“มีความสุขเวลาเห็นพริกเติบโต และมีความสุขที่สุดตอนที่ตลาดรับซื้อบอกว่าพริกสวย ไม่เน่า ไม่มีสารตกค้าง” คำตอบจาก ปรียา อุดขันจริง ประธานวิสาหกิจชุมชนพริกแปลงใหญ่แม่คำมีปงเจริญ ตำบลแม่คำมี อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ เมื่อถามถึงความสุขของการปลูกพริก

หลังเจ็บป่วยจากอาการกระดูกทับเส้นประสาท ปรียา ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ กลับมาปักหลักค้าขายและทำนาอยู่เกือบ 10 ปี ก่อนตัดสินใจปลูกพริกเมื่อปี พ.ศ. 2560 ซึ่งให้รายได้ที่สูงกว่าข้าว และเป็นพืชที่ชุมชนปลูกกันมาเนิ่นนาน

“สมัยก่อนยังเป็นหุบเขา ถนนไม่มี การซื้อขายด้วยเงินเข้าไม่ถึง ใช้วิธีแลกเปลี่ยนสินค้ากันปีละครั้ง เกลือจากน่าน ปลาร้าจากพะเยา กระเทียมจากลำพูน แต่ถ้าพริกแห้งก็ต้องจากแพร่ ใครอยากได้อะไรก็แจ้งกันล่วงหน้า ทำให้เกิดการวมกลุ่มตามธรรมชาติเพื่อผลิตให้ได้ตามจำนวน”

ปรียา ย้อนความทรงจำเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน เธอยังจำภาพที่ได้นั่งเกวียนของพ่อ บรรทุกข้าว ถั่วเหลือง และพริก เดินทางหลายร้อยกิโลเมตรเพื่อไปแลกเป็นเกลือ ปลาร้า และกระเทียมจากเมืองอื่น จวบจนเมื่อถนนเข้าถึง การซื้อขายผ่านพ่อค้าเริ่มเข้ามาพร้อมกับสินค้าที่ต้องการ ดังเช่น “พริกเขียว” ที่พ่อค้าจากพะเยาแนะนำให้ชาวบ้านปลูกแทนพันธุ์พื้นเมืองที่ให้ผลผลิตรอบเดียว ชาวบ้านลองผิดลองถูกหลายพันธุ์จนมาลงตัวที่ “พันธุ์หยกสยาม” และเกิดการขยายพื้นที่ปลูกพริกในอำเภอหนองม่วงไข่ถึง 2,000 ไร่ เป็นกลุ่มพริกแปลงใหญ่ของอำเภอ ซึ่ง ปรียา และชาวบ้านจากตำบลแม่คำมี ได้เข้าร่วมกลุ่มด้วย ก่อนแยกมาจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนพริกแปลงใหญ่แม่คำมีปงเจริญในปี พ.ศ. 2565 มีสมาชิก 30 คน พื้นที่ปลูกพริก 70 ไร่ เป็นหนึ่งในพืชหลักของชุมชน นอกจากข้าวและข้าวโพด

ปรียา และพี่สาวสองคน ช่วยกันปลูกพริกหยกสยามบนพื้นที่ 1 ไร่ เรียนรู้และลองผิดลองถูกเอง ผลผลิตช่วงแรกไม่เกิน 3.5 ตัน/ปี จนเมื่อราคาพริกตกต่ำ มีปัญหาศัตรูพืชและสารเคมีตกค้าง ปรียา จึงมีโอกาสได้เรียนรู้การใช้ชีวภัณฑ์จากทีมวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตเป็นมาตรฐาน GAP เพิ่มโอกาสทางการตลาด เธอทำปฏิทินการใช้สารเคมีสลับกับชีวภัณฑ์ โดยมีทีมวิจัยให้คำแนะนำ

“สร้างสมดุลใหม่ให้ธรรมชาติ ใช้ชีวภัณฑ์สลับกับเคมี ใช้ทั้งบิวเวอเรีย พด.7 ไตรโคเดอร์มา ทำให้พริกดีขึ้น สมาชิกก็ทำตาม”

ด้วยความใฝ่รู้เพื่อพัฒนาการปลูกพริกให้ดียิ่งขึ้น ปรียา เข้าอบรมหลักสูตร “การผลิตพริกเชิงคุณภาพในระบบเกษตรปลอดภัย” จากสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. เมื่อปี พ.ศ. 2563 เป็นการอบรมที่เปิดโลกการผลิตพริกให้เธอ เธอไม่รีรอที่จะทดสอบความรู้ใหม่ที่ได้มา

“เราไม่เคยตัดแต่ง ริดกิ่ง เด็ดดอกเลย ผลผลิตก็ยังได้ แต่ก็เคยสงสัยเวลาฉีดพ่นสารแล้วทำไมแมลงมันยังอยู่ เราอยากรู้ ก็ลองทำเลย แบ่งแปลงเปรียบเทียบตัดแต่งกับไม่ตัดแต่ง เห็นความแตกต่างชัดเจน แปลงที่เด็ดดอกริดกิ่ง ช่วงแรกผลผลิตออกช้า แต่หลังจากนั้นพริกออกเยอะมาก แล้วแปลงโล่งขึ้น ฉีดพ่นสารง่ายขึ้น จัดการแปลงได้ดีขึ้น”

การเปิดรับความรู้ ทดลองและปรับเปลี่ยนโดยใช้พื้นที่ 1 ไร่เป็นห้องเรียนให้ทั้งตัวเองและสมาชิกกลุ่ม ทำให้ ปรียา เป็นแปลงต้นแบบการผลิตพริกคุณภาพที่ได้เติมเต็มความรู้จาก สท./สวทช.[1] ทั้งเรื่องการวางแผนการผลิตและการบริหารจัดการแปลงพริกให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณส่งตลาดได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่เพาะกล้า เตรียมแปลง การปลูก การทำปฏิทินการใช้ชีวภัณฑ์-สารเคมี รวมถึงการใช้จุลินทรีย์เพื่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อมที่มีกลุ่มจุลินทรีย์ช่วยควบคุมโรคพืชและย่อยสลายสารพิษตกค้างทางการเกษตร ทำให้แปลงต้นแบบแห่งนี้สามารถเก็บผลผลิตได้ถึง 8 รอบ จากเดิม 5 รอบ ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 4.5 ตัน และต้นทุนการใช้สารเคมีลดลงครึ่งหนึ่งจากการใช้สารชีวภัณฑ์ร่วมกับการเคมีในการป้องกันโรคและแมลงอย่างเป็นระบบ

“ลองทำก่อน อย่าเพิ่งปฏิเสธความรู้ที่ได้มา พอทำแล้วเห็นความเปลี่ยนแปลงก็เชื่อ อย่างต้นกล้าเคยย้ายปลูกอายุ 45 วัน แต่พอย้ายปลูกช่วงอายุ 30 วันตามที่อาจารย์บอก กล้าโตดีกว่า หรือการใส่ปุ๋ย ใส่ให้น้อยแต่บ่อย พริกได้อาหารต่อเนื่อง”

หลังเก็บเกี่ยวช่วงต้นปีเสร็จสิ้น ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปีสมาชิกจะนำดินมาตรวจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ได้สรุปบทเรียนการปลูกผักในรอบที่ผ่านมา โดยมีสมุดบันทึกการปลูกของแต่ละคนเป็นข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับ

“พื้นที่ตรงนี้เป็นโรงเรียนเกษตรกรก็ว่าได้ สมาชิกมาเรียนรู้การปลูก มาเห็นด้วยตัวเอง มาแลกเปลี่ยนพูดคุยปัญหาและหาวิธีป้องกันหรือแก้ไข ยิ่งสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทุกปี การปลูกพริกยากขึ้น ต้องมีความรู้และความพร้อมรับมือ”

[1] โครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรเพื่อการยกระดับการผลิตพริกในระบบเกษตรปลอดภัย” ผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากกลุ่มฯ ได้เข้าร่วมโครงการฯ มีผลผลิตเฉลี่ย 5.5 ตัน/ปี ต้นทุนการผลิตลดลงเหลือ 27,800 บาท/ไร่/รอบการผลิต จากเดิม 40,000 บาท/ไร่/ต่อรอบการผลิต (เป็นต้นทุนจากค่ายาเชื้อรา ค่ายาปากกัดปากดูด ค่าปุ๋ย)

แม้การปลูกพริกจะยากขึ้น แต่ด้วยเป็นหนึ่งในพืชหลักของชุมชนที่ไม่เพียงสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูก หากยังเป็นรายได้และความสุขของผู้สูงอายุในชุมชนด้วย

“ที่นี่จ้างแรงงานผู้สูงอายุเก็บพริก แบ่งกลุ่มกันไปเก็บ เอาเก้าอี้เอาถังไปนั่งเก็บพริก เก็บไปคุยไป เขาก็มีความสุขและมีรายได้ คนในชุมชนก็บอกว่าอย่าเลิกทำพริก แม่เขาจะไม่มีรายได้”

ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มฯ ปลูกพริกเขียวหยกสยาม (พริกใหญ่) และพริกจินดา (พริกเล็ก) หรือที่ในพื้นที่เรียกพริกแด้ โดย ปรียา ให้สมาชิกปลูกพริกใหญ่ 1 ไร่ ต้องปลูกพริกเล็ก 1,000 ต้น เพื่อประกันความเสี่ยงเรื่องรายได้ เนื่องจากพริกใหญ่เก็บผลผลิตสัปดาห์ละครั้ง แต่พริกเล็กเก็บได้ทุกวัน สมาชิกสามารถเก็บเองได้โดยไม่ต้องจ้างแรงงาน ทำให้มีรายได้ทุกวัน

เกือบสิบปีที่คลุกคลีกับการปลูกพริก เรียนรู้และพัฒนาการปลูกพริกของกลุ่มฯ จนได้รับมาตรฐาน GAP พริกแปลงใหญ่แห่งแรกของประเทศ ผลผลิตของกลุ่มฯ ได้รับการยอมรับจากตลาด “สีสวย ไม่แตก ไม่เน่า” ปรียา ยังตั้งเป้าให้พื้นที่แห่งนี้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การผลิตพริกเขียวของประเทศ” ภายในปี พ.ศ. 2570 และพร้อมเป็นพื้นที่วิจัยสายพันธุ์พริกต่างๆ อีกด้วย

หากในอดีตการแลกเปลี่ยนสินค้า ต้องมี “พริกแห้งจากแพร่” ปัจจุบันตลาดการซื้อขายพริก ย่อมต้องมี “พริกแม่คำมีปง” ที่หอม กรอบ เก็บได้นาน เป็นผลผลิตทางเกษตรที่ใครๆ ก็ต้องการ

# # #

ที่มา : หนังสือ “วิทย์พลิกชีวิต เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำ สู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน”. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร. 2569.

“พริกแม่คำมีปง” ผลผลิตชุมชนสู่ “พริกคุณภาพ” ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี