สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาชี้แจงสยบข่าวลือบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีที่มีการแชร์ข้อมูลว่าการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกที่ถูกแสงแดดหรือวางทิ้งไว้ในรถยนต์เป็นเวลานานอาจทำให้สารอันตรายละลายออกมาและก่อให้เกิดโรคมะเร็ง โดย อย. ยืนยันอย่างเป็นทางการว่า ขวดน้ำดื่มพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต หรือ พีอีที (Polyethylene Terephthalate: PET) ที่ใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ไม่มีการใช้สารบิสฟีนอล เอ หรือ บีพีเอ (Bisphenol A: BPA) เป็นสารตั้งต้นในกระบวนการผลิตแต่อย่างใด พร้อมทั้งเปิดเผยผลการสุ่มตรวจตัวอย่างน้ำดื่มบรรจุขวดปิดสนิทจำนวน 30 ตัวอย่าง ซึ่งไม่พบการปนเปื้อนของสารบีพีเอและสารกลุ่มทาเลต (Phthalates) ในทุกตัวอย่าง ยืนยันความปลอดภัยตรงตามมาตรฐานกฎหมายเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน
นายแพทย์พิเชษฐ พืดขุนทด รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ระบุว่า ภาชนะบรรจุพลาสติกชนิดพีอีทีต้องผ่านการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานอย่างเข้มงวดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายของสารเคมีจากภาชนะลงสู่อาหารและเครื่องดื่ม สำหรับสารบีพีเอซึ่งเป็นสารเคมีที่ผู้บริโภคกังวลนั้น แท้จริงแล้วเป็นสารที่ใช้ในการผลิตพลาสติกประเภทพอลิคาร์บอเนต (Polycarbonate: PC) หรือสารเคลือบกระป๋องโลหะเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์พลาสติกพีอีทีที่ใช้ทำขวดน้ำดื่มทั่วไปแต่อย่างใด ข้อมูลที่มีการส่งต่อกันจึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากความจริง
อย่างไรก็ตาม แม้ขวดพลาสติกพีอีทีจะปลอดภัยจากสารก่อมะเร็ง แต่ทาง อย. ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาสภาพน้ำดื่มและสุขอนามัยของผู้บริโภค โดยเตือนว่าควรหลีกเลี่ยงการเก็บขวดน้ำดื่มไว้ในบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงจัดหรือตากแดดเป็นเวลานาน เนื่องจากความร้อนส่งผลกระทบต่อคุณภาพ กลิ่น และรสชาติของน้ำ รวมถึงอาจทำให้บรรจุภัณฑ์เสียรูปทรงได้ นอกจากนี้ ไม่ควรนำขวดน้ำพลาสติกพีอีทีกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง เนื่องจากขวดถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานเพียงครั้งเดียว (Single-use packaging) การนำมาทำความสะอาดเพื่อใช้ใหม่โดยไม่ถูกวิธีอาจทำให้เกิดการสะสมของสิ่งสกปรกและเชื้อโรคได้
บทสรุปของเรื่องนี้จึงช่วยยืนยันอย่างชัดเจนว่า น้ำดื่มบรรจุขวดพีอีทีที่โดนความร้อนไม่ได้ปล่อยสารก่อมะเร็งออกมาตามที่เป็นข่าวลือ ทั้งนี้ อย. จะยังคงมาตรการเฝ้าระวังและกำกับดูแลมาตรฐานความปลอดภัยของภาชนะบรรจุอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลข่าวสารสุขภาพจากหน่วยงานรัฐหรือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อทุกครั้ง โดยผู้บริโภคสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารการเตือนภัยสุขภาพที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ได้ทางช่องทางออนไลน์ของ FDAThai
- ข้อมูลอ้างอิง: สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

