คอลัมน์ประจำ เรื่องเล่าเราโลก

ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของเอไอ

เรื่องโดย ผศ. ดร.ภาณุ ตรัยเวช


มิถุนายน ค.ศ. 2026 เดือนเดียว รัฐบาลท้องถิ่นในสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายห้ามสร้างศูนย์ข้อมูล (data center) สำหรับเอไอในสามรัฐด้วยกัน คือ แมสซาชูเซตส์ แคลิฟอร์เนีย และวอชิงตัน ในรัฐอื่น ๆ การประท้วงศูนย์ข้อมูลยังคงดำเนินต่อไปควบคู่กับการประท้วงสงครามในตะวันออกกลางของประธานาธิบดีทรัมป์ มันเกิดอะไรขึ้น…

สหรัฐอเมริกาคือประเทศที่มีศูนย์ข้อมูลมากที่สุดในโลก มากถึง 4,000 กว่าแห่ง อังกฤษที่เป็นประเทศอันดับสองมีศูนย์ข้อมูลแค่ 500 กว่าแห่งเท่านั้น เหตุใดอยู่ดี ๆ คนอเมริกันถึงได้ชิงชังศูนย์ข้อมูลขนาดนี้ ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีหลายรายเริ่มคุยกันว่าถ้าสร้างในสหรัฐอเมริกาไม่ได้ก็อาจต้องย้ายไปสร้างนอกประเทศ โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือหนึ่งในภูมิภาคที่พวกเขาหมายตา ดังนั้นคนไทยควรรู้จักอะไรเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้บ้าง

ศูนย์ข้อมูลไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่จริงมันเก่าแก่พอ ๆ กับคอมพิวเตอร์เลยด้วยซ้ำ ศูนย์ข้อมูลแห่งแรกของโลกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย มันคือคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกนั่นเอง มีชื่อว่า ENIAC (เอนิแอก) ย่อมาจาก Electronic Numerical Integrator and Computer จอห์น มาวช์ลี (John Mauchly) และ เจ. เพรสเปอร์ เอเคิร์ต (J. Presper Eckert) เริ่มสร้างเอนิแอกในปี ค.ศ. 1943 เพื่อเอามาใช้คำนวณวิถีขีปนาวุธในสงครามโลกครั้งที่สอง


เอนิแอก คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก
ที่มาภาพ : Public Domain via Wikimedia Commons

เอนิแอกคือเครื่องจักรคำนวณ อ่านภาษาคอมพิวเตอร์ชนิดแรกที่ใช้ไฟฟ้าล้วน ๆ มันคำนวณตัวเลขผ่านระบบตรรกศาสตร์โดยใช้หลอดสุญญากาศ การสร้างใช้เงินทุนเทียบเป็นเงินปัจจุบันประมาณหกล้านดอลลาร์สหรัฐ ใช้หลอดสุญญากาศไปทั้งหมด 18,000 หลอด สามารถแก้ปัญหาเดียวกันที่มนุษย์ใช้เวลา 12 ชั่วโมงได้ภายในแค่ 30 วินาที

และที่สำคัญ มันร้อนมาก ! เพราะมีหลอดสุญญากาศมากถึง 18,000 หลอด ทุกครั้งที่เดินเครื่องจะเกิดความร้อนมหาศาลขึ้น ถ้าปล่อยไว้เฉย ๆ วงจรจะเสียหาย ไฟจะไหม้ได้ เอนิแอกเลยต้องมีพัดลมยักษ์คอยปัดเป่าระบายความร้อน พัดลมของเอนิแอกกินพลังไฟฟ้าไป 15 กิโลวัตต์ เกือบหนึ่งในสิบของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด (มากเป็น 2,500 เท่าของพัดลมในเครื่องคอมพิวเตอร์ปัจจุบันของเรา) ก่อนจะเปิดเอนิแอก ต้องเปิดพัดลมก่อน ขนาดนั้นแล้วศูนย์ข้อมูลของเอนิแอกก็ยังมีอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส

หลังจบสงครามมีการนำเอนิแอกไปใช้เพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ทั้งทำนายสภาพอากาศ ศึกษารังสีจากดวงอาทิตย์และพลังงานปรมาณู ฯลฯ ก่อนถูกปลดระวางในปี ค.ศ. 1955 มาวช์ลีและเอเคิร์ตก่อตั้งบริษัทของตัวเอง สร้างเครื่องจักรคำนวณขนาดยักษ์แบบเอนิแอกให้ทั้งกองทัพและบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องใช้การคำนวณมาก ๆ เช่น ธนาคาร ตลาดหุ้น เครื่องจักรศูนย์ข้อมูลพัฒนาต่อไป จนกลายมาเป็นเมนเฟรม (mainframe) ในยุคปัจจุบัน

ช่วงปลายทศวรรษที่ 60 แนวคิดใหม่เริ่มแพร่หลายในหมู่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี (personal computer, PC) เริ่มเป็นที่นิยมและมีศักยภาพมากขึ้น พวกเขาเริ่มตั้งคำถามว่า จำเป็นขนาดนั้นเลยไหมที่ทุกบริษัทจะต้องสร้างเมนเฟรมขนาดใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูล แค่คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องสองเครื่องที่ดัดแปลงมาเป็นพิเศษก็น่าจะเพียงพอแล้วไหมกับหน้าที่นี้ ? ระบบคอมพิวเตอร์แบบใหม่นี้เรียกว่า อาร์พาเน็ต (ARPANET) ย่อมาจาก Advanced Research Projects Agency Network ในระบบอาร์พาเน็ตมีคอมพิวเตอร์บางเครื่องสำหรับให้คนใช้งาน เรียกว่า “ยูสเซอร์” และคอมพิวเตอร์บางเครื่องเป็นศูนย์ข้อมูลคอยรับใช้เครื่องอื่นอีกที เรียกว่า “เซิร์ฟเวอร์” อาร์พาเน็ตพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1966 เชื่อมต่อระหว่างสถาบันวิจัยต่าง ๆ โดยใช้เฉพาะงานด้านกองทัพของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น


ทิม เบอร์เนอส์-ลี กับเซิร์ฟเวอร์อินเทอร์เน็ตเครื่องแรกของโลก
ที่มาภาพ : CERN

กระทั่งทศวรรษที่ 90 นักวิทยาศาสตร์แห่งห้องทดลองเซิร์น ในสวิตเซอร์แลนด์ พัฒนาระบบอาร์พาเน็ตของตัวเอง พวกเขาเรียกมันว่า internet (อินเทอร์เน็ต) ย่อมาจาก interconnected network เซิฟร์เวอร์อินเตอร์เน็ตเครื่องแรกของโลกคือ คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของทิม เบอร์เนอส์-ลี (Tim Berners-Lee) นักวิจัยในสถาบันนั่นเอง

เซิร์ฟเวอร์ไม่ได้เข้ามาแทนที่เมนเฟรมเสียทีเดียว จนปัจจุบันบริษัทใหญ่ ๆ ก็ยังต้องการเครื่องจักรขนาดใหญ่มาทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลอยู่ บริษัทอย่าง Netflix ต้องการความคล่องตัวมากกว่า พวกเขาไม่มีเมนเฟรมหลักแต่เลือกใช้เซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์ข้อมูล ในทางกลับกัน ธนาคารเอย สายการบินเอย ต้องการคอมพิวเตอร์ที่เจาะไม่เข้า ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และไม่มีความผิดพลาด พวกเขาเลือกใช้เมนเฟรมเป็นศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังต้องการศูนย์ข้อมูลเป็นของตัวเอง สถานที่ดังกล่าวคือเมืองแอชเบิร์น ในรัฐเวอร์จิเนีย ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกินครึ่งเดินทางผ่านเข้าออกเมืองนี้ แอชเบิร์นใช้มาตรการลดภาษีดึงดูดนักลงทุนจนได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงศูนย์ข้อมูลแห่งโลก


ศูนย์ข้อมูลของ
amazon.com ในเมืองแอชเบิร์น
ที่มาภาพ : Vahurzpu, CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

ในเมื่อศูนย์ข้อมูลมีประวัติเก่าแก่ยาวนานขนาดนี้ เหตุใดอยู่ดี ๆ คนอเมริกันถึงลุกขึ้นมาต่อต้าน คำตอบคือ เอไอ ถ้าเราเปิดอินเทอร์เน็ตแล้วค้นข้อมูลด้วยเซิร์ชเอนจิน ต่อหนึ่งคำถามกินพลังงานไฟฟ้าประมาณ 0.3 วัตต์-ชั่วโมง แต่ถ้าถามคำถามเดียวกันกับเอไอจะกินพลังงานไฟฟ้าประมาณ 3 วัตต์-ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าถึงสิบเท่า ศูนย์ข้อมูลสำหรับอินเทอร์เน็ตทั่วไปใช้พลังงาน 100 เมกะวัตต์ แต่ศูนย์ข้อมูลเอไอใช้พลังงานประมาณ 500 เมกะวัตต์ ศูนย์ข้อมูลเอไอทั่วโลกใช้พลังงานรวมกันมากเป็น 40 เท่าของพลังงานที่ได้จากโรงไฟฟ้าปรมาณูที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ ในปี ค.ศ. 2030 เทคโนโลยีเอไออย่างเดียวจะใช้พลังงานมากกว่าประเทศญี่ปุ่นทั้งประเทศ ศูนย์ข้อมูลบางแห่งถึงกับต้องสร้างโรงไฟฟ้าข้างในศูนย์ขึ้นมาเลย

การใช้พลังงานไฟฟ้าแน่นอนว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาที่เร่งด่วนไม่แพ้กันและเป็นปัญหาเดียวกับที่วิศวกรเอนิแอกต้องเผชิญก็คือ ความร้อน เครื่องจักรในศูนย์ข้อมูลปลดปล่อยความร้อนมหาศาลออกมา การระบายความร้อนมหาศาลโดยใช้แค่พัดลมยักษ์ไม่ทันการแล้ว ต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยง ปี ค.ศ. 2024 ศูนย์ข้อมูลของกูเกิลในเมืองดาลส์ รัฐโอเรกอน ใช้น้ำมากถึง 100 ล้านแกลลอน มากพอ ๆ กับการใช้น้ำของคน 3,000 คน เมืองดาลส์มีประชาการแค่ 6,000 คนเท่านั้น อยู่ดี ๆ พวกเขาก็เจอกับภาวะขาดแคลนน้ำอย่างไม่ทราบสาเหตุ

เพราะศูนย์ข้อมูลไม่ใช่โรงงาน มันไม่ได้ปล่อยทั้งควันดำและน้ำเสีย ชาวเมืองดาลส์ก็เลยไม่รู้ว่าอาคารขนาดใหญ่หน้าตาแปลก ๆ ที่เต็มไปด้วยรั้วและพนักงานรักษาความปลอดภัยทำงานอะไรกัน กว่าจะรู้ตัวอีกทีพวกเขาก็ประสบภาวะแห้งแล้ง แถมค่าไฟก็ขึ้นจากหน่วยละ 10 เซนต์เป็น 15 เซนต์ ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นบริษัทเทคโนโลยีใช้แอชเบิร์นเป็นต้นแบบ ขอมาตรการลดภาษีจากรัฐบาลท้องถิ่น ทั้งที่ศูนย์ข้อมูลแทบไม่สร้างงานใด ๆ ให้แก่ชุมชนเลย หนึ่งศูนย์ขนาดใหญ่อาจมีพนักงานประจำแค่ร้อยกว่าคนเท่านั้นเอง ไม่แปลกเลยที่พอเรื่องของชาวเมืองดาลส์กลายเป็นข่าวดัง ชุมชนต่าง ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกาจะเริ่มต่อต้านศูนย์ข้อมูลบ้าง

ไม่มีใครปฏิเสธคุณประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตได้ และถึงแม้เอไอจะเต็มไปด้วยข้อถกเถียง โลกยังต้องการการพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปข้างหน้า หนทางที่มนุษย์กับเอไอจะอยู่ร่วมกันในโลกที่ปลอดภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อม บริษัทเทคโนโลยีจะต้องโปร่งใส ต้องยินยอมให้ประชาชนตรวจสอบการทำงาน การใช้พลังงาน และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้

About Author