เรื่องโดย ปิยพร เศรษฐศิริไพบูลย์
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)
“คิดให้ไกล ไปทีละก้าว” คือ แนวคิดการขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์แบรนด์ We VergiN และ Buppha ของกลุ่มวิสาหกิจเกษตรสวนดอก ตำบลบางยี่รงค์ อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ที่มีน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นเป็นส่วนประกอบหลัก และเป็นผลิตภัณฑ์แรกของที่นำทางไปสู่การจัดการวัสดุเหลือทิ้งในสวนมะพร้าว
จากพนักงานบริษัทที่กลับมารับช่วงดูแลสวนมะพร้าวและลิ้นจี่ของพ่อแม่บนพื้นที่ 18 ไร่ บุปผา ไวยเจริญ คิดหาหนทางเพิ่มมูลค่ามะพร้าวจากราคาที่ตกต่ำเหลือลูกละ 3 บาท
“ช่วงปี พ.ศ. 2555 ราคามะพร้าวตกต่ำมาก จากลูกละ 15 บาท เหลือลูกละ 3 บาท จะทำอย่างไรได้บ้างที่จะเพิ่มมูลค่าได้ จนได้ไปดูงานการแปรรูปมะพร้าวและได้แนวคิดกลับมาผลิตน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น”
บุปผานำเทคนิคที่ได้จากการดูงานมาผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ใช้กรรมวิธีไม่ผ่านความร้อน ทำให้ได้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นแบบบริสุทธิ์ที่คงสารสำคัญไว้มากสุด และกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างดี เธอจึงต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยมีน้ำมันมะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น ซีรัมบำรุงผิว สครับขัดผิว โลชั่น สบู่เหลว
เปลือกมะพร้าวและกะลามะพร้าวเป็นวัสดุเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปมะพร้าว แม้จะนำไปขายให้เกษตรกรเพื่อใช้ปลูกต้นไม้บ้างแล้ว แต่ยังเหลือที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อีกมาก และด้วยความชื่นชอบผ้ามัดย้อม บุปผาจึงชักชวนสมาชิกทำผ้ามัดย้อมจากเปลือกมะพร้าวและกะลามะพร้าว โดยหวังจะได้เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของกลุ่ม
“มาช่วยกันสับเปลือกมะพร้าวให้ละเอียด เอาไปแช่น้ำไว้ 1 เดือน แล้วกรองเอาน้ำที่ได้ไปย้อมผ้า ผ้าก็ติดสีนะ แต่ไม่สม่ำเสมอ ก็ลองวิธีใหม่ เอาผ้ามามัดลายก่อนไปย้อม สีก็ยังติดไม่ทั่วอีก”
บุปผาไม่ละทิ้งความตั้งใจ เธอไปขอคำปรึกษาจากอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสงคราม และทำให้ได้พบทางออก เมื่อเจ้าหน้าที่สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และนักวิจัยจากกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีพอลิเมอร์ขั้นสูง ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับกลุ่มวิสาหกิจเกษตรสวนดอก ทำให้บุปผาและสมาชิกได้รับรู้สาเหตุที่ทำให้การย้อมผ้าไม่สำเร็จ
“เราใช้วิธีย้อมแบบภูมิปัญญาดั้งเดิม ไม่ได้ชั่งตวงวัตถุดิบ หรือควบคุมอุณหภูมิ ระยะเวลาต้ม และก็ไม่ได้ทำความสะอาดผ้าก่อนนำมาย้อม ทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพและความสม่ำเสมอของสีได้”

หลังการลงพื้นที่ของ สท. สวทช. ในวันนั้น กลุ่มวิสาหกิจเกษตรสวนดอกได้รับการถ่ายทอด “เทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์มัดย้อมจากเปลือกมะพร้าวและจากพืชในท้องถิ่น” และ “การสกัดน้ำสีเข้มข้นเตรียมผสมสีธรรมชาติกับแป้งพิมพ์และการพิมพ์สกรีนสีธรรมชาติจากพืชในท้องถิ่น” ตั้งแต่กระบวนการเตรียมเส้นใย ผ้าผืน การทำความสะอาดผ้าด้วยเอนไซม์เอนอีซ (ENZease) เทคนิคและกระบวนการสกัดสี การย้อมสีจากเปลือกมะพร้าว ใบลิ้นจี่ และพืชในท้องถิ่น การออกแบบลายมัดย้อม การพิมพ์สกรีนสีธรรมชาติ ตลอดจนถึงการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีนาโน
“เราได้ความรู้ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เราปรับเปลี่ยนวิธีการทำทุกขั้นตอนตามที่ สวทช.แนะนำ เพราะทุกอย่างมีผลกับการควบคุมคุณภาพสีผ้า และยังได้แนวคิดการออกแบบลายมัดย้อม การสกรีนผ้า การพิมพ์สีผ้าเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และที่สำคัญเราได้ใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบรอบชุมชนที่นำมาสกัดสีได้ ทั้งเปลือกมะพร้าวที่ได้โทนสีส้ม สีน้ำตาลอ่อน ใบมะม่วงที่ให้โทนสีเหลือง สีเขียว ต้นลิ้นจี่ที่เคยจะโค่นทิ้ง เราเอาใบมาสกัดได้โทนสีน้ำตาล ส้ม เทา และดำ กลายเป็นสร้างเอกลักษณ์ให้สินค้าของเราด้วยสิ่งที่มีอยู่รอบชุมชน และเรายังมีวัตถุดิบที่นำมาสกัดสีได้ตลอดโดยไม่ต้องซื้อจากที่อื่น”

ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจเกษตรสวนนอกมีผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติที่มีคุณภาพและสวยงาม ทั้งเสื้อผ้า หมวก ผ้าพันคอ กระเป๋า ผ้าผืน ฯลฯ จำหน่ายตั้งแต่ราคา 250-650 บาท และจำหน่ายได้สูงถึงเดือนละ 30,000–60,000 บาท นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้าน “การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว” และ “การทำผ้ามัดย้อมจากสีธรรมชาติ” ที่เปิดให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้และฝึกปฏิบัติ
“เอกลักษณ์สินค้าของเราคือนำสิ่งที่เหลือทิ้ง สิ่งที่ทุกคนมองข้ามกลับมาใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างอาชีพและรายได้ให้คนในชุมชน ต้องขอบคุณอุตสาหกรรมจังหวัดที่พา สวทช.เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ตรงจุด ทำให้เราได้ต่อยอดและพัฒนาผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติให้มีคุณภาพเพื่อส่งต่อให้ลูกค้า” บุปผากล่าวทิ้งท้าย
- ที่มา : หนังสือ “วิทย์พลิกชุมชน : ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”. 2564. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.

