เรื่องโดย ปฏิวัติ อ่อนพุทธา
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)
สภาวะที่อากาศแปรปรวน อุณหภูมิโลกสูงขึ้น และฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตที่ลดลง ความต้องการน้ำที่เพิ่มขึ้น โลกจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายสองด้านที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน คือ “ความมั่นคงทางพลังงาน” กับ “ความมั่นคงทางอาหาร” แต่แท้จริงแล้วกลับเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยยะ ขณะเดียวกันโลกยังคงต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล (fossil fuels) ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการปล่อยแก๊สเรือนกระจก ที่ยิ่งซ้ำเติมความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศให้รุนแรงขึ้น ดังนั้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจึงกลายเป็นแนวทางที่จะช่วยกู้สถานการณ์โลกให้ดีขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ “เราจะผลิตทั้งอาหารและพลังงานไปพร้อมกันได้อย่างไร ?”
“โซลาแชร์ริง” ทางออกของการผลิตพลังงานและอาหารร่วมกัน
โซลาร์แชร์ริง (solar sharing) หรือที่รู้จักในชื่อ อะกริโวลแทอิกส์ (agrivoltaics) คือ ระบบที่ออกแบบให้พื้นที่ให้สามารถใช้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และทำเกษตรกรรมได้พร้อมกัน แนวคิดนี้เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1980 และได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ. 2004 โดยติดตั้งระบบแล้วหลายพันแห่ง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดิน อ้างอิงโดยใช้ดัชนี Land Equivalent Ratio (LER) ซึ่งใช้วัดความสามารถการใช้ประโยชน์พื้นที่ได้มากกว่าหนึ่งกิจกรรมในเวลาเดียวกัน และให้ผลคุ้มค่ากว่าการแยกใช้หรือไม่ จากหลายการศึกษาพบว่าโซลาร์แชร์ริงมีค่า LER ประมาณ 1.3–1.7 เท่า หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ที่ดินได้ราวร้อยละ 30–70 เมื่อเทียบกับการใช้พื้นที่เพื่อเกษตรกรรมหรือการผลิตพลังงานเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
สำหรับประเทศไทยมีค่ารังสีแสงอาทิตย์เฉลี่ยประมาณ 17.9 เมกกะจูลต่อตารางเมตรต่อวัน (MJ/m2.day) และมีพื้นที่เกษตรจำนวนมาก ขณะที่การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์ม (solar farm) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี การนำแนวคิดโซลาร์แชร์ริงไปประยุกต์ใช้ร่วมกับโซลาร์ฟาร์มเดิมที่มีอยู่แล้วจึงเป็นโอกาสสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารควบคู่กันได้
ในทางปฏิบัติโซลาร์แชร์ริงเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้พื้นที่ใต้แผงโซลาร์เซลล์ปลูกพืช การปลูกพืชระหว่างแผง ไปจนถึงการเลี้ยงสัตว์ใต้แผงหรือเหนือบ่อเลี้ยงปลา ดังนี้
การปลูกพืชใต้แผงโซลาร์เซลล์ เหมาะสำหรับพืชที่ต้องการแสงน้อย เจริญเติบโตได้ปกติแม้ถูกบดบังแสงอาทิตย์ มีการทดลองปลูกพืชใต้แผงโซลาร์เซลล์ใน 3 ลักษณะ คือ พืชถูกแผงโซลาเซลล์บังทั้งหมด ถูกบังบางส่วน และไม่ถูกบังเลย พบว่าผลผลิตการเกษตรของทั้งสามแปลงไม่มีความแตกต่างกัน แต่ในด้านสรีรวิทยา แปลงที่ถูกบังด้วยแผงโซลาร์เซลล์ พืชจะมีขนาดใบและการกระจายตัวของใบมากกว่า ส่วนในแง่ของการผลิตไฟฟ้า พบว่าการมีพืชอยู่ใต้แผงโซลาร์เซลล์ ไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าแต่อย่างใด
การปลูกพืชระหว่างแผงโซลาร์เซลล์ เหมาะสำหรับพืชที่ชอบแสงและใช้พื้นที่ปลูกน้อย โดยปกติพื้นที่ว่างระหว่างแผง จะใช้สำหรับเป็นทางเดินเพื่อเข้าไปดูแลรักษาแผงและมีขนาดไม่มาก การทำโซลาร์แชร์ริงจึงต้องออกแบบการใช้พื้นที่อย่างเหมาะสมและไม่รบกวนการผลิตไฟฟ้า ยกตัวอย่างเช่น การปลูกว่านหางจระเข้ซึ่งเป็นพืชที่ชอบแสง (สังเคราะห์แสงได้ดีที่ความเข้มแสงสูง) ระหว่างแผง เนื่องจากใช้พื้นที่น้อย ไม่กีดขวางการเข้าไปดูแลรักษา และสะดวกต่อการเพาะปลูก นอกจากนี้ บริเวณแผงยังได้ติดตั้งระบบน้ำเพื่อทำความสะอาดแผงแล้ว น้ำที่เหลือจะไหลลงไปรดแปลงว่านหางจระเข้อีกด้วย
การใช้พื้นที่ใต้แผงโซลาร์เซลล์เพื่อเลี้ยงสัตว์ เช่น การติดตั้งแผงไว้เหนือบ่อเลี้ยงปลา เพื่อให้ร่มเงาช่วยเร่งการเจริญเติบโตของปลาได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้ประมาณร้อยละ 30 เนื่องจากน้ำที่ระเหยจากบ่อช่วยลดอุณหภูมิแผงโซลาร์เซลล์
อย่างไรก็ตามการนำโซลาร์ฟาร์มมาประยุกต์ใช้เป็นระบบโซลาร์แชร์ริงยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เนื่องจากในการผลิตไฟฟ้าและการทำเกษตรย่อมมีปัจจัยความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น ความเข้มแสง พื้นที่ และทิศทางการรับแสง ดังนั้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพจากทั้งสองกิจกรรม จึงควรออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ทั้งคู่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่พืชหรือสัตว์ต้องการ
ข้อจำกัดของโซลาร์แชร์ริง
แม้โซลาร์แชร์ริงจะใช้จริงในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา แต่สำหรับประเทศไทยยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการทดลองและพัฒนา โดยมีข้อจำกัดสำคัญคือ “การแย่งชิงระหว่างแสงสำหรับพืชกับพลังงานไฟฟ้า” เนื่องจากแผงโซลาร์เซลล์แบบซิลิคอน (silicon solar cell) มีลักษณะทึบแสง จึงลดปริมาณแสงที่พืชได้รับโดยตรง อาจทำให้ผลผลิตลดลงได้ตั้งแต่ร้อยละ 4 ไปจนถึงร้อยละ 90 ขึ้นอยู่กับชนิดพืชและรูปแบบการติดตั้ง โดยเฉพาะพืชที่ต้องการความเข้มแสงสูง อีกทั้งยังทำให้การออกแบบระบบมีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น การกำหนดระยะห่างและมุมเอียงของแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างผลผลิตทางการเกษตรกับพลังงาน ในกรณีของโรงเรือน การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาในสัดส่วนร้อยละ 50 สามารถลดความเข้มแสงภายในมากถึงร้อยละ 64 ซึ่งอาจกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ข้อจำกัดนี้นำไปสู่คำถามสำคัญว่า “โซลาร์แชร์ริงสามารถใช้ได้จริงหรือไม่ ?”
เพอรอฟสไกต์ โซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ที่อาจเป็นทางออก
![]() เพอรอฟสไกต์โซลาร์เซล์จากนาโนเทค สวทช. |
โซลาร์เซลล์แบบซิลิคอนซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักในปัจจุบันมีความโดดเด่นด้านความเสถียรและอายุการใช้งานที่ยาวนาน โดยทั่วไปสามารถใช้งานได้มากกว่า 20–25 ปี แต่สำหรับระบบโซลาร์แชร์ริงแล้ว ซิลิคอนอาจมีข้อจำกัดสำคัญคือความทึบแสง ในขณะที่เพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์ (perovskite solar cell) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กำลังได้รับการจับตามองในฐานะเทคโนโลยีรุ่นใหม่ของการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
เพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์ คือ เทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใช้วัสดุในกลุ่ม “เพอรอฟสไกต์” มีโครงสร้างผลึกเฉพาะตัว ทำให้ดูดซับแสงและเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง จุดเด่นสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ ปรับแต่งคุณสมบัติของวัสดุให้เลือกดูดซับช่วงคลื่นแสงบางช่วงและปล่อยให้แสงบางช่วงผ่านไปได้ อีกทั้งยังมีน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และผลิตในรูปแบบโซลาร์เซลล์แบบกึ่งโปร่งแสงและมีสีสันต่าง ๆ ได้ จึงเปิดโอกาสให้เกิดรูปแบบการติดตั้งใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากโซลาร์เซลล์แบบซิลิคอนแบบดั้งเดิม ข้อมูลจาก National Renewable Energy Laboratory (NREL) ระบุว่า โซลาร์เซลล์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าร้อยละ 27 แต่จุดเด่นสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่คือ “ความสามารถในการปรับคุณสมบัติของแสง” เพอรอฟสไกต์ออกแบบให้ดูดซับแสงบางช่วงและปล่อยให้แสงบางช่วงผ่านไปได้ แตกต่างจากซิลิคอนที่ดูดซับแสงแทบทั้งหมด
เพอรอฟสไกต์กับโซลาร์แชร์ริง การแบ่งแสงอย่างชาญฉลาด
พืชใช้แสงในช่วง 400–700 นาโนเมตร ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร แนวคิดสำคัญของเพอรอฟสไกต์คือ การแบ่งช่วงคลื่นแสงให้พืชใช้แสงที่ต้องการ และใช้ส่วนที่เหลือผลิตไฟฟ้า ช่วยลดปัญหาการแย่งแสงระหว่างพืชกับพลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการทดลองพบว่า โซลาร์เซลล์แบบกึ่งโปร่งแสงรักษาผลผลิตของพืชได้ในระดับใกล้เคียงเดิม พร้อมกับผลิตไฟฟ้าได้
ดังนั้นความน่าสนใจของเพอรอฟสไกต์ไม่ได้อยู่แค่ประสิทธิภาพที่สูงกว่าร้อยละ 27 เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่คุณสมบัติ “ยืดหยุ่น เบา และโปร่งแสงได้” ซึ่งทำให้ติดตั้งในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ซิลิคอนไม่สามารถทำได้ เช่น ฟิล์มบางบนโรงเรือน เหนือพื้นที่เพาะปลูก
ข้อจำกัดของเพอรอฟสไกต์และการผลักดันไปสู่เชิงพาณิชย์
ความท้าทายในการนำเพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์ไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญ แม้เทคโนโลยีนี้จะมีศักยภาพสูงในด้านประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการใช้งานก็ตาม แต่ยังมีข้อจำกัดหลักดังนี้
ความเสถียรของวัสดุ เซลล์เพอรอฟสไกต์ไวต่อความชื้น ความร้อน และรังสีอัลตราไวโอเลต ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงเมื่อใช้งานในสภาพแวดล้อมจริง โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น ปัญหานี้ทำให้อายุการใช้งานของแผงยังสั้นกว่าโซลาร์เซลล์ชนิดซิลิคอน
อายุการใช้งาน แม้ว่าประสิทธิภาพในห้องปฏิบัติการจะสูง แต่การรักษาประสิทธิภาพในระยะยาวยังเป็นข้อจำกัดสำคัญ โดยในปัจจุบันยังไม่สามารถเทียบเท่าแผงซิลิคอนที่มีอายุใช้งาน 20–25 ปีได้
ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย เนื่องจากเพอรอฟสไกต์ส่วนใหญ่มีองค์ประกอบของสารตะกั่วซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม หากเกิดการรั่วไหลหรือการจัดการของเสียไม่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้ในพื้นที่เกษตรกรรม
ความท้าทายด้านการผลิตในระดับอุตสาหกรรม แม้กระบวนการผลิตในระดับห้องปฏิบัติการจะทำได้ง่ายและต้นทุนต่ำ แต่เมื่อขยายไปสู่การผลิตในระดับใหญ่ยังพบปัญหาด้านความสม่ำเสมอของคุณภาพ การควบคุมกระบวนการผลิต และความทนทานของวัสดุ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดด้านมาตรฐานและความเชื่อมั่นของตลาด เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระยะพัฒนา ทำให้ผู้ใช้งานและนักลงทุนยังมีความกังวลเกี่ยวกับความคุ้มค่าในระยะยาว
โอกาสและอนาคตของระบบโซลาร์แชร์ริงด้วยเพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์
แม้เพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์จะยังมีข้อจำกัดสำคัญ ทั้งความเสถียร อายุการใช้งาน และการผลิตในระดับอุตสาหกรรม แต่ทิศทางการพัฒนาในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เห็นอย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในเชิงแนวคิด หากกำลังก้าวเข้าสู่ระยะของการทดสอบและเตรียมความพร้อมสู่การใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การสนับสนุนทั้งจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันวิจัย โดยในระดับนโยบาย รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดเป้าหมายการติดตั้งเพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์ไว้สูงถึง 20 กิกะวัตต์ภายในปี ค.ศ. 2040 ซึ่งเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้แก่หลายล้านครัวเรือน
ในเชิงการวิจัยและพัฒนา เกียวโตนับเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการประยุกต์ใช้จริง ตัวอย่างเช่น บริษัท EneCoat Technologies ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) ได้มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบฟิล์มเพอรอฟสไกต์ที่ต่อยอดไปสู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเริ่มนำเพอรอฟสไกต์ไปทดลองใช้ในสภาพแวดล้อมจริง โดยเฉพาะในระบบโซลาร์แชร์ริง นับเป็นบริบทที่เทคโนโลยีนี้มีข้อได้เปรียบอย่างชัดเจน
ตัวอย่างที่สำคัญคือโครงการของบริษัท Sekisui Chemical ที่พัฒนาแผงเพอรอฟสไกต์แบบฟิล์มซึ่งมีน้ำหนักเบาและยืดหยุ่น ติดตั้งเหนือพื้นที่เพาะปลูก เช่น นาข้าว เพื่อศึกษาผลกระทบทั้งด้านผลผลิตทางการเกษตรและประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า แม้ว่าโครงการดังกล่าวยังอยู่ในระดับทดลอง แต่มีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์สำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต
นอกจากนี้การทดลองในพื้นที่จริง เช่น จังหวัดชิบะ ยังแสดงให้เห็นศักยภาพของแผงเพอรอฟสไกต์แบบฟิล์มที่ใช้งานได้ดี อีกทั้งมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมในระยะหนึ่ง แม้จะยังไม่เทียบเท่ากับแผงซิลิคอนในระยะยาวก็ตาม
อย่างไรก็ตามจุดเด่นด้านน้ำหนักเบา ความยืดหยุ่น และความสามารถในการออกแบบให้โปร่งแสงได้ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพอรอฟสไกต์เหมาะสมกับการประยุกต์ใช้ในระบบที่ต้องการความสมดุลระหว่างแสงสำหรับพืชกับการผลิตพลังงาน
บทบาทของนักวิจัยไทยกับเพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์
แม้เทคโนโลยีเพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์ในประเทศไทยยังไม่ได้นำไปใช้งานระดับภาคสนามอย่างแพร่หลาย แต่ความก้าวหน้าเชิงวิจัยภายใต้การขับเคลื่อนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีการศึกษาวิจัยเพื่อมุ่งแก้ข้อจำกัดหลักของเทคโนโลยีในหลายมิติ ได้แก่ ด้านความเสถียรในสภาพร้อนชื้น มีงานวิจัยที่พัฒนาโครงสร้างวัสดุ เช่น การปรับองค์ประกอบไอออน (เช่น Cs, Br) เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของเซลล์ ด้านกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม มีการพัฒนาเทคนิคการเคลือบฟิล์มขนาดใหญ่ เช่น spray coating, sequential spray deposition เพื่อให้ผลิตในระดับโมดูลได้จริง ไม่จำกัดแค่ในห้องทดลอง ด้านการออกแบบวัสดุและการใช้งานใหม่ ชี้ให้เห็นศักยภาพของเพอรอฟสไกต์ในรูปแบบฟิล์มบางกึ่งโปร่งแสงที่นำไปใช้กับอาคาร (building-integrated photovoltaics: BIPV) อุปกรณ์ IoT รวมทั้งระบบพลังงานแบบยืดหยุ่นได้ และด้านการประเมินผลกระทบและความยั่งยืน มีการศึกษาวงจรชีวิต (life cycle assessment: LCA) ของเซลล์เพอรอฟสไกต์เพื่อประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในบริบทจริงของประเทศไทย
บทสรุป
โซลาร์แชร์ริงเป็นแนวคิดที่ช่วยเชื่อมโยงความมั่นคงทางพลังงานกับอาหารเข้าด้วยกัน ผ่านการใช้พื้นที่เดียวกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด แม้จะมีข้อจำกัดด้านการแย่งแสงและความซับซ้อนในการออกแบบระบบ แต่การมาของเพอรอฟสไกต์โซลาร์เซลล์ได้เปิดมุมมองใหม่ในการจัดการแสงอย่างชาญฉลาด ด้วยคุณสมบัติที่สามารถปรับช่วงคลื่นแสง โปร่งแสง และยืดหยุ่นได้ จึงช่วยลดข้อขัดแย้งระหว่างการผลิตไฟฟ้ากับการเจริญเติบโตของพืชได้อย่างมีนัยสำคัญ เทคโนโลยีนี้ยังต้องพัฒนาอีกในด้านความเสถียรและการใช้งานจริง แต่ทิศทางที่เกิดขึ้นสะท้อนอย่างชัดเจนว่า อนาคตของการใช้ที่ดินจะไม่ใช่การ “เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง” ระหว่างพลังงานหรืออาหารอีกต่อไป แต่เป็นการ “ออกแบบให้ทั้งสองอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล” และในจุดนั้น โซลาร์แชร์ริงอาจไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานและการเกษตรในโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Kumpanalaisatit, M., Setthapun, W., Sintuya, H., Pattiya, A., & Jansri, S. N. (2022). Current status of agrivoltaic systems and their benefits to energy, food, environment, economy, and society. Sustainable Production and Consumption, 33, 952–963. https://doi.org/10.1016/j.spc.2022.08.013
- Department of Alternative Energy Development and Efficiency (DEDE), Ministry of Energy, Thailand. (2023). Thailand alternative energy situation 2023. https://www.dede.go.th/uploads/2566_forweb_19e391041d.pdf
- Xiong, Z.; Zhang, Q.; Cai, K.; Zhou, H.; Song, Q.; Han, Z.; Kang, S.; Li, Y.; Jiang, Q.; Zhang, X.; You, J. (2025). Homogenized Chlorine Distribution for >27% Power Conversion Efficiency in Perovskite Solar Cells. Science, 390, 638–642. https://doi.org/10.1126/science.adw8780.
- (2024). Photosynthetically active radiation (PAR) is defined as electromagnetic radiation within the 400–700 nm wavelength range. https://www.mdpi.com/2072-4292/17/10/1765
- Mesquita, I., Andrade, L., & Mendes, A. (2018). Perovskite solar cells: Materials, configurations and stability. Renewable and Sustainable Energy Reviews, 82, 2471–2488. https://doi.org/10.1016/j.rser.2017.09.021
- Renewable Energy Institute. (2025). Japan’s policy direction toward 20 GW deployment of perovskite solar cells by 2040. https://www.renewable-ei.org/en/activities/reports/20251029.php
- EneCoat Technologies. (n.d.). Company overview. https://www.enecoat.com/company/index_en.html
- Jowett, P. (2026, March 25). Sekisui-led consortium testing film-type perovskite solar for agrivoltaics. PV Magazine. https://www.pv-magazine.com/2026/03/25/sekisui-led-consortium-testing-film-type-perovskite-solar-for-agrivolatics/
- Srathongsian, L., Kaewprajak, A., Naikaew, A., Seriwattanachai, C., Phuphathanaphong, N., Inna, A., Chotchuangchutchaval, T., Passatorntaschakorn, W., Kumnorkaew, P., Sahasithiwat, S., Wongratanaphisan, D., Ruankham, P., Supruangnet, R., Nakajima, H., Pakawatpanurut, P., & Kanjanaboos, P. (2024). Cs and Br tuning to achieve ultralow-hysteresis and high-performance indoor triple cation perovskite solar cell with low-cost carbon-based electrode. iScience, 27(4), 109306. https://doi.org/10.1016/j.isci.2024.109306
- Srisamran, N., Sudchanham, J., Sriprachuabwong, C., Srisawad, K., Pakawatpanurut, P., Lohawet, K., Kumnorkaew, P., Krajangsang, T., & Tuantranont, A. (2023). Enhanced performance and stability of fully printed perovskite solar cells and modules by ternary additives under high humidity. Energy & Fuels, 37(8), 6049–6061. https://doi.org/10.1021/acs.energyfuels.2c03641
- Amratisha, K., Ponchai, J., Kaewurai, P., Pansa-Ngat, P., Pinsuwan, K., Kumnorkaew, P., Ruankham, P., & Kanjanaboos, P. (2020). Layer-by-layer spray coating of a stacked perovskite absorber for perovskite solar cells with better performance and stability under a humid environment. Optical Materials Express, 10(7), 1497–1508. https://doi.org/10.1364/OME.391546
- National Science and Technology Development Agency (NSTDA). (2026). Industry solutions for extreme heat: NANOTEC–NSTDA technologies strengthen energy efficiency and clean power performance. https://www.nstda.or.th/en/news/news-years-2026/industry-solutions-for-extreme-heat.html
- Detnatthawut, D., Varabuntoonvit, V., Lohawet, K., Laewprajak, A., & Kumnorkaew, P. (2022). Life cycle assessment of perovskite solar cell based on rapid convective deposition at electron transport layer. Asia-Pacific Journal of Science and Technology, 27(2). https://doi.org/10.14456/apst.2022.34


