คอลัมน์ประจำ สถานี AGRITEC

“จุลินทรีย์” จิ๋วแต่แจ๋วในด้านเกษตร

เรื่องโดย ปิยพร เศรษฐศิริไพบูลย์
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)


จุลินทรีย์ (microorganism) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จุลินทรีย์มีหลายชนิด เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส โปรโตซัว เป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์และก่อให้เกิดโรคได้ มนุษย์นำจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์หลากหลายด้านทั้งการแพทย์ อาหาร การเกษตร หรือสิ่งแวดล้อม

สถานีอะกริเทคฉบับนี้ ชวนมาดูกันว่ามีเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ใดบ้างที่เกษตรกรได้รับความรู้จากสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) และนำไปปรับใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของผลผลิต


มณี ภาระเปลื้อง

จุลินทรีย์ป้องกันจัดการศัตรูพืช

“แต่ก่อนใช้เคมีจัดการอย่างเดียวเห็นผลเร็วกว่า ไตรโคเดอร์มาเห็นผลช้า แต่เราก็อยากลองใช้ เพราะต้องการลดต้นทุน” คำบอกเล่าจากมณี ภาระเปลื้อง เจ้าของสวนผลไม้พรรณมณี อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี หนึ่งในเกษตรกรสวนทุเรียนที่ได้ใช้ “ไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์ TBRC 4734” จัดการโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียนจากเชื้อสาเหตุ Phytophthora palmovara เชื้อราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma asperellum) เป็นจุลินทรีย์ที่ยับยั้งการเจริญของเชื้อราสาเหตุโรคพืชหลายชนิด เช่น โรครากเน่าโคนเน่า โรคเน่าคอดิน โรคใบไหม้ใบจุด โดย “ไตรโคเดอร์มาสายพันธุ์ TBRC 4734” เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกโดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค  และ สวทช.ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ให้บริษัทโมริน่า โซลูชั่น จำกัด ขณะเดียวกัน สท.ได้ขยายผลถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรผลิตและใช้ในรูปแบบเชื้อสด

ไตรโคเดอร์มาเป็นหนึ่งในจุลินทรีย์ที่นำมาใช้ประโยชน์ป้องกันโรคพืช ขณะที่บิวเวอเรีย เมทาไรเซียม และไวรัสเอ็นพีวีเป็นจุลินทรีย์ที่นำมาใช้จัดการแมลงศัตรูพืช การใช้จุลินทรีย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตป้องกันหรือจัดการศัตรูพืชต้องมีความรู้และความเข้าใจเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ แตกต่างจากการใช้สารเคมีที่เห็นผลเร็ว


เตือนใจ อรชร

กว่า ดังที่เตือนใจ อรชร สมาชิกศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลกระแจ อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ที่มีประสบการณ์การใช้ไตรโคเดอร์มากับสวนทุเรียน บอกไว้ว่า “ไตรโคเดอร์มาไม่ใช่ยา แต่เป็นวัคซีนอย่างดี ถ้าใช้ตลอดจะเป็นภูมิให้พืช”


ไตรโคเดอร์มา

 


เสาวลักษณ์ อาจสาลี

นอกจากจุลินทรีย์ที่นักวิจัย สวทช.คัดเลือกสายพันธุ์แล้ว ยังมีจุลินทรีย์ที่ ดร.ฐปน ชื่นบาล และ ดร.ศิราภรณ์ ชื่นบาล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ศึกษาและคัดแยกจุลินทรีย์ท้องถิ่นจากแหล่งกำเนิด คัดแยกเชื้อและทดสอบประสิทธิภาพเฉพาะทางในการใช้งาน (selective microorganism) ประกอบด้วย กลุ่มควบคุมโรคพืชและแมลงศัตรูพืช กลุ่มเร่งการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และกลุ่มช่วยบำบัดน้ำเสียและบำบัดกลิ่น โดย สท.ได้ขยายผลถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรได้ใช้ในแปลงนาข้าว ดังที่เสาวลักษณ์ อาจสาลี เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวหมู่ 17 บ้านหนองกก ตำบลบัวหุ่ง อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ ได้ทดลองใช้ในแปลงนาข้าว

 “ลองใช้มาแล้วปีนึงกับพื้นที่ทั้งหมด 9 ไร่ ครั้งแรกใช้ก่อนหว่านสลายฟางข้าว ครั้งที่สองใช้หลังหว่านข้าวแล้ว 15 วันและ 30 วัน ข้าวงามมาก งามตั้งแต่ยังไม่ได้ใส่ปุ๋ยเลย ปุ๋ยก็ไม่ได้ใช้เยอะ ดีใจได้ข้าวเยอะขึ้น จาก 6 ตัน เป็น 7.5 ตัน ตรงไหนมีฟาง ฉีดจุลินทรีย์แล้วไถกลบ ตรงนั้นข้าวจะงามมาก ถ้าไม่ฉีด พอไถ ฟางก็อยู่เหมือนเดิม เป็นแก๊สไข่เน่า ข้าวก็ไม่โต”

จุลินทรีย์เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์

ค่าอาหารเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของการทำปศุสัตว์ การใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรหมักเป็นอาหารสัตว์เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารได้ โดยหัวเชื้อจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของจุลินทรีย์หลายกลุ่มทั้งเชื้อรา ยีสต์ แบคทีเรีย และเพิ่มเอนไซม์ที่มีประโยชน์อีก 2 ชนิด นำมาใช้หมักวัสดุเหลือทิ้งทางเกษตรประเภทแป้ง พลังงาน และเยื่อใย เช่น เปลือกทุเรียน ฟักทอง กากมันสำปะหลัง หยวกกล้วย หญ้าสด ช่วยถนอมอาหารและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย


วุฒินาถ สุวรรณละมัย

“น้ำซอสทุเรียนหมัก” ทดแทนการใช้กากน้ำตาลสำหรับเลี้ยงโคขุน เป็นหนึ่งในอาหารเสริมสำหรับโคขุนที่ได้จากการหมักเปลือกทุเรียนด้วยหัวเชื้อจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูง ซึ่งกากน้ำตาลเป็นวัตถุดิบที่ราคาสูงและผันผวนตามตลาด

เปลือกทุเรียนช่วยลดต้นทุนค่าอาหารหยาบ ส่วนต้นทุนกากน้ำตาล ถ้าไม่มีน้ำซอสทุเรียนหมัก ไม่มีทางลดต้นทุนได้ น้ำซอสทุเรียนต้นทุนเฉลี่ย 1-2 บาทต่อกิโลกรัม ลดต้นทุนได้เป็นสิบเท่าตัว” วุฒินาถ สุวรรณละมัย เจ้าของลูกหินฟาร์ม อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เกษตรกรที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีหัวเชื้อจุลินทรีย์ประสิทธิภาพสูงผลิต “น้ำซอสทุเรียนหมัก” ทดแทนการใช้กากน้ำตาล ช่วยลดต้นทุนและยังมีคุณค่าทางโภชนะทั้งโปรตีน เยื่อใยและพลังงาน

จุลินทรีย์สู่ผงโคจิหมักเนื้อ

“เนื้อส่วนหลักที่นิยมทำสเตกจะได้กลิ่นและรสชาติของเนื้อ แต่สำหรับเนื้อส่วนรองที่เหนียว เมื่อหมักผงโคจิแล้วมาทำสเตก เนื้อจะนุ่มและหอมกลิ่นข้าวหอมมะลิ” สว่าง สุขแสง ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรยั่งยืนตำบลหนองแคน อำเภอปทุมรัตต์ จังหวัดร้อยเอ็ด สะท้อนผลลัพธ์จากการหมักเนื้อโคขุนด้วยผงหมักโคจิข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงคุณภาพเนื้อสัตว์ที่ทำให้เนื้อนุ่ม ไม่แข็งกระด้าง และมีรสชาติดีขึ้น


สว่าง สุขแสง

“ผงหมักโคจิข้าวหอมมะลิ” เป็นอีกหนึ่งการใช้ประโยชน์จุลินทรีย์ในด้านอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการหมักเนื้อนุ่ม วิจัยและพัฒนาโดยทีมวิจัยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ซึ่งมีส่วนประกอบหลักเป็นข้าวหอมมะลิ 105 ที่ผ่านกระบวนการหมักด้วยต้นเชื้อโคจิ (เชื้อรา Aspergillus oryzae สายพันธุ์ FBU1806)

เทคโนโลยีจุลินทรีย์เพิ่มประสิทธิภาพการหมักเนื้อนุ่ม ไม่เพียงช่วยเพิ่มคุณภาพให้เนื้อ หากยังสร้างการเข้าถึงการบริโภคเนื้อโคขุน เพิ่มมูลค่าและการใช้ประโยชน์เนื้อส่วนรองของโคขุน เช่น เนื้อสันคอ เนื้อสะโพก เนื้อขาหน้า

สว่างเล่าว่า โค 1 ตัว หลังเชือดแล้วมีน้ำหนักเนื้อ 200 กิโลกรัม ได้เนื้อส่วนหลักไม่เกิน 30 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 20 แต่ที่เหลืออีกร้อยละ 80 เป็นเนื้อส่วนรองและกระดูก เช่น เนื้อสันคอ เนื้อสะโพก เนื้อขาหน้า ซึ่งเหนียวและมักนำไปแปรรูปเป็นไส้กรอกหรือเบอร์เกอร์ เคยเอามาย่างแต่ก็เหนียวและไม่ต่างจากเนื้อที่อื่น การใช้ผงหมักโคจิข้าวหอมมะลิหมักเนื้อ ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าเนื้อส่วนรอง หากยังสร้างจุดเด่นให้เนื้อโคขุนของร้อยเอ็ด

แม้จุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก ๆ แต่มีคุณประโยชน์มหาศาลในแวดวงการเกษตร เช่นเดียวกับในแวดวงอื่น ๆ หรือแม้แต่ในร่างกายมนุษย์เองที่จำเป็นต้องมีสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ นี้เพื่อความอยู่รอดเช่นกัน


 

About Author