึดอัดกับบางอย่าง ไม่เคยอ่านข่าวแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ทุกคนมองข้าม ไม่เคยมีประสบการณ์สะสมจนตกตะกอนทางความคิด ทำให้ไม่สามารถตั้งคำถามที่ถูกต้องในเวลาที่ถูกต้องได้ ในขณะที่คนรู้ว่าควรถามอะไร รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ตรงไหน เราจึงยังต้องการคนที่มองเห็นจุดเหล่านั้น

สิ่งที่สองคือ ความรับผิดชอบที่ต้องการใครสักคนไปรับหน้าครับ เอไอออกแบบผังเมืองได้ วิเคราะห์นโยบายได้ แม้กระทั่งเสนอแนะการวินิจฉัยโรคได้ แต่เมื่อมันผิดพลาดและมีคนเดือดร้อน มันแค่อัปเดตโมเดลแล้วเดินหน้าต่อ ไม่มีความรู้สึกอาย ไม่มีสำนึกผิด ไม่มีอะไรที่จะเสีย หรือแม้แต่คำขอโทษที่มันส่งกลับมาเวลาที่มันทำผิดแล้วเราจับได้ เราเองก็ไม่ได้รู้สึกว่านั่นคือการขอโทษจากใจจริงหรือสำนึกผิดจริง มันก็แค่ข้อความที่ถูกสร้างขึ้นมาเท่านั้นเอง

ความรับผิดชอบในแบบที่สังคมต้องการ คือ ต้องการใครสักคนที่ไปยืนอยู่ตรงหน้าแล้วพูดว่า “ผมผิดพลาดไปแล้ว ผมจะแก้ไขให้ถูกต้องและจะไม่ทำผิดซ้ำอีก” ซึ่งสะท้อนถึงความกล้าที่จะยืดอกรับผิดชอบในความผิดพลาดนั้น และยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นตามมา ตรงนี้คือที่ยืนของมนุษย์ที่เอไอเข้ามาแทนไม่ได้ครับ

สิ่งที่สามคือ ความหมายของการกระทำ สมมติผมให้เอไอเขียนจดหมายแสดงความเสียใจแทนผม แน่นอน มันเขียนได้ดีมาก แต่คนที่ได้รับจดหมายนั้น อ่านข้อความในนั้น เขารับรู้ถึงความใส่ใจของผม หรือแค่ยอมรับในความสามารถของโมเดลภาษา

ความหมายของการกระทำบางอย่างไม่ได้อยู่แค่ที่ผลลัพธ์ปลายทาง แต่อยู่ที่การกระทำระหว่างทางด้วยว่าใครเป็นคนทำ ทำด้วยเจตนาอะไร และลงทุนลงแรงอะไรไปบ้าง เราเรียกสิ่งนี้ว่า “คุณค่าจากกระบวนการ” ซึ่งจะยิ่งหายากและมีความหมายมากขึ้นในโลกที่เอไอสร้างผลลัพธ์ได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

มีอีกหนึ่งสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมาก คือ การเรียนรู้จากการดิ้นรน เราอาจเห็นนักเรียนคนหนึ่งที่ใช้เอไอช่วยทำการบ้าน มีผลการเรียนดีขึ้นในแง่คะแนน แต่พอคุยกับเขาในเชิงลึก เขาอธิบายได้แค่ผิว ๆ ตอบคำถามที่เบี่ยงออกจากสิ่งที่รู้ไม่ค่อยได้ เพราะการเรียนรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การได้คำตอบ มันอยู่ที่การดิ้นรนหาคำตอบ ตรงที่สมองต้องทำงานอย่างหนัก สับสน ลังเล แล้วค่อย ๆ เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกันเอง เกิดเป็นความรู้ ความเข้าใจ ความตระหนักรู้

หลายคนมองว่าในวันที่เอไอเอาชนะมนุษย์ได้ในเกมหมากรุกเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการล่มสลายของมนุษยชาติ เป็นสัญญาณว่าปัญญาหรือความฉลาดที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นมากำลังไล่ตามสติปัญญาของมนุษย์ แต่เชื่อไหมครับ แม้เอไอจะเล่นเก่งระดับเทพเจ้า ผมก็ยังไม่เคยเห็นนักหมากรุกมืออาชีพคนใดใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเลิกเล่น ขณะเดียวกันกลับเห็นหลายคนพยายามถีบตัวเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง พยายามอย่างหนักเพื่อพัฒนาขีดความสามารถให้สูงขึ้นไปอีก พยายามเรียนรู้รูปแบบหรือสิ่งที่เอไอทำได้ดี ใช้มันเป็นแบบอย่าง เป็นแรงบันดาลใจ เหมือนดังเช่นอาจารย์หลายท่านที่พยายามเรียนรู้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อเอาเข้ามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ออกแบบและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่ที่ใช้เอไอเป็นเครื่องมือ อย่างไรก็ตามคนที่จะไปต่อกับเอไอได้อาจไม่ใช่คนที่ใช้เครื่องมือเก่ง แต่เป็นคนที่รู้จักและเข้าใจ เมื่อไหร่ควรเชื่อเอไอ และเมื่อไหร่ควรตัดสินใจเอง ทักษะที่มีคุณค่าในโลกใหม่นี้ไม่ใช่ต้อง “เก่งกว่าเอไอ” แต่ต้อง “รู้จักทำงานกับเอไอให้เป็น” และตรงนั้นยังต้องการมนุษย์ที่มีวิจารณญาณอยู่เต็ม ๆ ครับ

เอไอที่คิดก่อนตอบฉลาดแค่ไหนก็ยังต้องการมนุษย์ที่รู้ว่าจะถามอะไรและจะเอาคำตอบนั้นไปทำอะไรต่อ เอไอที่สร้างวิดีโอสมจริงแค่ไหนก็ยังต้องการมนุษย์ที่มีเรื่องราวที่อยากเล่า เอไอที่วิเคราะห์ข้อมูลได้เร็วแค่ไหนก็ยังต้องการมนุษย์ที่รู้ว่าข้อมูลชุดไหนสำคัญ มีประโยชน์ นำไปต่อยอดให้เกิดคุณค่าและมูลค่าได้

ผมเริ่มมองว่าเอไอที่ฉลาดขึ้นทุกวันไม่ได้ทำให้พื้นที่ของมนุษย์เล็กลงครับ มันทำให้เราเห็นชัดขึ้นว่าตรงไหนคือสิ่งที่มนุษย์ทำได้ดีที่สุดจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบ การค้นหาความหมาย การตั้งคำถามใหม่ และวิจารณญาณในการตัดสินใจ

บางทีนี่อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เราถูกบังคับให้ถามตัวเองอย่างจริงจังว่า “งานที่ฉันทำอยู่นี้ ทำเพราะมันคือสิ่งที่ทำได้ดีที่สุด หรือเพราะไม่มีอะไรอย่างอื่นให้ทำ” มันเป็นคำถามที่ตอบไม่ง่าย แต่ก็เป็นคำถามที่สมควรถามครับ

เรื่องราวทั้งหมดที่เล่ามานี้ ผมไม่อยากให้ภาพที่ว่า “เอไอมีความสามารถไปไกลเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ในหลากหลายด้าน” ดูสวยงามเกินจริง เพราะในความเป็นจริงก็มีมุมที่น่าเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน ในโลกที่เอไอช่วยงานสารพัดได้มากขึ้น คนที่ได้ประโยชน์ในช่วงแรกมักเป็นคนที่มีทรัพยากรและทักษะพอที่จะใช้มันเป็นเครื่องมือ ความเหลื่อมล้ำในยุคเอไอจึงไม่ใช่แค่ “ใครมีเอไอหรือใครไม่มี” แต่อาจเป็น “ใครมีพื้นฐานพอที่จะทำงานกับมันได้” และนั่นเป็นคำถามที่ไม่ได้เกี่ยวกับเทคโนโลยีล้วน ๆ แต่เกี่ยวกับการศึกษาและโอกาสด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเริ่มตั้งคำถามบ่อยขึ้นคือเรื่อง “ใครเป็นคนกำหนดว่าอะไรมีความหมาย” ครับ ถ้าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นคนออกแบบเครื่องมือที่เราใช้สื่อสาร สร้างงาน และเรียนรู้ พวกเขาก็กำลังออกแบบบริบทที่ “ความหมาย” จะเกิดขึ้นด้วยโดยปริยาย ตรงนั้นควรอยู่ในมือใครและมีกลไกอะไรที่ทำให้มันโปร่งใสและตรวจสอบได้

คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบง่าย ๆ ครับ แต่ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่เราต้องเริ่มตั้งคำถามเหล่านี้ เป็นหนึ่งในงานที่มนุษย์ต้องทำเอง และเอไอคงไม่ได้มาทำสิ่งนี้ให้เรา

ผมไม่มีคำตอบสำเร็จรูปให้ครับว่ามนุษย์ควรวางตัวอย่างไรในโลกที่มีเอไออยู่รอบด้าน เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนทำงานอะไร มีทักษะอะไร และอยู่ในบริบทชีวิตแบบไหน แต่มีสิ่งที่พอบอกได้คือ ผมไม่คิดว่าพื้นที่ของมนุษย์กำลังหดตัวเล็กลงครับ มันกำลังเปลี่ยนรูป บางอย่างที่เราทำอยู่จะถูกแทนที่ และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ถ้าสิ่งที่ถูกแทนที่คือ งานที่ซ้ำซาก งานที่ใช้แรงมากแต่ได้ผลลัพธ์น้อยนิด งานที่ไม่ได้อาศัยวิจารณญาณหรือความหมายที่ลึกซึ้ง

สิ่งที่น่าจะเพิ่มคุณค่าขึ้นในโลกใหม่นี้คือ ความสามารถในการตั้งคำถามที่ถูกต้อง ความรับผิดชอบในการกระทำและการตัดสินใจ ความหมายในสิ่งที่มนุษย์เลือกทำเอง และวิจารณญาณในการตัดสินใจว่าเมื่อไหร่ควรเชื่อเอไอ เมื่อไหร่ไม่ควรเชื่อ

บางทีคำถามที่ดีที่สุดที่เราต้องถามในยุคนี้ไม่ใช่ “เอไอจะทำอะไรได้อีก ?” แต่เป็น “เราอยากเป็นใครในโลกที่เอไอทำได้เกือบทุกอย่าง ?

About Author