เรื่องโดย กองบรรณาธิการ
พื้นที่ “เหมืองผาแดง” ตั้งอยู่ในตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ครอบคลุมเนื้อที่ประมาณ 2,077 ไร่ โดยในอดีตพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นแหล่งถลุงแร่สังกะสีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เริ่มได้รับสัมปทานทำเหมืองในปี พ.ศ. 2515 และบริษัทผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) เข้าดำเนินกิจการต่อในปี พ.ศ. 2525 ก่อนปิดเหมืองในปี พ.ศ. 2560 เนื่องจากปริมาณแร่สำรองหมดลง ภายหลังการปิดเหมืองจึงได้ส่งคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้เพื่อดำเนินการฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม และได้บูรณาการเข้าสู่ “โครงการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก” ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 อันเป็นแนวทางสำคัญในการพลิกฟื้นผืนดิน โดยกรมป่าไม้และ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เหมืองผาแดงให้เป็น แหล่งเรียนรู้และสวนพฤกษศาสตร์บนพื้นที่เหมืองเก่า
ทั้งนี้ได้มีการจัดทำแผนแม่บทระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2565–2569) ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและหน่วยงานภาคี เพื่อยกระดับพื้นที่เหมืองเดิมให้เป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชาติและสวนพฤกษศาสตร์ผาแดง ควบคู่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู และการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวของชุมชนในพื้นที่เป้าหมาย นอกจากนี้โครงการฯ ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสานต่อพระราชกรณียกิจจากพระราชบิดา ด้วยพระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการสนับสนุนงานด้านพฤกษศาสตร์และงานด้านสวนพฤกษศาสตร์ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์และการพัฒนาพื้นที่ผาแดงให้เกิดประโยชน์เชิงวิชาการ เชิงสังคม และเชิงเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารโครงการ และได้ร่วมกับกรมป่าไม้ในการสนับสนุนงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างเหมาะสม อันเป็นฐานสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น และผลักดันพื้นที่ผาแดงสู่ต้นแบบการฟื้นฟูระบบนิเวศควบคู่เศรษฐกิจชีวภาพอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ไบโอเทคได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่เหมืองผาแดงโดยมุ่งเน้นเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ (1) การสร้างคลังข้อมูลชีวภาพที่มีศักยภาพเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน (2) การวิจัยและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน และ (3) การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้แก่ชุมชนโดยรอบพื้นที่ผาแดง ผ่านการดำเนินงานที่ประกอบด้วย งานวิจัย 3 กิจกรรมหลัก และ 9 โครงการย่อย ดังนี้
การสร้างคลังข้อมูลจุลินทรีย์กลุ่มเห็ดและราทำลายแมลง
- มหัศจรรย์เห็ดป่ากินได้และเห็ดทางยา : ปลูกป่าได้เห็ด เพาะเห็ดได้ป่า
ศึกษาความหลากหลายของเห็ดป่ากินได้และเห็ดทางยา เพื่อนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและอาหาร อันเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดรายได้แก่ชุมชน พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์เห็ดพื้นถิ่นอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่า ผลการสำรวจพบเห็ดจำนวน 83 ชนิด ใน 44 สกุล ประกอบด้วยเห็ดกินได้ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เช่น เห็ดแครง เห็ดนางรมสีชมพู รวมถึงเห็ดที่มีสรรพคุณทางยา เช่น Ganoderma tropicum, Earliella scabrosa นอกจากนี้ยังพบเห็ดที่มีศักยภาพด้านการผลิตเอนไซม์ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสิ่งทอ การกำจัดสีย้อม การฟื้นฟูทางชีวภาพ ตลอดจนการย่อยสลายอินทรียวัตถุ อีกทั้งพบเห็ดโคน (Termitomyces) จำนวน 4 ชนิดที่คาดว่าอาจเป็นชนิดใหม่ของโลก ทีมวิจัยได้รวบรวมและนำข้อมูลเห็ดที่สำรวจพบเผยแพร่ในเว็บไซต์ Fungi of Thailand (www.biotec-fungi.com) เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้สนใจและสนับสนุนการใช้ประโยชน์ทรัพยากรเห็ดของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

- เปิดโลกราแมลง ขุมทรัพย์ลับแห่งป่าผาแดง
ดำเนินการสำรวจและพัฒนาราแมลงที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่อต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เป็นชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช ลดการพึ่งพาสารเคมีในภาคการเกษตร เสริมสร้างรายได้ให้เกษตรกร และช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ ควบคู่กับการยกระดับองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพสู่ชุมชนในพื้นที่ การสำรวจตัวอย่างราแมลงจาก 7 เส้นทางในพื้นที่เหมืองผาแดงและพื้นที่เกษตรโดยรอบ พบราแมลงรวมทั้งสิ้น 178 สายพันธุ์ โดยจัดจำแนกตามหลักอนุกรมวิธานด้วยเทคนิคชีวโมเลกุลได้ 167 สายพันธุ์ และจำแนกด้วยลักษณะทางสัณฐานวิทยาได้ 11 สายพันธุ์ พบชนิดที่มีความโดดเด่น เช่น Cordyceps tenuipes และ Cordyceps lepidopterorum อีกทั้งพบราแมลงชนิดใหม่ของโลกจำนวน 1 ชนิด คือ Ophiocordyceps muscae และพบราแมลงที่มีรายงานเป็นครั้งแรกในพื้นที่จำนวน 4 ชนิด โดยทีมวิจัยได้รวบรวมข้อมูลราแมลงที่ผ่านการจัดจำแนกชนิดพันธุ์และนำเข้าสู่เว็บไซต์ Fungi of Thailand (www.biotec-fungi.com) เพื่อเป็นฐานข้อมูลอ้างอิงสำหรับผู้สนใจ และเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและการใช้ประโยชน์ราแมลงของประเทศอย่างถูกต้องและยั่งยืน

การยกระดับผลิตภัณฑ์จากวัสดุทางการเกษตร
- มหัศจรรย์ของยีสต์ในจังหวัดตาก พลิกโฉมกาแฟท้องถิ่นด้วยจุลินทรีย์พื้นถิ่น

ดำเนินการใช้ยีสต์พื้นถิ่นจากพื้นที่ศึกษา 4 หมู่บ้านในการหมักกาแฟ โดยใช้เชอร์รีกาแฟเป็นวัตถุดิบตั้งต้น เพื่อยกระดับคุณภาพกลิ่นและรสชาติให้สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละพื้นที่ ผลการดำเนินงานพบว่าการเลือกใช้ยีสต์ที่เหมาะสมสามารถเพิ่มความซับซ้อนและมิติของกลิ่นรสได้อย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ บ้านห้วยเหลือง อำเภอเมือง ใช้ยีสต์ Pichia kluyveri ให้กาแฟที่มีกลิ่นรสซับซ้อน หอมหวาน และให้โทนกลิ่นผลไม้ ผลไม้แห้ง พรุน เชอร์รี และไลม์ ขณะที่บ้านมูเซอ อำเภอแม่สอด ใช้ยีสต์ Pichia kluyveri ได้กาแฟกลิ่นรสซับซ้อน โดยเด่นด้วยโทนผลไม้ตระกูลส้ม เบอร์รี และสมุนไพรอ่อน ๆ ส่วนบ้านวะเบลอลู่ อำเภอท่าสองยาง ใช้ยีสต์ Hanseniaspora opuntiae ให้กาแฟที่มีความหอมหวานและมิติกลิ่นผลไม้ ผลไม้แห้ง ส้ม เบอร์รี และพรุน และบ้านมอโก้โพคี อำเภอท่าสองยาง ใช้ยีสต์ Hanseniaspora uvarum ได้กาแฟกลิ่นรสซับซ้อน หอมกลิ่นดอกไม้สีขาว พร้อมโทนผลไม้ตระกูลส้ม ลำใยแห้ง และสมุนไพร. ปัจจุบันได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้ยีสต์สำหรับการหมักกาแฟให้แก่เกษตรกรเจ้าของพื้นที่ที่ศึกษาแล้วจำนวน 4 ราย เพื่อสนับสนุนการต่อยอดสู่การผลิตกาแฟคุณภาพสูงที่มีเอกลักษณ์ประจำถิ่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรของจังหวัดตาก

- เปลี่ยนกากเชอร์รีกาแฟเป็นน้ำส้มสายชูหมัก ทางเลือกใหม่เพื่อสร้างมูลค่าจากของเหลือทิ้ง
นำเปลือกเชอร์รีกาแฟที่เหลือจากกระบวนการแปรรูปมาพัฒนาเป็นน้ำส้มสายชูธรรมชาติด้วยวิธีการผลิตที่เรียบง่าย ต้นทุนต่ำ และนำไปใช้ได้จริงในระดับชุมชน โดยเริ่มจากคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพดีจากพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จากนั้นตากแดดจนแห้งเพื่อให้ได้กลิ่นและรสชาติที่เหมาะสมก่อนพัฒนาสูตรการหมักและทดสอบการผลิตในระบบหมักขนาด 200 ลิตร ณ บ้านห้วยปลาหลด ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความปลอดภัยและมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทั้งด้านโลหะหนัก สารพิษ และจุลินทรีย์ก่อโรค ส่งผลให้สามารถเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้ง ลดปริมาณขยะอินทรีย์ และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชาวบ้านและผู้สนใจเพื่อให้นำแนวทางดังกล่าวไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนต่อไป

- Seed Ball Science ปั้นชีวภาพคืนป่าด้วยพลังจุลินทรีย์จากผาแดง

โครงการมุ่งพัฒนานวัตกรรมซีดบอลเพื่อการฟื้นฟูป่า โดยใช้ส่วนผสมหลัก ได้แก่ ดินเหนียว ปุ๋ยหมัก เมล็ดไม้ป่า และหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่คัดเลือกจากระบบชีวนิเวศของพืชป่าในพื้นที่เหมืองผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ทีมวิจัยได้ดำเนินการคัดแยกและยืนยันสายพันธุ์จุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมการเจริญของพืช พร้อมพัฒนาหัวเชื้อจำนวน 2 สูตร ได้แก่ สูตรสำหรับเมล็ดทั่วไป และสูตรสำหรับเมล็ดที่ไวต่อการถูกทำลายโดยเชื้อรา เพื่อนำไปผสมในซีดบอลและประเมินผลต่ออัตราการงอกและการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด ผลการพัฒนาชี้ว่าหัวเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการงอก ลดต้นทุนการปลูกป่า และเหมาะสมต่อการใช้ฟื้นฟูพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยากด้วยวิธีการโยนหรือกระจายซีดบอล อีกทั้งยังประยุกต์ใช้เป็นกิจกรรมการมีส่วนร่วมร่วมกับชุมชนและนักท่องเที่ยวได้อย่างมีความหมาย ในการดำเนินงาน โครงการได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้แก่คนในพื้นที่ และผลิตซีดบอลพืชป่าจำนวนกว่า 2,500 ลูกเพื่อใช้จริงในกิจกรรมฟื้นฟูป่าในพื้นที่เป้าหมาย
- อิฐจากเห็ดและเศษเหลือใช้ทางเกษตรสู่ที่อยู่อาศัยขนาดเล็กทางเลือก

โครงการมุ่งพัฒนานวัตกรรมอิฐชีวภาพ Bio-Brick (ไบโอบริก) จากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรและชีวมวลในท้องถิ่น เช่น กากกาแฟ ชานอ้อย ใบไม้แห้ง เปลือกข้าวโพด โดยผสมร่วมกับเส้นใยเห็ดซึ่งทำหน้าที่เป็น “ตัวประสานตามธรรมชาติ” เพื่อผลิตเป็นวัสดุก่อสร้างทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณสมบัติเด่น ได้แก่ น้ำหนักเบา เป็นฉนวนกันความร้อนและเสียง ต้านการลามไฟได้ดี และย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จึงมีศักยภาพในการช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์และลดต้นทุนการผลิตเมื่อเทียบกับวัสดุบางประเภทในระบบเดิม นอกจากนี้ยังสามารถปรับสูตรและรูปแบบการออกแบบ Bio-Brick ให้สอดคล้องกับทรัพยากรและความต้องการเฉพาะของแต่ละพื้นที่ได้ ทำให้เหมาะต่อการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย ทั้งในมิติงานก่อสร้าง งานตกแต่ง หรือการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน ปัจจุบันโครงการได้จัดอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้สนใจ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นักเรียน และประชาชนในชุมชนรวมกว่า 100 คน พร้อมทั้งพัฒนาต้นแบบที่พักขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้และการขยายผลสู่การใช้งานจริงในอนาคต
การถ่ายทอดความรู้ด้านชีวภัณฑ์และผลิตภัณฑ์
- in Action ปฏิวัติกาแฟต้นน้ำด้วยพลังชีวภัณฑ์
โครงการมุ่งส่งเสริมการปลูกกาแฟร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน โดยประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืชและโรคพืชอย่างเหมาะสมและตรงจุด อันช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดการสูญเสีย และยืดอายุการเก็บรักษา ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยได้คัดเลือกจุลินทรีย์จำนวน 4 ชนิดเพื่อใช้ทดแทนการพึ่งพาสารเคมี ได้แก่ Trichoderma sp. สำหรับควบคุมโรคราดำ ราสนิม และแอนแทรกโนส, Bacillus sp. สำหรับควบคุมโรคใบและโรครากที่เกิดจากเชื้อรา, Beauveria bassiana สำหรับควบคุมเพลี้ยหอย เพลี้ยจักจั่น และมอดเจาะผล และ Metarhizium sp. สำหรับควบคุมเพลี้ยแป้ง เพลี้ยอ่อน และแมลงศัตรูทั่วไป ผลการใช้จริงในพื้นที่ผาแดงสะท้อนว่าแนวทางดังกล่าวลดการระบาดของโรคและแมลงสำคัญในสวนกาแฟได้อย่างชัดเจน โครงการยังได้ดำเนินการสำรวจศัตรูพืชร่วมกับเกษตรกรในพื้นที่เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคู่มือและแนวปฏิบัติมาตรฐานสำหรับการจัดการศัตรูกาแฟด้วยชีวภัณฑ์ (SOP) ที่นำไปใช้ได้จริงในภาคสนาม พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการใช้ชีวภัณฑ์แก่ผู้ปลูกกาแฟและเกษตรกรแล้วกว่า 400 คน เพื่อสนับสนุนการขยายผลสู่ระบบการผลิตกาแฟที่ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยั่งยืนในระยะยาว

- เห็ดป่าคืนป่า เส้นทางเศรษฐกิจสีเขียวจากเห็ดเผาะและเห็ดระโงก
โครงการมุ่งส่งเสริมการเพาะเห็ดป่าที่สำรวจพบในพื้นที่ ได้แก่ เห็ดเผาะหนัง (Astraeus odoratus) เห็ดเผาะสิรินธร (Astraeus sirindhorniae) และเห็ดระโงกเหลือง (Amanita hemibapha) ควบคู่กับการผลิตกล้าไม้วงศ์ยางที่ติดเชื้อเห็ดอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูป่าและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนหมู่บ้านพะเด๊ะ–ขุนห้วยแม่สอด ผ่านการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสร้างหัวเชื้อเห็ดจากธรรมชาติ โดยใช้สปอร์ของเห็ดแก่สำหรับนำไปรดกล้าไม้วงศ์ยางในเรือนเพาะชำ จนได้กล้าไม้วงศ์ยางติดเชื้อเห็ดคุณภาพสูงที่เกิดไมคอร์ไรซาที่รากจริง รากแตกตัวดี และย้ายปลูกลงดินได้อย่างเหมาะสม โดยเทคโนโลยีดังกล่าวมีขั้นตอนไม่ซับซ้อน นำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับชุมชน และต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้ คาดว่าจะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ ลดแรงจูงใจในการเผาป่า และสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เหมืองผาแดงและบริเวณโดยรอบอย่างยั่งยืนในระยะยาว

- มะเขือเทศอินทรีย์ เปลี่ยนชีวิต เก็บรายได้
ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกมะเขือเทศเชอร์รีอินทรีย์พันธุ์แดงโกเมนและซันไชน์ต้านทานโรคใบหงิกเหลือง-ใบด่างในโรงเรือนต้นทุนต่ำแบบครบวงจร โดยเริ่มตั้งแต่การสร้างโรงเรือนไม้ไผ่ด้วยวัสดุในท้องถิ่น การเพาะกล้า เตรียมดิน ดูแลรักษา และเก็บเมล็ดในระบบเกษตรอินทรีย์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง และการพัฒนาแปลงเรียนรู้ต้นแบบในโรงเรียนและชุมชน รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนม (genome editing) สำหรับการปรับปรุงพันธุ์มะเขือเทศ เพื่อสร้างระบบเกษตรอินทรีย์ยั่งยืนในชุมชนและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกร

แนวทางการพัฒนาพื้นที่เหมืองผาแดงด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไบโอเทค สวทช. เป็นต้นแบบในการนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล และนำไปปรับใช้กับพื้นที่อื่นได้ สอดคล้องกับพระราชปณิธานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งเน้นการอยู่ร่วมกันระหว่าง “คน” กับ “ป่า” อย่างเกื้อกูล
สนใจรายละเอียดโครงการติดต่อได้ที่ ดร.นัฐวุฒิ บุญยืน กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. อีเมล nattawut@biotec.or.th โทรศัพท์ 0 2564 6700 ต่อ 3243

