อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย เป็นอำเภอเดียวของจังหวัดมหาสารคามที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ดินเค็มของทุ่งกุลาสร้างอัตลักษณ์ให้ข้าวหอมมะลิ 105 และได้สร้างรสชาติที่โดดเด่นให้ “เมลอน” ผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดมหาสารคามด้วยเช่นกัน

ช่วงปี พ.ศ. 2567 สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ยกระดับการผลิตพืชของเกษตรกรในพื้นที่บ้านหัวดงนาค่าย-ค่ายพัฒนา ตำบลเวียงสะอาด อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยการนำเทคโนโลยี “ปุ๋ยคีเลต”[1] เสริมการผลิตเมลอน และเทคโนโลยี “โรงเรือนปลูกพืชและการบริหารจัดการ” สร้างรายได้ให้เกษตรกร

[1] ผลงานวิจัยและพัฒนาโดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช.

“แต่ก่อนปลูกแตงโม ปลูกซ้ำที่เดิมไม่ได้ ก็เปลี่ยนมาปลูกเมลอนกันมาเกือบสิบปีแล้ว” สุพีร์ ศรีสุข รองประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเมลอนหัวดงนาค่าย-ค่ายพัฒนา ย้อนความที่มาของไม้ผลสร้างชื่อของจังหวัด ที่นี่เป็นแหล่งผลิตเมลอนที่ใหญ่สุดของจังหวัด แม้มีสมาชิกปลูกเมลอนเพียง 9 ราย แต่มีโรงเรือนรวมถึง 80 หลัง โดยจ้างงานในชุมชนในช่วงผสมเกสรและเก็บผลผลิต

สุพีร์ เป็นแกนนำกลุ่มที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญผลิตเมลอน โดยมี สายรุ้ง ศรีสุข ภรรยาที่ร่วมเรียนรู้การปลูกจากคนในพื้นที่ที่ผ่านประสบการณ์ทำงานจากฟาร์มเอกชน นำความรู้มาปรับประยุกต์กับบริบทของพื้นที่จนได้เมลอนที่หวาน 14 บริกซ์ และเป็นความหวานที่ สายรุ้ง บอกว่า รสชาติหวานสามรส กลมกล่อม ติดเค็มปลายลิ้นนิดๆ แตกต่างจากที่อื่น

แตงโมทำหลังนา แต่เมลอนทำได้อย่างน้อย 3 รอบ เราพัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ จากที่เคยทำได้ 500 กิโลกรัม/โรงเรือน เราก็เคยทำได้มากสุดถึง 700 กิโลกรัม/โรงเรือน”

ในฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2568 สุพีร์ ใช้ปุ๋ยคีเลตกับโรงเรือนเมลอน 2 โรงเรือน เขาพบว่า ลำต้นเมลอนแข็งแรงสมบูรณ์ ใบเขียวใหญ่ การติดดอกดี ผลเมลอนขึ้นลายดี ความหวานได้ตามมาตรฐาน

“ใช้ปุ๋ยคีเลตสูตร 1 บำรุงต้นและดอก ตั้งแต่ย้ายกล้าปลูก ส่วนสูตร 2 บำรุงผล ให้ความหวาน ใช้เมื่อเริ่มติดผล ปริมาณที่ใช้ทั้งสองสูตร 10 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร ให้ผ่านระบบน้ำสัปดาห์ละครั้ง ไม่ต้องใช้ฮอร์โมน ไม่ต้องให้แคลเซียม-โบรอน สิ่งที่เห็นชัดคือ ลำต้นและใบสมบูรณ์ต่างจากโรงเรือนที่ไม่ได้ใช้ปุ๋ยคีเลต”

สุพีร์ บอกว่า ลำต้นและใบที่สมบูรณ์ ผลผลิตน่าจะได้น้ำหนัก 1.5-2 กิโลกรัม แต่ด้วยสภาพอากาศที่หนาวของปีนี้ทำให้ผลผลิตที่ได้จากทุกโรงเรือนมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม

“จะลองใช้ปุ๋ยคีเลตช่วงหน้าร้อนอีก เพื่อดูว่าถ้าใบสมบูรณ์ จะได้ลูกใหญ่มั้ย และถ้าใช้ปุ๋ยคีเลตแล้วลดต้นทุนค่าฮอร์โมนและค่าปุ๋ยได้ก็จะใช้ต่อ”

นอกจาก สุพีร์ แล้ว ยังมีเกษตรกรอีก 6 รายที่พึงพอใจกับการใช้ปุ๋ยคีเลตและให้ความสนใจที่จะต่อยอดทำสูตรปุ๋ยเป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้

น.ส.เตือนใจ ทานะขันธ์
นางบัวเรียน ฝ่ายเทศ
น.ส.เกศฎา ประทุมดี

“ผสมดอก ติดลูกดกมาก” เสียงสะท้อนจาก เตือนใจ ทานะขันธ์ เกษตรกรที่รับงานผสมเกสรให้สมาชิกที่ปลูกเมลอน บอกถึงความต่างที่พบเห็นจากโรงเรือนเมลอนที่ใช้ปุ๋ยคีเลต เธอทำนาเป็นอาชีพหลัก และรับจ้างงานเกษตรในพื้นที่ แต่หลังจากที่ เตือนใจ ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำจาก สวทช. เมื่อปี พ.ศ. 2567 เธอมีรายได้จากการผลิตผักสดและกลายเป็นแกนนำกลุ่มปลูกผัก

“แต่ก่อนปลูกผักริมรั้วไว้กินเอง ผักอื่นซื้อจากร้านค้า แต่เดี๋ยวนี้ไม่ซื้อแล้ว มีแต่ร้านค้ามารับจากเรา”

เตือนใจ ลงทุนสร้างโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำ 7,000 บาท ใช้ไม้ยูคาลิปตัส ไม้ไผ่และจ้างแรงงาน ปลูกผักขายไปเพียง 5 รอบ เธอได้ทุนคืน

“ตอนแรกชั่งใจจะลงทุนดีมั้ย เราเสียแค่ค่าแรง ค่าวัสดุ แต่มองไปที่ปลูกหน้าฝนได้ เป็นรายได้เสริม พอสร้างเสร็จก็ยังคิดว่าจะได้เงินคืนมั้ย แล้วมันก็ค่อยๆ เข้ามาเอง มีแม่ค้ามาหาเราเอง เพราะรู้ว่าเรามีผักสวย ปลอดสาร รสชาติดี”

บัวเรียน ฝ่ายเทศ อีกหนึ่งเกษตรกรที่สร้างโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำพร้อมกับ เตือนใจ ผักโหระพาจากแปลงผักในโรงเรือนสร้างรายได้สัปดาห์ละ 500 บาทต่อเนื่องร่วมเดือน ขณะที่ เกศฎา ประทุมดี ที่เพิ่งคืนถิ่นจากต่างแดน มองเห็นโอกาสสร้างรายได้ในพื้นที่ เธอและสามีสร้างโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำเองด้วยงบประมาณ 3,000 บาท 

“กลับมาอยู่บ้าน อยากมีรายได้ เห็นโรงเรือนก็อยากได้ วางแผนปลูกกับแฟน หารายได้รายวัน รายอาทิตย์ รายเดือนจากพืชผัก รายปีจากนาข้าว แม้รายได้ไม่ดีเท่าเดิม แต่งานที่นี่อิสระ อยากพักก็พัก สบายใจ และได้อยู่บ้านตัวเอง”

นอกจากโรงเรือนปลูกพืชต้นทุนต่ำที่เป็นเครื่องมือให้สามารถปลูกผักได้ทุกฤดู ทั้งสามคนยังได้เติมเต็มความรู้การบริหารจัดการผลิตตั้งแต่ดินไปถึงการตลาด 

“ยุ่งยากกว่าปลูกผักริมรั้ว ต้องปรุงดินในโรงเรือน แต่ผลผลิตดีกว่า ถ้าเราปรุงดินดี ดินร่วน มีธาตุอาหาร ผักสวย ไม่แคระแกร็น หลังเก็บผัก พรวนดินพักแปลง ตากดิน ใส่ปูนขาว ตอนเตรียมแปลงใส่ไตรโคเดอร์มาคลุกกับดิน จัดการเชื้อราในดินด้วย ผักเราก็แข็งแรง แล้วชนิดผักต้องเลือกให้เหมาะกับฤดูกาลและที่ตลาดต้องการ”  

ผักบุ้ง กวางตุ้ง ผักชี แมงลัก โหระพา ผักกาดเขียวน้อย สลัดคอส เป็นชนิดผักหลักๆ ที่ทั้งสามปลูกขายให้ร้านค้า ร้านก๋วยเตี๋ยวและตลาดในชุมชน และยังมีบ้านของ เตือนใจ เป็นจุดรับผลผลิตจากสมาชิกกลุ่มฯ เพื่อส่งให้แม่ค้าต่างถิ่น และยังเป็นจุดจำหน่ายกล้าผักที่เธอเพาะขายให้สมาชิกในราคาถาดละ 100 บาท

“เราไม่มีภาระอื่น คล่องตัวกว่าคนอื่น แม่ค้ามารับผักก็มาจุดเดียว ใครจะส่งผักก็มาวางไว้ บวกค่าจัดการรอบละ 5-10 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณผักที่มาส่ง ส่งน้อยก็ไม่คิด”

ทุกวันนี้นอกจากงานรับจ้างผสมเกสรเมลอน เตือนใจ มีรายได้จากผักเฉลี่ยวันละ 200-300 บาท และเคยมีรายได้มากสุดถึง 500 บาท/วัน

“แค่ผักในโรงเรือน วันไหนมีออเดอร์ผักมาเยอะ แทบไม่ได้กินข้าว ยิ่งช่วงหน้าฝน ขายดีมาก เรามีพื้นที่จำกัด เพิ่มโรงเรือนไม่ได้ เราก็ทำเท่าที่มีแรง เน้นคุณภาพไว้ก่อน คนอื่นเห็นเรามีรายได้ก็อยากมีโรงเรือนบ้างล่ะ”

สำหรับ บัวเรียน แม้มีภารกิจอื่นที่ต้องจัดการ แต่เธอมีความสุขที่เห็นผักในโรงเรือนเติบโต เป็นรายได้ให้เธอวันละ 100-200 บาท และไม่ต้องเป็นภาระของลูก

“ลูกถามว่าทำไมช่วงนี้แม่ไม่ขอเงิน เราก็บอกว่ามีผักขายได้เดือนละ 4-5 พันบาท ได้เยอะกว่าที่ลูกส่งมาอีก ให้ลูกเก็บเงินไว้”

ไม่ต่างจาก เกศฎา ที่หันมาปลูกผักจริงจังทั้งในโรงเรือนและนอกโรงเรือน เป็นสวนผสมที่มีชนิดผักหลากหลาย ที่เคยสร้างรายได้ถึง 2,000 บาท/วัน “มีความสุขเวลาได้ผลผลิต ได้เอาไปขาย”

เกือบสองปีที่เกษตรกรบ้านหัวดงนาค่าย-ค่ายพัฒนาได้เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรม และปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับตัวเอง ไม่เพียงพัฒนาคุณภาพผลผลิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้ หากยังสร้างรอยยิ้มและความสุขให้พวกเขาอีกด้วย

ที่มา : หนังสือ “วิทย์พลิกชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำ สู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน”. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร. 2569.

พยัคฆ์กุลา: เมล่อนหวาน ผักปลอดสาร ทานปลอดภัย