ทั่วไป

มหาวิทยาลัยมหิดล เผยผลวิจัยผู้สูงอายุไทยกว่า 1 ใน 3 ตกเป็นเหยื่อภัยออนไลน์: เปิดจุดอ่อนสำคัญขาดการ “หยุด” คิดก่อนเชื่อ พร้อมเปิดตัวหลักสูตรสูงวัยรู้ทัน AI เป็นครั้งแรก

วันที่ 20 สิงหาคม 2569 สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์วิชาการด้านการรู้เท่าทันสื่อของผู้สูงอายุ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานแถลงผลสำรวจและเสวนา “สูงวัยรู้ทัน Al..ถอดรหัสผลสำรวจสถานการณ์และทางออกร่วมกันของสังคมไทย” ณ ห้องอารีย์ ชั้น 22 โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อารีย์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ และผ่านการถ่ายทอดสด Facebook Live สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล

ภายในงานมีการเสวนา สูงวัยรู้ทัน AI ทำอย่างไรให้ปลอดภัยในโลกยุคใหม่” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาสตราจารย์ ดร.พนม คลี่ฉายา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ณวัฒน์ คำนูณวัฒน์ Executive Business Development Manager เครือเจริญโภคภัณฑ์ และผู้ดูแลโครงการพันธกิจศูนย์กลางนวัตกรรมระดับภูมิภาค สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย คุณอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา บรรณาธิการบริหารสื่อออนไลน์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Rocket Media Lab และคุณกนกพร โคตะยันต์ นักสังคมสงเคราะห์ชำนาญการ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุรู้เท่าทัน AI เพื่อร่วมกันหาแนวทางเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ผู้สูงอายุให้รู้เท่าทัน Al และสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยในโลกยุคปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.นิธิดา แสงสิงแก้ว คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ ประธานศูนย์ฯ กล่าวว่า การสำรวจในปี 2568 นี้ นอกจากการสำรวจสถานการณ์การใช้สื่อ การตกเป็นเหยื่อจากสื่อ การรู้เท่าทันสื่อ แล้ว ยังเพิ่มประเด็นการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI literacy) เข้าไปเป็นปีแรกอีกด้วย เพื่อทำให้มองเห็นภาพผู้สูงอายุในสังคมยุคที่ AI  และเป็นข้อมูลในการกำหนดโยบายหรือแนวทางในสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในการบริโภคข้อมูลข่าวสารให้กับผู้สูงอายุ

ข้อค้นพบสำคัญ

  1. สังคมสูงวัยเข้าสู่โลกดิจิทัลเต็มรูปแบบ

จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้สื่อมาอย่างต่อเนื่อง 5 ปี และปีนี้เป็นปีแรกที่ สื่อออนไลน์ ได้รับความนิยมจากผู้สูงอายุเป็นอันดับแรก แซงสื่อบุคคล และโทรทัศน์ ที่เคยเป็นที่นิยมมากกว่าในปีก่อน ๆ  โดย Line ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด ตามมาด้วย Facebook, YouTube, TikTok และ Google สำหรับวัตถุประสงค์หลักในการใช้สื่อออนไลน์ ก็คือ เพื่อการติดต่อสื่อสารและเปิดรับข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ตามมาด้วยการใช้เพื่อความบันเทิง และการค้นหาข้อมูล ขณะที่การทำธุรกรรมออนไลน์ใช้น้อยที่สุด

แนวโน้มเนื้อหาที่เปิดรับจากสื่อไม่แตกต่างจากเดิม โดยตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา  ข่าวสารต่าง ๆ  เนื้อหาด้านสุขภาพ และความบันเทิง ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้สูงอายุสนใจและเปิดรับมากที่สุด ส่วนระยะเวลาที่ผู้สูงอายุใช้สื่อในแต่ละวัน พบว่า มากกว่า 50% ใช้สื่อมากกว่า 4 ชั่วโมง/วัน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ๆ สะท้อนให้เห็นว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากกว่าครึ่ง ใช้เวลาในส่วนใหญ่ของแต่ละวันไปกับการใช้สื่อ

  1. “หลอกขายสินค้า-หลอกเรื่องสุขภาพ” ยังครองแชมป์ภัยลวงยอดฮิต

ผู้สูงอายุที่รู้ว่าตนเองตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงผ่านสื่อ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 68 มีสัดส่วนผู้สูงอายุที่เคยตกเป็นเหยื่อถึงประมาณ 4 ใน 10 คน (37.59%) ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดในรอบ 5 ปี  สำหรับรูปแบบการตกเป็นเหยื่อที่พบมากที่สุดคือ การซื้อสินค้าไม่ตรงปก/ไม่มีคุณภาพ รองลงมาคือ การหลอกลวงด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และการแอบอ้างสร้างความน่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้สูงอายุ (60+) มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงที่เกิดจากความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความสัมพันธ์ทางอารมณ์ ส่วนกลุ่มก่อนสูงอายุ (50-59 ปี) มักเผชิญการข่มขู่หรือสร้างความหวาดกลัว ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการออกแบบมาตรการป้องกันภัยลวงจากสื่อควรคำนึงถึงลักษณะความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละช่วงวัยควบคู่ไปกับการจัดการปัญหาภัยลวงหลักที่ประชาชนเผชิญร่วมกัน

การวิเคราะห์แนวโน้มร้อยละของผู้สูงอายุที่ตกเป็นเหยื่อและได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงผ่านสื่อต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลา 5 ปี (ปี พ.ศ. 2564 – 2568) พบว่า สัดส่วนของผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ถูกหลอกลวงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อออนไลน์ ได้แก่ การมีทักษะการ “หยุด” ก่อนเชื่อหรือส่งต่อข้อมูล การรู้เท่าทัน AI โดยเฉพาะทักษะในการแยกแยะเนื้อหาทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง หรือคลิปวิดีโอ ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือเนื้อหาปลอมที่สร้างขึ้นโดย AI และการสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น ๆ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถตรวจสอบข้อมูล พิจารณาความน่าเชื่อถือ และลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของภัยออนไลน์ได้

  1. การบริโภคสื่อส่งผลต่อสุขภาวะทั้งเชิงบวกและเชิงลบ

การบริโภคสื่อมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสุขภาวะของประชากรสูงอายุทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ โดย ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบเชิงบวกในทั้ง 5 ด้าน  (กาย ใจ สังคม ปัญญา เศรษฐกิจ) และมีส่วนน้อยที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ทั้งนี้ สุขภาวะทางกายเป็นด้านที่ได้รับผลกระทบเชิงลบสูงที่สุด

ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนว่า สื่อสามารถเป็นทั้งปัจจัยส่งเสริมและปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาวะของประชากรสูงอายุ จึงควรส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะ ควบคู่กับการสร้างความรู้และทักษะในการบริโภคสื่ออย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในบริบทที่ประชากรสูงอายุมีแนวโน้มใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

  1. พฤติกรรมรู้เท่าทันสื่อ ทักษะการ “หยุด” เป็นจุดอ่อนสำคัญก่อนโดนหลอก

ภายใต้ตามกรอบแนวคิด “หยุด คิด ถาม ทำ” ผลการสำรวจชี้ว่า คะแนนด้าน “หยุด” (ยับยั้งและใช้สติก่อนเชื่อหรือส่งต่อ) ต่ำที่สุด สะท้อนว่า เมื่อได้รับข้อมูลข่าวสาร ผู้สูงอายุจะตอบสนองทันที โดยไม่ทันได้ยั้งคิดและตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ ซึ่งเป็นช่องโหว่สำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมและข้อมูลลวงได้ง่าย

  1. ความท้าทายในยุคปัญญาประดิษฐ์ที่สะท้อนจากระดับ AI Literacy

ผลการสำรวจชี้ว่า ผู้สูงอายุไทยมีความรู้พื้นฐานและจริยธรรมเกี่ยวกับ AI อยู่ในระดับค่อนข้างดี ขณะที่ด้านการใช้ประโยชน์จาก AI การแยกแยะข้อมูลหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI และการใช้ AI สร้างสรรค์ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนว่าผู้สูงอายุจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเต็มศักยภาพ ทั้งนี้ กลุ่มก่อนสูงอายุมีระดับการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) สูงกว่ากลุ่มผู้สูงอายุในทุกองค์ประกอบ (ความรู้เกี่ยวกับ AI การใช้ประโยชน์จาก AI การแยกแยะข้อมูลหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ AI การใช้ AI สร้างสรรค์ และจริยธรรมในการใช้ AI) หลักสูตรสูงวัยรู้ทัน AI ด้วยหลัก “หยุด คิด ถาม ทำ” วัคซีนชีวิตผู้สูงวัยในยุค AI

ข้อมูลจากการสำรวจฯ ทีมวิจัยของศูนย์วิชาการฯ นำมาใช้ในการวิจัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาหลักสูตรสูงวัยรู้ทัน AI ที่สอดคล้องกับบริบทของผู้สูงอายุไทย มุ่งเสริมสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุค AI 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ความเข้าใจในบทบาทของ AI ในชีวิตประจำวัน ประโยชน์และความเสี่ยง ด้านความสามารถในการแยกแยะสื่อที่สร้างโดย AI  และด้านจริยธรรมและความปลอดภัยในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้หลัก “หยุด คิด ถาม ทำ” และสื่อการเรียนรู้ผ่าน “กุมาร AI” ซี่งผลการทดสอบก่อนหลังอบรม ชี้ว่า กลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุมีพัฒนาการด้านการรู้เท่าทัน AI เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านความรู้และความสามารถในการแยกแยะสื่อที่สร้างโดย AI ขณะที่ผลการประเมินด้านจริยธรรมและความปลอดภัยสะท้อนแนวโน้มของการตัดสินใจที่เหมาะสมมากขึ้นจากสถานการณ์จำลอง

ทั้งนี้ การส่งเสริมการรู้เท่าทัน AI สำหรับผู้สูงอายุไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการจัดอบรมระยะสั้น หากแต่ควรพัฒนาไปสู่นิเวศการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์กรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง และติดตามองค์ความรู้ใหม่ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญผ่านเครือข่ายการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และเป็นรากฐานสำคัญของการส่งเสริมสุขภาวะดิจิทัลของผู้สูงอายุในอนาคต

About Author