เรื่องโดย ศ. ดร.เนาวรัตน์ ชีพธรรม
พลาสติกแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน สิ่งของเครื่องใช้รอบตัวล้วนมีพลาสติกเป็นส่วนประกอบ เมื่อเวลาผ่านไป ภายใต้แสงแดด ความร้อน แรงเสียดสี กระบวนการทางเคมี และกระบวนการทางชีวภาพ พลาสติกเหล่านี้จะค่อย ๆ สลาย แตกตัวเล็กลง แทรกซึมสู่ดิน น้ำ และอากาศ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ และหมุนเวียนกลับมาสู่ชีวิตเราอีกครั้งในรูปของ “ไมโครพลาสติก”
ไมโครพลาสติกคืออะไร
ไมโครพลาสติก คือ ชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ คือ ชิ้นส่วนพลาสติกที่เกิดจากความตั้งใจผลิตให้มีขนาดเล็กเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์บางประเภท เช่น ไมโครบีดส์ในเครื่องสำอาง และไมโครพลาสติกทุติยภูมิ เกิดจากการแตกสลายของพลาสติกชิ้นใหญ่ผ่านกระบวนการทางกายภาพ ชีวภาพ และเคมี เช่น แสงแดด ความร้อน แรงเสียดสี จุลินทรีย์บางสายพันธุ์ (แบคทีเรียและรา) ที่ผลิตเอนไซม์ย่อยโมเลกุลของพลาสติกได้

ไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ รอบตัวเรา เพียงแต่มันมีขนาดเล็กมากจนมองไม่เห็น หรือเห็นแต่อาจจะไม่ได้ตระหนักว่ามันมีคุณหรือมีโทษอย่างไร แหล่งกำเนิดไมโครพลาสติกเหล่านี้ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด อันดับหนึ่ง คือ เศษพลาสติกจากการสึกหรอของยางรถยนต์ระหว่างการใช้งาน รองลงมาคือ เส้นใยสังเคราะห์จากเสื้อผ้าหรือสิ่งทอที่อาจหลุดออกระหว่างการซัก เพียงแค่สองแหล่งนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ไมโครพลาสติกมีปริมาณมหาศาลและกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก และนั่นหมายความว่าพวกมันหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำ ปะปนในดิน และสะสมอยู่ในระบบธรรมชาติทุกวันแบบที่เราไม่รู้ตัว
การตรวจจับไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อม
เมื่อไมโครพลาสติกแพร่กระจายเข้าสู่สิ่งแวดล้อม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ามันอยู่ที่ใด แต่รวมถึงว่ามันเดินทางผ่านระบบจัดการของเสียของเราได้อย่างไรด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมางานวิจัยทั่วโลกส่วนใหญ่มุ่งศึกษาไมโครพลาสติกในระบบบำบัดน้ำเสีย ขณะที่ “ปุ๋ยหมัก” ซึ่งเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างขยะอินทรีย์ ดิน และห่วงโซ่อาหาร กลับมีข้อมูลค่อนข้างจำกัด
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตรวจหาไมโครพลาสติกในปุ๋ยหมักไม่ใช่เรื่องง่าย ในตัวอย่างมักมีเศษอาหาร เปลือกไข่ และเส้นใยพืชซึ่งมีลักษณะทางกายภาพคล้ายไมโครพลาสติก การแยกแยะจึงต้องอาศัยกระบวนการเตรียมตัวอย่างอย่างระมัดระวัง โดยอาจใช้สารละลายโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) ที่ไม่ทำลายโครงสร้างไมโครพลาสติกส่วนใหญ่มาช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ หรือย้อมสีตัวอย่างด้วยไนล์เรด (Nile red) เพื่อระบุตำแหน่งไมโครพลาสติกผ่านกล้องจุลทรรศน์ฟลูออเรสเซนซ์ ถ้าเป็นไมโครพลาสติกจะเห็นขอบเขตชัดเจน ส่วนเศษขยะอินทรีย์จะมีแสงฟุ้งกระจาย

อย่างไรก็ตามไม่มีเทคโนโลยีใดสมบูรณ์แบบเพียงลำพัง การวิเคราะห์จึงต้องใช้วิธีผสมผสาน ไม่ว่าจะเป็นกล้องจุลทรรศน์รามานสเปกโทรสโกปี (Raman spectroscopy) เพื่อระบุชนิดพอลิเมอร์ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบกราด (scanning electron microscope: SEM) เพื่อดูพื้นที่ผิวเชิงลึกระดับนาโนซึ่งเคยมีประเด็นเรื่องการเคลือบผิวที่อาจละลายพลาสติกบางชนิด เทคนิคเอฟทีไออาร์ (fourier transform infrared spectroscopy: FTIR) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการจำแนกชนิดพลาสติก เป็นต้น
การตรวจจับและวิเคราะห์ไมโครพลาสติกเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้เรารู้ที่มาที่ไปของไมโครพลาสติกเหล่านี้และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะเศษพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ขยะ แต่เป็นภัยเงียบที่อาจก่อผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม
ผลกระทบที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ
ไมโครพลาสติกไม่ใช่เพียงเศษขยะ แต่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพอีกด้วย
ไมโครพลาสติกเปรียบเสมือนฐานที่มั่นของเชื้อโรค เนื่องจากพื้นผิวของมันเอื้อต่อการยึดเกาะของแบคทีเรีย จนเกิดการสร้าง “ไบโอฟิล์ม” (biofilm) ซึ่งเป็นชุมชนของแบคทีเรียที่รวมตัวกันอยู่ภายใต้ชั้นสารเมือกที่พวกมันสร้างขึ้นมา สภาพแวดล้อมแบบนี้ช่วยส่งเสริมให้การถ่ายโอนยีนดื้อยาปฏิชีวนะระหว่างแบคทีเรียเกิดได้ง่ายขึ้น สิ่งนี้เป็นวิกฤตการณ์ที่สร้างความกังวลให้แก่วงการสาธารณสุขทั่วโลก
ปัญหาดังกล่าวนี้จึงเชื่อมโยงกับแนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ที่มองว่า สุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเป็นระบบเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ไมโครพลาสติกจากยางรถยนต์และปุ๋ยหมักหลุดรอดเข้าสู่ระบบนิเวศ โดยลงสู่แม่น้ำ เข้าสู่สัตว์น้ำ และย้อนกลับมาที่มื้ออาหารของเรา วงจรนี้สะท้อนให้เห็นว่า การจัดการทรัพยากรตั้งแต่ต้นทางมีความสำคัญเพียงใด

จากการจัดการขยะสู่การจัดการระบบ
หลายประเทศเริ่มวางแผนลดปริมาณขยะเปียกและขยะอินทรีย์เข้าสู่หลุมฝังกลบอย่างจริงจัง เนื่องจากขยะประเภทนี้ย่อยสลายได้ด้วยแบคทีเรียและเชื้อรา โดยกระบวนการย่อยสลายก่อให้เกิดแก๊สมีเทน หากฝังกลบในปริมาณมากอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดการผลิตแก๊สมีเทนสะสม ส่งผลต่อความไม่มั่นคงและความปลอดภัยของหลุมฝังกลบในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมนวัตกรรมและงานวิจัยด้านความยั่งยืน ตั้งแต่การคัดแยกขยะที่ต้นทาง การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงวัฏจักรชีวิต ไปจนถึงการสนับสนุนองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) อย่างแท้จริง

หนึ่งในแนวทางที่ได้รับความสนใจและเชื่อว่าจะเป็นทางออกสำคัญในการจัดการไมโครพลาสติกระยะยาว คือ การใช้แบคทีเรียช่วยย่อยสลาย แบคทีเรียผ่านการแบ่งตัวมานับล้านชั่วรุ่น ทำให้บางสายพันธุ์เริ่มพัฒนาเอนไซม์ที่ย่อยสลายพันธะของพลาสติกได้ เช่น แบคทีเรียในสกุล Pseudomonas ซึ่งมีความสามารถในการบำบัดมลพิษ นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์จากสภาพแวดล้อมจำกัดอย่างถ้ำซึ่งนักวิจัยพบว่า พวกมันสร้างเอนไซม์พิเศษที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบคทีเรียทั่วไป และอาจนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมเพื่อเร่งการย่อยสลายไมโครพลาสติกในกองปุ๋ยหมักหรือในกระบวนการบำบัดของเสียได้
ปัญหาไมโครพลาสติกสะท้อนให้เห็นว่า ระบบจัดการขยะแบบเดิมไม่อาจรองรับผลกระทบของวัสดุสมัยใหม่ได้เพียงพออีกต่อไป การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางด้วยการออกแบบการผลิตและการบริโภคให้ลดการเกิดของเสียและป้องกันการหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อมตามแนวคิด Zero Waste เพราะหากอนุภาคจิ๋วเหล่านี้หลุดรอดเข้าสู่ระบบธรรมชาติแล้ว ผลกระทบของมันไม่ได้เล็กตามไปด้วย การจัดการไมโครพลาสติกจึงควรทบทวนและปรับปรุงทั้งระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเราในระยะยาว
อย่างไรก็ตามแม้ว่างานวิจัยในช่วงหลังจะรายงานการตรวจพบไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณที่แท้จริงยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน เนื่องจากมีการใช้เทคนิคการตรวจและวิเคราะห์ที่แตกต่างกัน ส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างการตรวจพบไมโครพลาสติกกับผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์นั้นก็ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม ดังนั้นในวันนี้ที่คำตอบทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สมบูรณ์ การจัดการกระบวนการผลิต การบริโภค และการจัดการขยะอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นทางจึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยปกป้องสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

