เรื่องโดย ณัฐพล โชติศรีศุภรัตน์ และนัฐพงศ์ ศรีทองกูล
การอ่านหนังสือคือหนึ่งในกิจกรรมที่ผู้เขียนชอบทำยามว่างหลังจากทำวิจัย บางทีก็ชอบเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด โชคดีที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน มีห้องสมุดจำนวนมาก มีห้องสมุดกลางและยังมีห้องสมุดอื่นอีก ไม่ว่าจะห้องสมุดคณะ ห้องสมุดภาควิชา รวมทั้งหมดที่ผู้เขียนเคยไปไม่ต่ำกว่า 12 แห่ง การที่เราเรียนวิทยาศาสตร์แต่ได้ไปห้องสมุดอื่น ๆ เช่น ห้องสมุดคณะมนุษยศาสตร์นั้น ช่วยให้ได้มุมมองใหม่ ๆ ฝึกมุมมองข้ามศาสตร์ (interdisciplinary)
ประสบการณ์การไปท่องเที่ยวต่างประเทศหลายแห่ง การติดต่อพูดคุยกับผู้คนต่างชาติ เหล่านี้ก็ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้เขียนสนใจนิรุกติศาสตร์เป็นงานอดิเรก เมื่อสังเกตว่าคำหลายคำในแต่ละภาษามีเสียงและรูปแบบคล้ายกัน ประกอบกับค้นพบว่าภาษาต่าง ๆ เชื่อมโยงกันผ่านประวัติศาสตร์ สังคม ภูมิศาสตร์ และมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป จากคำถามเล็ก ๆ เกี่ยวกับต้นกำเนิดของคำเหล่านั้น กลายมาเป็นความรู้สึกสนุกกับการค้นหาว่าคำคำหนึ่งมีที่มาอย่างไร

ที่มาภาพ : Cornelis Kiliaan, Public Domain via Wikimedia Commons
ชาลส์ เพอร์ซี สโนว์ (Charles Percy Snow) นักเขียนและนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ บรรยายพิเศษต่อสาธารณชน เรื่อง The Two Cultures ในปี ค.ศ. 1959 เขาเสนอว่า กลุ่มนักคิด ปัญญาชนในสังคมโลกตะวันตกดูจะแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน คือ กลุ่มของวิทยาศาสตร์และกลุ่มของมนุษยศาสตร์ การแบ่งแยกนี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของสังคมมนุษย์ เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์มักมีความสนใจเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามการพยายามทำความเข้าใจด้านมนุษยศาสตร์ก็มีส่วนช่วยในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน เช่น การเข้าใจวิชานิรุกติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจ จดจำเนื้อหา คำศัพท์ด้านวิทยาศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น

ในพจนานุกรมบางครั้งนอกจากอธิบายความหมายแล้วยังบอกรากศัพท์อีกด้วย
ที่มาภาพ : cgarniersimon via Pixabay
นิรุกติศาสตร์ ภาษาอังกฤษคือ etymology พจนานุกรมศัพท์บัญญัติของสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ฉบับ ภาษาศาสตร์ทั่วไป แปลว่า ประวัติคำหรือศัพทมูลวิทยา พอสรุปได้ว่าเป็นวิชาที่ศึกษาต้นกำเนิดของคำต่าง ๆ ว่ามาจากไหน มีลำดับพัฒนาการของคำอย่างไร และทำไมถึงมีความหมายแบบที่ใช้กันในปัจจุบัน นิรุกติศาสตร์ช่วยให้เราเข้าใจที่มาของคำต่าง ๆ ที่เราใช้พูดกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นขอยกตัวอย่างคำว่า salary ที่แปลว่า เงินเดือน คำนี้มีที่มาจากภาษาละติน salarium ซึ่งแปลว่า เงินค่าจ้างหรือเงินเบี้ยเลี้ยง และมีรากมาจากคำว่า sal ที่แปลว่า เกลือ เนื่องจากในอดีตเกลือเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงมาก ใช้ในการถนอมอาหารและถือเป็นสิ่งสำคัญต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในกองทัพโรมันโบราณว่ากันว่า ทหารจะได้รับเบี้ยเลี้ยงส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับซื้อเกลือ หรือที่เรียกกันว่า “salt money” เราใช้คำนี้ต่อมาเรื่อย ๆ ความหมายจากเงินสำหรับซื้อเกลือก็แปลเปลี่ยนกลายเป็นเงินค่าจ้างประจำหรือเงินเดือนในที่สุด
แล้วนิรุกติศาสตร์มีส่วนช่วยในการเรียนวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร ? นั่นก็เพราะว่าศัพท์ในวิชาวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่มีรากมาจากภาษากรีกและภาษาละติน เมื่อเรารู้ความหมายรากศัพท์ของคำนั้นเราก็อาจจะพอเดาความหมายของคำได้ เช่นคำว่า thermo เป็นคำอุปสรรค (prefix) ที่มาจากภาษากรีก thermos แปลว่าอุ่นหรือร้อน ดังนั้นถ้าเราเจอศัพท์วิทยาศาสตร์ที่มีคำนี้เราก็อาจพอคาดคะเนได้ว่าคำนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับความร้อนหรืออุณหภูมิ เช่น Thermodynamics แปลว่า วิชาอุณหพลศาสตร์ (เป็นวิชาที่สนุกมากตอนเรียน) วิชาที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความร้อน งาน และพลังงาน หรือศัพท์ที่คุ้นเคยกันดีอย่าง thermometer คำว่า meter เป็นคำปัจจัย (suffix) มาจากภาษากรีก metron แปลว่า การวัด คำนี้จึงหมายถึงเครื่องมือสำหรับวัดอุณหภูมินั่นเอง
จะเห็นว่าถ้าเราเข้าใจความหมายของรากของคำ คำอุปสรรค คำปัจจัย เข้าใจที่มาและประวัติศาสตร์ของคำศัพท์วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ คำที่เราไม่เคยเจอก็อาจพอเดาความหมายของคำนั้นได้ หรือคำที่เรารู้จักแล้ว เมื่อศึกษาให้ลึกซึ้งก็จะจดจำได้แม่นยำละเอียดมากขึ้นกว่าการท่องศัพท์ เพราะการจำสิ่งต่าง ๆ ผ่านเรื่องราวที่ร้อยเรียงต่อกันมีส่วนช่วยอย่างมากในการจดจำ
ในบทความนี้ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจมา 2 คำ คำแรกคือ อะตอม เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า atom หมายถึงหน่วยที่เล็กที่สุดที่ยังคงสมบัติทางเคมีของธาตุ โครงสร้างของอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสอยู่ตรงกลางและอิเล็กตรอนอยู่ในวงโคจรรอบนิวเคลียส โดยนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ที่มาของคำนี้มีเรื่องราวที่แสนน่าสนใจและเราต้องย้อนกลับไปยังยุคกรีกโบราณราวสองพันสี่ร้อยปีที่แล้วหรือช่วงยุคเดียวกันกับพระพุทธเจ้านั่นเอง
ถ้าพูดถึงเรื่องอะตอมและพอจำบทเรียนได้ ก็ต้องนึกถึงนักปรัชญาชื่อ ดิมอคริตัส (Democritus) เขามีชีวิตอยู่ช่วงประมาณ 460–370 ก่อนคริสต์ศักราช จริง ๆ แล้ว เราควรกล่าวถึงลิวซิปปัส (Leucippus) ซึ่งเป็นอาจารย์ของดิมอคริตัสด้วย เพราะนักปรัชญาทั้งสองท่านนี้สนับสนุนแนวคิดเดียวกัน พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งในจักรวาลประกอบด้วยสองสิ่ง คือ ส่วนที่ว่าง (void) และสิ่งที่แบ่งแยกย่อยไม่ได้อีกซึ่งในภาษากรีกเรียกว่า atomos โดยมาจากคำอุปสรรค a- ที่แปลว่า ไม่ และคำว่า tomos ที่แปลว่า ตัด ดังนั้น atomos แปลตรงตัวจึงแปลว่าหน่วยที่เล็กที่สุดซึ่งไม่อาจถูกตัดหรือแบ่งออกได้อีก
พวกเขายังเชื่ออีกว่าอะตอมมีคุณสมบัติเป็นของแข็งที่ไม่สามารถแบ่งแยกหรือทำลายได้ และมีการจัดเรียงที่แตกต่างกัน โดยการจัดเรียงที่แตกต่างกันนี้เองเป็นสาเหตุของความหลากหลายของสสารทั้งหมดที่เราเห็น ส่วนที่ว่างนั้นช่วยให้อะตอมเคลื่อนที่ไปมาได้และมักจะไปชนกับอะตอมอื่น ๆ พวกเขาเชื่อว่าเพราะเหตุนี้วัตถุต่าง ๆ ที่เราเห็นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง แนวคิดของลิวซิปปัสและดิมอคริตัสเป็นแนวคิดของสำนักคิดปรมาณูนิยม (The School of Atomists) ที่ถือว่าเป็นการมองจักรวาลแบบเป็นเชิงกลครั้งแรกอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากผู้มีอำนาจวิเศษ นับว่าเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างก้าวหน้าและล้ำสมัยในยุคนั้น แต่กลับไม่ค่อยได้รับความนิยมนักในยุคของพวกเขาเพราะขัดกับคำอธิบายของอริสโตเติล (Aristotle) ที่มีอิทธิพลทางความคิดสูงกว่ามาก
อริสโตเติลปฏิเสธการมีอยู่ของอะตอมและความว่างเปล่า เขาเชื่อว่าสสารเป็นสิ่งต่อเนื่องที่แบ่งย่อยได้ ไม่สิ้นสุด และยังได้เสนอทฤษฎีธาตุทั้งสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ (ถ้าธาตุทางเคมีมีเพียงแค่สี่ธาตุ การท่องตารางธาตุก็จะง่ายดายกว่าปัจจุบันมาก) ซึ่งกลายเป็นกรอบอธิบายธรรมชาติหลักของโลกตะวันตกมานับพันปี
ต่อมาความหมายของอะตอมได้เปลี่ยนไปจากแนวคิดของนักปรัชญาชาวกรีก เมื่อจอห์น ดอลตัน (John Dalton) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้นำแนวคิดเรื่องอะตอมกลับมาพัฒนาอีกครั้งในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และยังเลือกใช้คำศัพท์ atom ที่มีรากมาจากภาษากรีกโบราณ เนื่องจากเชื่อว่าอนุภาคเหล่านี้เป็นหน่วยพื้นฐานของสสารที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก แต่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในยุคต่อมาได้ค้นพบว่า อะตอมไม่ได้เป็นหน่วยที่แบ่งแยกไม่ได้แต่ประกอบด้วยโครงสร้างภายในได้แก่ นิวเคลียสที่มีโปรตอนและนิวตรอน และอิเล็กตรอน
ในปัจจุบันแบบจำลองอะตอมของแอร์วิน ชเรอดิงเงอร์ (Erwin Schrödinger) ถือเป็นแบบจำลองอะตอมที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับ โดยอธิบายถึงอิเล็กตรอนว่าไม่ใช่เป็นอนุภาคที่โคจรอยู่ในวงโคจรตายตัวแต่กระจายอยู่ในออร์บิทัลซึ่งมีระดับพลังงานเฉพาะ แบบจำลองนี้อธิบายการเกิดพันธะเคมีและพฤติกรรมที่ซับซ้อนของอะตอมได้ดีกว่าแบบจำลองก่อนหน้า และใช้คณิตศาสตร์ในรูปของฟังก์ชันคลื่น (wave function) เพื่อทำนายตำแหน่งและพลังงานของอิเล็กตรอน
คำที่สองคือ อิเล็กตรอน ภาษาอังกฤษคือ electron หมายถึง อนุภาคมูลฐานที่เป็นส่วนประกอบของอะตอม มีประจุไฟฟ้าลบ โดยแต่ละอะตอมจะมีอิเล็กตรอนจำนวนหนึ่งอยู่ล้อมรอบนิวเคลียสที่มีประจุบวก สำหรับอะตอมที่เป็นกลางจะมีจำนวนอิเล็กตรอนจะเท่ากับจำนวนโปรตอนและเป็นตัวกำหนดสมบัติทางเคมีของอะตอม
ถ้าพูดถึงอิเล็กตรอนก็ต้องย้อนกลับไปในยุคกรีกโบราณเช่นกัน คำนี้มาจากภาษากรีกว่า elektron แปลว่า อำพัน เพราะในสมัยนั้นเองมีนักปรัชญาชื่อทาเลส (Thales) ค้นพบว่า เมื่อถูอำพันด้วยขนสัตว์แล้วนำไปใกล้กับเศษฟาง อำพันจะดูดเศษฟางได้ ต่อมาวิลเลียม กิลเบิร์ต (William Gilbert) นักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 16 ได้นำคำว่า elektron จากภาษากรีกมาสร้างเป็นคำในภาษาละตินว่า electricus เพื่อใช้อธิบายวัตถุที่ก่อให้เกิดแรงดึงดูดแบบเดียวกับอำพัน
คำว่า electric ที่แปลว่า เกี่ยวกับไฟฟ้า ใช้ในภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกโดยฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) และคำว่า electricity ที่แปลว่า กระแสไฟฟ้า พบเป็นครั้งแรกในหนังสือ Pseudodoxia Epidemica ที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1646 คำว่าอิเล็กตรอนเกี่ยวข้องกับคำว่ากระแสไฟฟ้าโดยตรง เพราะกระแสไฟฟ้าที่เราใช้งานกันจริง ๆ แล้วเป็นผลจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนนั่นเอง เครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่เรานิยมใช้ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ต่างก็ล้วนเกี่ยวข้องกับอำพันดังที่อธิบายมาทั้งหมดด้วยประการฉะนี้นี่เอง
จะเห็นว่าศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ยกตัวอย่างมามีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีเรื่องที่น่าสนใจ มีความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมากมายเต็มไปหมด ยิ่งได้ลองศึกษาก็พบทั้งความสนุก ความน่าสนใจ และยังช่วยให้เราจดจำคำศัพท์ยาก ๆ ทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วย เช่นเดียวกับผู้เขียนที่แม้จะเรียนมาในสายวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อมีเวลาว่างก็ชอบศึกษาเรื่องราวของภาษาต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อความเพลิดเพลิน แถมยังได้รับประโยชน์อย่างอื่นแฝงมาด้วย ดังนั้นผู้เขียนจึงเชื่อว่า การศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ ตามที่เราสนใจโดยไม่ได้ถูกบังคับว่า ต้องเรียน ต้องสอบ ต้องเอาไปใช้เพื่อประกอบอาชีพเท่านั้น นับเป็นความสุขอย่างแท้จริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Halliday, D., Resnick, R., & Walker, J. (2013). Fundamentals of physics. John Wiley & Sons.
- Landau, C., Szudek, A., & Tomley, S. (2011). The philosophy book: Big ideas simply explained. DK Publishing.
- Griffiths, D. J. (2023). Introduction to electrodynamics. Cambridge University Press.
- Harper, D. (n.d.). Atom. In Online Etymology Dictionary. Retrieved December 14, 2025, from https://www.etymonline.com/search?q=atom
- What is the meaning of the Greek origin word, “Elektron”? (n.d.). Prepp.in. Retrieved December 19, 2025, from https://prepp.in/question/what-is-the-meaning-of-the-greek-origin-word-elekt-645dfcf057f116d7a2410fd7
- Etymology. (2008). Microsoft Corporation.
- Etymology. (2015). In Encyclopædia Britannica Ultimate Reference Suite. Encyclopædia Britannica.

