เรื่องโดย รศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ตามมาตราขนาดโมเมนต์ (moment magnitude: Mw) ในประเทศเมียนมา เหตุการณ์นี้จัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวจะอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเป็นระยะทางกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร แต่กลับรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และเขตปริมณฑล

แผนที่แสดงการเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 (Mw) บนรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 และระดับความรุนแรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลมีระดับความรุนแรงถึง 5 ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างจากแผ่นดินไหวถึง 1,000 กิโลเมตร
ที่มาภาพ : U.S. Geological Survey (USGS)
ประชาชนจำนวนมากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในอาคารสูงรายงานว่ารับรู้ถึงการโยกตัวของอาคารอย่างชัดเจน บางแห่งการสั่นสะเทือนกินเวลานานหลายนาทีซึ่งยาวนานกว่าประสบการณ์จากแผ่นดินไหวขนาดปานกลางที่เคยเกิดขึ้นใกล้ประเทศมาก่อน และพบว่ามีอาคารสูงเกิดความเสียหายทั่วทั้งเมือง เหตุการณ์นี้สร้างทั้งความตื่นตระหนก ความไม่สบายใจ และคำถามสำคัญในสังคมว่า เหตุใดแผ่นดินไหวที่อยู่ไกลขนาดนั้นจึงส่งผลกระทบต่อเมืองหลวงของประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ไม่มีรอยเลื่อนมีพลังขนาดใหญ่พาดผ่านกรุงเทพฯ โดยตรง
คำตอบของคำถามนี้ไม่ได้อยู่ที่ “ระยะทาง” เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของหลายปัจจัย ตั้งแต่ธรรมชาติของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาก กลไกการแพร่กระจายของคลื่นแผ่นดินไหว ลักษณะทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ของพื้นที่กรุงเทพฯ ไปจนถึงรูปแบบการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยอาคารสูงจำนวนมาก ปัจจัยทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน และเมื่อมาประกอบกันพอดีก็สามารถทำให้แผ่นดินไหวระยะไกลส่งผลกระทบได้รุนแรงกว่าที่หลายคนคาดคิด
แผ่นดินไหวขนาดใหญ่มากเปรียบได้กับการเขย่าโลกครั้งใหญ่ พลังงานมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการเลื่อนตัวของรอยเลื่อนจะกระจายออกไปในรูปของคลื่นแผ่นดินไหวหลายชนิด คลื่นบางชนิด เช่น คลื่นปฐมภูมิ (P-wave) และคลื่นทุติยภูมิ (S-wave) เดินทางได้เร็ว แต่จะสูญเสียพลังงานค่อนข้างเร็วเมื่อเดินทางไกล ขณะที่คลื่นอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะคลื่นผิวดินคาบยาว (long-period surface waves) จะเดินทางช้ากว่า แต่เคลื่อนที่ได้ไกลมากและสูญเสียพลังงานน้อยกว่า

ชนิดของคลื่นแผ่นดินไหว ได้แก่ คลื่นคาบยาวและคลื่นคาบสั้น คลื่นคาบยาวเดินทางได้ไกลและสูญเสียพลังงานน้อย
คลื่นแผ่นดินไหวคาบยาวเหล่านี้มีลักษณะการสั่นที่ “ช้า” คือมีความถี่ต่ำและคาบการสั่นยาว เมื่อแผ่นดินไหวมีขนาดใหญ่มากพอ เช่น Mw 7.7 คลื่นคาบยาวจะยังคงมีพลังงานหลงเหลืออยู่มาก แม้จะเดินทางข้ามประเทศหรือข้ามภูมิภาคหลายร้อยถึงพันกิโลเมตรก็ตาม นี่คือเหตุผลพื้นฐานว่าทำไมกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ไกลจากจุดศูนย์กลางมากจึงรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้จากแผ่นดินไหวครั้งนี้

ผลจากการสั่นคลื่นคาบยาวและคลื่นคาบสั้น
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้กรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนและแตกต่างจากอีกหลายพื้นที่นั้นไม่ได้เกิดจากคลื่นแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับลักษณะทางธรณีวิทยาของพื้นที่ใต้เมือง กรุงเทพฯ ไม่ได้ตั้งอยู่บนหินแข็งเหมือนพื้นที่ภูเขาหรือที่ราบสูง แต่ตั้งอยู่บนแอ่งตะกอนขนาดใหญ่มากซึ่งมีความลึกมากกว่า 1 กิโลเมตร และมีความกว้างหลายสิบกิโลเมตร
แอ่งตะกอนกรุงเทพฯ นี้เกิดจากการสะสมตัวของตะกอนทะเลและตะกอนแม่น้ำในอดีตเป็นเวลานับล้านปี ทำให้ชั้นดินใต้เมืองประกอบด้วยดินเหนียว ทราย และตะกอนที่ยังไม่แข็งตัวแน่นเหมือนหินฐานราก ตะกอนเหล่านี้มีคุณสมบัติอ่อนและยืดหยุ่นกว่าหินแข็งอย่างมากซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของคลื่นแผ่นดินไหวเมื่อเดินทางเข้าสู่พื้นที่เมือง
ในทางธรณีฟิสิกส์ แอ่งตะกอนลึกเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นดินที่รองรับอาคารเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เสมือน “ชามใบใหญ่” ที่กักเก็บและขยายคลื่นแผ่นดินไหวได้ เมื่อคลื่นแผ่นดินไหวจากเมียนมาเดินทางมาถึงบริเวณกรุงเทพฯ คลื่นจะเปลี่ยนจากการเคลื่อนที่ผ่านหินแข็งเข้าสู่ตะกอนอ่อน ความเร็วของคลื่นจะลดลงทันที แต่ในขณะเดียวกันแอมพลิจูดหรือขนาดของการสั่นจะเพิ่มขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามกฎของการอนุรักษ์พลังงาน

ภาพตัดขวางแสดงแอ่งกรุงเทพและปริมณฑลซึ่งมีชั้นตะกอนสะสมตัวหนากว่า 1 กิโลเมตร ส่งผลต่อการขยายและกักเก็บคลื่นแผ่นดินไหวในแอ่ง ทำให้พื้นดินในแอ่งมีการสั่นรุนแรงและยาวนานขึ้น
นอกจากนี้พลังงานของคลื่นบางส่วนจะสะท้อนกลับไปกลับมาภายในขอบเขตของแอ่งตะกอน ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่ยาวนานกว่าพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่บนหินแข็ง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “ผลของแอ่งตะกอน” หรือที่รู้จักกันในชื่อ basin effect หรือ site effect ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้พื้นดินในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการสั่นสะเทือนได้นานและรู้สึกชัดเจนกว่าที่หลายคนคาดคิด
ผลของแอ่งตะกอนขนาดใหญ่ไม่ได้ทำให้พื้นดินสั่นแรงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำให้ลักษณะของการสั่นเปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วนของการสั่นสะเทือนคาบยาวซึ่งเป็นช่วงความถี่ที่มีอันตรายต่ออาคารสูงโดยเฉพาะ อาคารทุกหลังมี “จังหวะการสั่นตามธรรมชาติ” ของตัวเอง อาคารเตี้ยมักมีจังหวะการสั่นเร็วและหยุดเร็ว ในขณะที่อาคารสูงจะมีจังหวะการสั่นช้ากว่าและต้องใช้เวลานานกว่าจะหยุดการโยก
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมียนมาครั้งนี้พบว่าจังหวะการสั่นของคลื่นแผ่นดินไหวคาบยาวที่ถูกขยายในแอ่งตะกอนกรุงเทพฯ บังเอิญไปสอดคล้องกับจังหวะการสั่นตามธรรมชาติของอาคารสูงจำนวนมากในเมือง เมื่อจังหวะของพื้นดินและอาคารสอดคล้องกันจะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การสั่นพ้อง” (resonance)
เมื่อเกิดการสั่นพ้อง อาคารจะโยกแรงกว่าปกติ และการโยกนั้นจะกินเวลานานกว่าการสั่นจากแผ่นดินไหวทั่วไป แม้ค่าความเร่งของพื้นดินอาจไม่สูงมาก แต่ความยาวนานและจังหวะของการสั่นทำให้ผู้อยู่ในอาคารรับรู้ได้อย่างชัดเจน และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของโครงสร้างหรือองค์ประกอบที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น ผนัง ฝ้า ระบบภายในอาคาร

แสดงการสั่นของอาคารจากคลื่นแผ่นดินไหว เมื่อคลื่นแผ่นดินไหวมีคาบการสั่นเท่ากับลักษณะการสั่นตามธรรมชาติของอาคาร (ภาพขวา) จะทำให้เกิดการสั่นพ้องและทำให้อาคารสั่นอย่างรุนแรงและเกิดความเสียหายได้มากขึ้น
เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568 จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของแผ่นดินไหวระยะไกลที่สามารถส่งผลกระทบต่อเมืองใหญ่ซึ่งตั้งอยู่บนแอ่งตะกอนลึกและมีอาคารสูงจำนวนมากได้อย่างมีนัยสำคัญ เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวของกรุงเทพฯ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางจากจุดศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับขนาดของแผ่นดินไหว ลักษณะของคลื่นที่เดินทางมา รูปร่างและความลึกของแอ่งตะกอนใต้เมือง รวมถึงรูปแบบการพัฒนาเมืองในระยะยาว
สำหรับกรุงเทพฯ แผ่นดินไหวที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่แผ่นดินไหวที่อยู่ใกล้ที่สุดเสมอไป แต่เป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในภูมิภาคที่สามารถส่งคลื่นแผ่นดินไหวคาบยาวเข้ามาสั่นสะเทือนเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระตุ้นการสั่นพ้องกับอาคารสูงจำนวนมากในเวลาเดียวกัน เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นบทเรียนสำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนรับมือแผ่นดินไหวของเมืองหลวงในอนาคต

