ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ค้นพบข้อมูลอันน่าตกใจว่า เหตุการณ์ไฟป่าไม่ได้เพียงแต่ทำลายพื้นที่ป่าไม้และสร้างมลพิษทางอากาศทั่วไปเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุที่ไม่เป็นอันตรายในดินและพืชพรรณ ให้กลายเป็นอนุภาคโลหะหนักที่มีพิษร้ายแรงและลอยแพร่กระจายไปในอากาศได้อย่างง่ายดาย
งานวิจัยซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nature Communications ได้บันทึกการตรวจพบสารโครเมียม (Chromium) ในรูปแบบที่มีอันตรายสูงในปริมาณเข้มข้น บริเวณพื้นที่เกิดไฟป่าที่มีดินอุดมด้วยแร่โครเมียมและมีพืชพรรณบางชนิด เมื่อเทียบกับพื้นที่ใกล้เคียงที่ไม่ได้รับความเสียหายจากไฟป่า สารพิษดังกล่าวคือ เฮกซะวาเลนต์โครเมียม (Hexavalent chromium) หรือโครเมียม 6 (Chromium 6) ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงชนิดเดียวกับที่เป็นประเด็นหลักในภาพยนตร์เรื่อง Erin Brockovich เมื่อปี พ.ศ. 2543
อลันดรา โลเปซ (Alandra Lopez) นักวิจัยระดับหลังปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ระบบโลก จากวิทยาลัยความยั่งยืนสแตนฟอร์ด ดอร์อ์ (Stanford Doerr School of Sustainability) และเป็นผู้นำการวิจัย กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าทุกฝ่ายควรหันมาให้ความสนใจกับสารโครเมียมที่ถูกแปรสภาพโดยไฟป่า รวมถึงโลหะชนิดอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง เพื่อประเมินภัยคุกคามโดยรวมของไฟป่าต่อสุขภาพของมนุษย์ได้อย่างครอบคลุมและถี่ถ้วนยิ่งขึ้น
โดยทั่วไป ควันไฟป่ามักประกอบด้วยมลพิษทางอากาศอันตราย เช่น ก๊าซพิษ ละอองลอยอินทรีย์ (Organic aerosols) และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งเป็นกระตุ้นให้เกิดโรคหอบหืด หัวใจวาย และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ทว่านักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานกำกับดูแลกลับมองข้ามความเสี่ยงจากโลหะหนักอย่างโครเมียม ซึ่งพบได้ทั่วไปในชั้นดินทั่วภูมิภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย บราซิล ทวีปยุโรป อินโดนีเซีย และแอฟริกาใต้ ยิ่งไปกว่านั้น สภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลให้ไฟป่ามีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงยิ่งขึ้น ความเสี่ยงทางสุขภาพจากสารโครเมียมที่ลอยในอากาศต่อเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและประชาชนที่อาศัยอยู่ใต้ลมจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจอย่างเร่งด่วน
ตามธรรมชาติแล้ว โครเมียมจะอยู่ในรูป ไทรวาเลนต์โครเมียม (Trivalent chromium) หรือโครเมียม 3 (Chromium 3) ซึ่งเป็นสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายใช้ในการย่อยสลายน้ำตาลกลูโคส ในทางกลับกัน โครเมียม 6 ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งหากสูดดมหรือบริโภคผ่านน้ำดื่มที่ปนเปื้อน มักเกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรม สารพิษชนิดนี้จึงมักหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อมผ่านน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมในอดีต
แต่การทดลองในห้องปฏิบัติการโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นครอส (Southern Cross University) ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2562 ได้ให้หลักฐานว่า โครเมียม 6 สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วจากโครเมียม 3 ในดินชั้นบนที่ถูกความร้อนจากไฟป่าแผดเผา จากข้อค้นพบดังกล่าว ทีมวิจัยของสแตนฟอร์ดจึงลงพื้นที่สำรวจเขตอนุรักษ์ระบบนิเวศ 4 แห่งบริเวณทิวเขาชายฝั่งตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเพิ่งผ่านเหตุการณ์ไฟป่าและมีชั้นดินที่เกิดจากหินอุดมด้วยโครเมียมตามธรรมชาติ เช่น หินเซอร์เพนทิไนต์ (Serpentinite)
ทีมวิจัยได้เก็บตัวอย่างดินและคัดแยกอนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุด ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกลมพัดพาได้ง่ายที่สุด เพื่อวัดค่าความเข้มข้นของเฮกซะวาเลนต์โครเมียมในฝุ่นละอองละเอียดจากทั้งพื้นที่เผาไหม้และพื้นที่ที่ไม่ถูกเผา พร้อมทั้งเก็บข้อมูลความรุนแรงของไฟป่า ลักษณะดิน ธรณีวิทยาเบื้องล่าง และประเภทของระบบนิเวศตั้งแต่ทุ่งหญ้าไปจนถึงป่าทึบ ผลการศึกษาพบว่าปัจจัยทั้งหมดนี้ส่งผลต่อระดับโครเมียม 6 ในดินอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อุดมด้วยโครเมียมที่มีพืชพรรณหนาแน่นจนส่งผลให้ไฟป่าเผาไหม้ด้วยความร้อนสูงเป็นเวลานาน ค่าความเข้มข้นของโครเมียมพิษเพิ่มสูงกว่าพื้นที่ที่ไม่ถูกเผามากถึงประมาณ 7 เท่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารโครเมียม 6 ปริมาณมากพร้อมที่จะลอยกระจายไปในอากาศ
ในแง่ของความเสี่ยง กลุ่มแรกที่จะได้รับสารพิษนี้คือเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงและผู้คนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง แม้ไฟป่าจะสงบลงแล้ว ชุมชนที่อยู่ใต้ลมก็ยังคงมีความเสี่ยงจากการที่ลมพัดพาอนุภาคดินละเอียดที่มีสารโครเมียมปนเปื้อนกระจายออกไป แม้ว่าความเสี่ยงจากการสูดดมเฮกซะวาเลนต์โครเมียมจะลดลงหลังจากฝนตกหนักครั้งแรกซึ่งจะช่วยชะล้างโลหะหนักลงสู่ใต้ดิน แต่ในช่วงเวลาก่อนที่ฝนจะตก ซึ่งอาจยาวนานหลายเดือนเนื่องจากปัญหาภัยแล้งจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสี่ยงจะตกอยู่กับผู้ปฏิบัติงานฟื้นฟูพื้นที่ ผู้ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ และนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ร่องรอยไฟป่า
ปัจจุบัน ทีมนักวิจัยกำลังขยายการศึกษาเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของเจ้าหน้าที่ผจญเพลิงจากการสัมผัสฝุ่นโลหะหนัก พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือทางภูมิสารสนเทศเพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดโครเมียมพิษและการแพร่กระจายไปสู่ชุมชน ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางป้องกันทางสาธารณสุข เช่น การแนะนำให้สวมหน้ากาก N95 เมื่อต้องเข้าพื้นที่ร่องรอยไฟป่า และทีมนักวิจัยยังเชื่อว่าไม่ได้มีเพียงโครเมียมเท่านั้น แต่ยังมีโลหะหนักชนิดอื่น ๆ ที่อาจถูกแปรสภาพเป็นสารพิษอันตรายจากเหตุการณ์ไฟป่าเช่นเดียวกัน
- ข้อมูลอ้างอิง: Stanford Report

