อุปสรรคสำคัญต่อการ “รอดชีวิต” ของมนุษย์คือการ “ขาดแหล่งอาหาร” มาคอยหล่อเลี้ยงในวันที่โลกต้องพบกับ “ความขาดแคลน” ครั้งแล้วครั้งเล่า จนต้องขยายจุดหมายปลายทางของ “แหล่งที่พึ่งพิง” ไปยังดาวดวงอื่น เริ่มจาก “ดวงจันทร์” ซึ่งเป็นดาวบริวารที่อยู่ไม่ไกลจากโลก แต่ “ไร้ซึ่งชั้นบรรยากาศ”
ไปจนถึง “ดาวอังคาร” ที่ยังคงอยู่ใน “ระบบสุริยะชั้นใน” เช่นเดียวกับโลก แต่มีระยะทางที่มากกว่าจากโลกไปถึงดวงจันทร์ถึงประมาณ 5 เท่า
แต่นับจากมนุษย์ได้ค้นพบว่า “ดาวอังคาร” ซึ่งมีชั้นบรรยากาศ และแนวโน้มที่จะสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อการสร้างแหล่งอาหารที่สำคัญในอนาคตของมวลมนุษยชาติ ความท้าทายยังคงขยายต่อไปถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำรงชีวิตของมนุษย์บนดาวอังคาร ซึ่งอยู่แผนการสำรวจอวกาศของมวลมนุษยชาติในระยะหลายสิบปีต่อจากนี้
อาจารย์ ดร.ทัฏพงศ์ ตุลยานนท์ อาจารย์ประจำกลุ่มสาขาวิชาชีวนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ฐานชีวภาพอัจฉริยะ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้ากลุ่มวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพในอวกาศ ได้กล่าวถึงความสำเร็จจากความร่วมมือกับองค์การอวกาศแห่งชาติจีน (CNSA) ในการส่ง “เมล็ดพันธุ์ข้าวไทย” จำนวน 5 สายพันธุ์ ไป “พัฒนาการของต้นกล้า” เพื่อประเมินความเป็นไปในได้ในการเติบโตและผลิตอาหารในสภาพแวดล้อมรุนแรงในวงโคจรกับโครงการวิจัยในอวกาศ ภายใต้ภารกิจ Shijian-19 ที่ผ่านมา
ก้าวต่อไปนับเป็น “Real World Impact” เพื่อการ “เอาชนะ” ข้อจำกัดในการส่งเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อนำไปสร้างแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงมนุษย์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดกรองพืชเศรษฐกิจไทยที่มีศักยภาพ “ความทนทานต่อทุกสภาวะ” หากเป้าหมายต่อไปจะได้แก่ “ดาวอังคาร” หรือแม้แต่ดาวนพเคราะห์ชั้นนอกที่อยู่ไกลออกไปอีกนับเท่าทวีคูณ
โดย อาจารย์ ดร.ทัฏพงศ์ ตุลยานนท์ มองถึงความเป็นไปได้ จากลักษณะทางกายภาพและสิ่งแวดล้อมของ “ดวงอังคาร” ซึ่งมีแนวโน้มเหมาะต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ แต่ยังคงต้องศึกษาถึงความเป็นไปได้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งรอคอยการค้นพบด้วยต่อไป ซึ่งโครงการวิจัยทั่วโลกในปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของมนุษยชาติ ที่จะเดินทางกลับไปสำรวจอวกาศอีกครั้งหลังจากการเหยียบดวงจันทร์ครั้งสุดท้ายของมนุษย์เมื่อกว่า 50 ปีที่ผ่านมา ภายใต้ภารกิจ Apollo 17 ในปี 2515
ในปัจจุบันประเทศไทยได้ลงนามความร่วมมือด้านการสำรวจอวกาศครั้งใหม่กับโครงการ Artemis และ ILRS ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการสร้างสถานีวิจัยยังดวงจันทร์ และเตรียมความพร้อมเพื่อมุ่งหน้าสู่ดาวอังคาร และ “มหาวิทยาลัยมหิดล” ต้องเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรสำหรับ “ยุคเศรษฐกิจอวกาศ” ครั้งใหม่
“ตัวแปรสำคัญ” ที่จะต้องคำนึงถึงในการส่งเมล็ดพันธุ์ไปกับภารกิจดังกล่าว ได้แก่ ผลกระทบจาก “รังสีคอสมิก” ซึ่งอาจทำให้เกิด “การกลายพันธุ์” และความเสียหายต่อสายพันธุ์พืชที่ต้องใช้เวลาเดินทางไปในห้วงอวกาศที่ยาวนานมากขึ้นอีกมากมายหลายเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจส่งผลให้ “ผลผลิต” ที่ได้ไม่ตรงตามเป้าหมาย
และในขณะเดียวกัน นับเป็นการ “ต่อยอดโอกาส” ให้นักศึกษาและนักวิจัยหลังปริญญาเอกจาก ห้องปฏิบัติการ PBA – Plant Biology Astrobotany ได้ดำเนินงานร่วมกับองค์กรอวกาศชั้นนำ เช่น ESA ของสหภาพยุโรป หรือ JAXA ของประเทศญี่ปุ่น รวมถึง CNSA แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
และในปี 2569 นี้ ทางห้องปฏิบัติการฯ ได้ลงนามเข้าร่วมภารกิจ Lunar Palace II เพื่อร่วมพัฒนาระบบปลูกพืชสำหรับดวงจันทร๋และเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินการทดลองในสถานีอวกาศจีน Tiangong space station (CSS) ภายใต้การสนับสนุนทางวิชาการอย่างต่อเนื่องจาก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยที่สนใจด้านชีววิทยาอวกาศ (space biology) ได้สัมผัส “มิติใหม่ทางการศึกษา” ในศาสตร์ใหม่ที่จะเป็นที่ต้องการสำหรับยุคอนาคต
ซึ่งไม่จำกัดเพียง “วิทยาศาสตร์” เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านอวกาศที่นับวันจะยิ่งทวีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ และรอคอยการสนับสนุนเพื่อให้ครอบคลุมต่อการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ สู่การตั้งถิ่นฐานบน “ดาวดวงใหม่” ที่อาจไม่ไกลเกินฝันได้ต่อไปในอนาคต
ด้วยความมุ่งมั่นสูงสุดจากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศ ที่มีห้องปฏิบัติการชีววิทยาอวกาศ พร้อมทุ่มเทเพื่อการศึกษาและวิจัยที่จะทำให้ประเทศไทยได้เข้าถึงโอกาสในการร่วมประกาศความเป็นเลิศในความหลากหลายทางชีวภาพ และภารกิจการสำรวจอวกาศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้มวลมนุษยชาติยังคงดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไป
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ https://mahidol.ac.th
- สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) โครงการงานประชาสัมพันธ์ภายใน / พันธกิจพิเศษ งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

