เรื่องโดย รักษ์ศักดิ์ สิทธิวิไล
ปีมะเส็งผ่านพ้นไป ก้าวเข้าสู่ปีใหม่ “ปีมะเมีย“ อย่างเต็มตัว เราก็มักจะนึกถึงภาพลักษณ์ของคนเกิดปีม้าตามตำราพรหมชาติและตำราโหราศาสตร์จีนที่ว่า มีพลังเหลือเฟือ ตื่นตัว ชอบอิสระ ไม่ค่อยอยู่นิ่ง แล้วก็ใจร้อน ติดดื้อดึงไปสักหน่อย ความเชื่อพวกนี้ฝังรากลึกในวัฒนธรรมของเรามานาน แต่ในฐานะนักเขียนนิตยสารวิทยาศาสตร์ ผมอยากชวนคุณมาดูอีกมุมหนึ่งว่า ถ้าเรานำสัตว์ที่เรียกว่า “ม้า” (horse: Equus caballus) มาเทียบกับ “มนุษย์ผู้มีปัญญา” (Homo sapiens) แบบตัวต่อตัว จะเจอะอะไรน่าสนใจบ้าง
ม้าหรือคน…ใครคือยอดนักวิ่งตัวจริง ?
พูดถึงเรื่องม้า “การวิ่ง” นี่แหละคือจุดที่น่าสนใจที่สุด ถ้าถามว่าใครวิ่งเร็วกว่ากัน คำตอบชัดเจนว่าม้า แต่ถ้าถามว่าใครคือ “ยอดนักวิ่ง” คำตอบอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณคิด ม้าเก่งเรื่องวิ่งระยะสั้นถึงกลางสุด ๆ มันเป็นเหมือนเครื่องยนต์เบนซินที่สร้างมาเพื่อระเบิดความเร็ว มีอัตราเร่งที่ดี ตอบสนองได้รวดเร็ว ม้าป่าตัวที่แข็งแรง ๆ วิ่งในระยะสั้นได้เร็วถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และวิ่งต่อเนื่องด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้หลายชั่วโมง แต่ม้ามีปัญหาใหญ่อยู่อย่างหนึ่งคือ ร้อนเร็ว ระบายความร้อนได้แย่ ต้องพักบ่อย ม้าก็มีเหงื่อเหมือนเรา แต่เพราะมันมีกล้ามเนื้อมหึมาแล้วพื้นที่ผิวหนังน้อยกว่าเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว เลยทำให้ระบายความร้อนได้ไม่ดีเท่ามนุษย์

เหงื่อม้ามีโปรตีนที่เรียกว่า ลาเทริน (latherin) เมื่อม้าออกแรงมากก็จะผลิตเหงื่อออกมาลดความร้อนของร่างกาย และเมื่อถูกับเครื่องสวมใส่จะกลายเป็นฟองสีขาว
ส่วนมนุษย์เราน่ะเหมือนเครื่องยนต์ดีเซล ถือว่าเป็น “ราชาการวิ่งทน” ความเร็วไม่สูงมากประมาณ ความเร็ว 37-45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เคลื่อนที่ได้ต่อเนื่อง 40-100 กิโลเมตรต่อวัน) แต่พูดได้เต็มปากว่าเรามีระบบระบายความร้อนที่เจ๋งที่สุดในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเลยทีเดียว การวิ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการที่สำคัญที่ช่วยให้เราล่าสัตว์ อพยพย้ายถิ่นได้ไกล ๆ ปัจจัยที่ทำให้เป็นอย่างนั้นเกิดจากเรายืนสองขา (bipedalism) ทำให้พื้นที่โดนแดดน้อยลง เรามีขนน้อย (furless) มีต่อมเหงื่อ (eccrine glands) ทั่วตัว เหงื่อเลยระเหยได้ง่าย ในสมัยก่อนมนุษย์ล่าชนะสัตว์ตัวใหญ่ด้วยวิธีวิ่งไล่ (persistence hunting) เราแค่วิ่งจ็อกกิงไล่ตามไปเรื่อย ๆ ให้เหยื่อตกใจวิ่งหนีจนเครื่องร้อนแล้วน็อกล้มลงไปเอง สิ่งนี้เป็นเรื่องแปลกถ้าเทียบกับญาติของเรา เช่น ชิมแปนซีจะซุ่มโจมตีเหยื่อเป็นกลุ่มและออกแรงแค่ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น

การไล่ล่าพร้อมการอพยพย้ายถิ่น (persistence hunting) ที่เชื่อว่าทำให้มนุษย์กระจายตัวไปตามส่วนต่าง ๆ ของโลก
ม้ากับคนใครหูไวตาไวกว่ากัน ?
อย่างที่ทุกคนทราบวิธีที่ม้าเห็นโลกนั้นต่างจากมนุษย์เราอย่างสิ้นเชิง ม้ามักเป็นสัตว์ที่ถูกล่าเลยวิวัฒนาการดวงตาให้ออกมาอยู่ด้านข้างของหัว เพื่อให้มองเห็นได้กว้างมาก ๆ เกือบ 350 องศา เรียกว่าแทบจะมองเห็นได้รอบตัวพร้อมกันเลย (monocular vision) นี่เองที่เป็นสาเหตุให้ม้าตื่นตัวตลอดเวลา เพราะมันต้องเฝ้าระวังการเคลื่อนไหวของนักล่าจากทุกทิศทางนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามม้าก็มีจุดบอดสองจุดใหญ่ ๆ บริเวณหน้าผาก (มองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจมูกไม่เห็น) กับด้านหลังสะโพก นอกจากนี้การมองแบบสามมิติ (binocular vision) ของม้ายังมีขอบเขตแคบมากทำให้กะระยะได้ไม่ค่อยดี นี่เองที่ทำไมม้าถึงตกใจง่ายเวลามีอะไรโผล่มาใกล้ ๆ

ความสามารถในการมองเห็นวัตถุที่อยู่บริเวณขอบหรือด้านข้างของลานสายตา ในขณะที่สายตายังคงจดจ่ออยู่ที่จุดศูนย์กลางด้านหน้าของสุนัข ม้า นก และมนุษย์ ตามลำดับ
ขณะที่พวกเรา มนุษย์ คือ “ผู้ล่า” (predator) ในห่วงโซ่อาหาร ดวงตาเราอยู่ด้านหน้า ทำให้เรามีการมองเห็นแบบ 3 มิติ (binocular vision) จึงกะระยะและใช้เครื่องมือขว้างได้อย่างแม่นยำ แต่ข้อด้อยคือมันทำให้มุมมองของเราแคบกว่าม้า (ประมาณ 180 องศา) ทำให้เราไม่รู้ว่ามีใครแอบเข้ามาทางด้านหลังเราหรือเปล่าเพราะเรามองไม่เห็นด้านหลังเลย
ม้า “อ้วกไม่ได้” เพราะหูรูดของเรากับม้าต่างกันสุดขั้ว
กระเพาะมนุษย์เป็นแบบธรรมดา (simple stomach) และเราสามารถอาเจียน (vomit) เพื่อขับของเสียหรือพิษที่กินเข้าไปออกได้ นี่คือกลไกป้องกันตัวที่สำคัญมาก
ขณะที่กระเพาะม้าซึ่งเป็นสัตว์กินพืช (herbivore) จะมีการหมักย่อยในลำไส้ส่วนท้าย (hindgut fermenter) แต่จุดสำคัญคือตรงหูรูดระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะของม้าออกแบบมาให้เป็นประตูทางเดียว (one-way valve) ที่แข็งแรงมาก คาดว่าเพราะม้าวิวัฒนาการมาเพื่อกินหญ้าทีละน้อยแต่กินตลอดเวลา และต้องพร้อมที่จะวิ่งได้ทันที ถ้าปล่อยให้อาหารที่กินไหลย้อนออกมาตอนวิ่งก็อาจสำลัก เป็นอันตรายถึงตายได้ แต่การที่ม้าอ้วกไม่ได้นั้นทำให้ม้าเสี่ยงต่ออาการเสียดท้องหรือท้องอืด เพราะพอมีแก๊สสะสมหรือกินอาหารที่เป็นพิษเข้าไป มันขย้อนออกมาทางปากไม่ได้ และนี่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของม้าเลี้ยงในปัจจุบันเลย
ม้าหลับได้… แต่ไม่ล้ม ?
ม้ามีวิวัฒนาการที่น่าทึ่งเรียกว่า “stay apparatus” (ระบบเอ็นและพังผืดช่วยพยุง) สามารถหลับทั้งที่ยืนอยู่ได้เลย โครงสร้างสำคัญคือ เครือข่ายของเอ็น (ligaments) กับพังผืด (tendons) บริเวณขาของม้าที่ล็อกข้อต่อต่าง ๆ (เช่น ข้อเข่า) ไว้ในท่ายืนได้โดยไม่ต้องใช้กล้ามเนื้อเลยแม้แต่น้อย นี่คือกลไกเอาตัวรอดของสัตว์ที่ถูกล่า ทำให้มันงีบหลับ (slow-wave sleep: SWS) ในท่ายืนได้ และพร้อมจะวิ่งหนีทันทีที่รู้สึกถึงอันตราย แต่ในส่วนที่เหมือนกับคนคือ ม้าจะหลับลึกหรือฝัน (rapid eye movement sleep: REM sleep) ในท่ายืนไม่ได้ การหลับช่วง REM จะทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างคลายตัว (atonia) เพื่อไม่ให้เราขยับตามความฝัน ถ้าม้าเข้าสู่ช่วง REM ในท่ายืน มันจะล้มพับลงทันที ! เพราะเหตุนี้นี้ม้าจึงต้องหาที่ปลอดภัยเพื่อล้มตัวลงนอน (จะนอนหมอบหรือนอนตะแคงก็ได้) อาจจะ 20-30 นาทีต่อวัน เพื่อให้ได้หลับฝันเพียงพอต่อสุขภาพสมอง
บทสรุปจากนักษัตรสู่ตัวตน
ทางประวัติศาสตร์ คนกับม้านั้นมีความสัมพันธ์อันยาวนาน ทั้งด้านการรบ การเดินทาง และเกษตรกรรม แต่ในทางชีววิทยาแล้ว คนกับม้าคือ “ผลผลิต” ของวิวัฒนาการที่เดินคนละทางซึ่งแตกต่างกันชัดเจนมาก
มนุษย์คือนักล่าผู้เดินทน มีระบบระบายความร้อนที่ดี มีมุมมองสายตาแบบสามมิติ
ม้าคือผู้ถูกล่าที่ตื่นตัว มีมุมมองสายตาครอบคลุมรอบทิศทาง พร้อมร่างกายที่สามารถระเบิดพลังสำหรับวิ่งหนีตลอดเวลาแม้กระทั่งเวลากินหรือนอน
ความเชื่อเรื่องปีนักษัตรนั้นสวยงามในฐานะสัญลักษณ์ซึ่งสะท้อนคุณค่าที่เราชื่นชมสัตว์เหล่านั้น เช่น พลังกับอิสรภาพของม้า และความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็งดงามไม่แพ้กัน มันสอนให้เราเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างนั้น รวมทั้งเคารพในความเป็นม้าและคน เราไม่ควรคาดหวังให้ม้าทนได้เหมือนคน หรือบังคับให้มันวิ่งต่อเนื่องนาน ๆ จนเกินขีดจำกัดทางชีววิทยาของมัน เพียงเพราะเราคิดว่ามันเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ในทางกลับกัน เราก็ไม่ควรคาดหวังให้คนระเบิดความเร็วได้แบบม้า หรือมีปฏิกิริยาตอบสนองรอบทิศทางแบบสัตว์ผู้ถูกล่า การเข้าใจความแตกต่างทางชีววิทยาจะทำให้เราเข้าใจม้ามากขึ้นว่า ทำไมพวกมันถึงตกใจง่าย ทำไมพวกมันมักเจ็บป่วยจากอาการท้องอืด ทำไมพวกมันถึงยืนหลับ และทำไมพวกมันถึงต้องการความปลอดภัยเพื่อพักผ่อนอย่างแท้จริง ความเข้าใจที่ไม่ใช่อาศัยเพียงความเชื่อคือสิ่งที่จะช่วยรักษาความสัมพันธ์ให้คนอยู่ร่วมกับม้าไปได้อีกนานแสนนาน
สุขสันต์ปีมะเมียครับ !

