หากได้ล่วงรู้ว่าใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นป่าชายเลนที่ปกคลุมด้วยผืนน้ำ จะทับถมจมลงเป็นชั้นตะกอนที่รอการย่อยสลายกลายเป็น “สารอินทรีย์คาร์บอน” ต้องใช้เวลานานเพียงใด เมื่อเทียบกับ “ตะกอนไมโครพลาสติก“ ที่ลอยน้ำเพราะน้ำหนักที่เบากว่า แต่ส่งผลมากมายต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการขัดขวางการเจริญเติบโตของชีวิต และห่วงโซ่อาหารของพืช และสัตว์ที่อยู่ในน้ำซึ่งเป็นที่พึ่งพาของมนุษย์ จะไม่มีผู้ใดปล่อยให้เกิด “การทำลาย” มากกว่า “การดูแลรักษา”
อาจารย์ ดร.เติมทิพย์ พูลภักตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์ทับถมของสารอินทรีย์คาร์บอนตามธรรมชาติว่า เป็น “บลูคาร์บอน” (Blue Carbon) ซึ่งเป็น “ความหวังใหม่” ที่คอย “เยียวยา” ระบบนิเวศ ทำให้เกิด “การดูดซับคาร์บอน” ซึ่งส่งผลให้โลกที่กำลังมีอุณหภูมิสูงขึ้น และต้องเผชิญกับภาวะ “ทะเลเป็นกรด” จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพสารเคมีในท้องทะเลที่มีต่อสภาวะที่เปลี่ยนไปของสภาพภูมิอากาศได้บรรเทาเบาบางลง
ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า “บลูคาร์บอน” ให้ประสิทธิภาพในการ “ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ได้มากกว่า “พื้นที่ป่าไม้บนดิน” ถึง 5 – 10 เท่า โดยมากมักเกิดตามรอยต่อระหว่างแผ่นดินกับทะเล
ที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ การปนเปื้อนของ “ไมโครพลาสติก” ในท้องทะเล ซึ่งมีที่มาจาก “ขยะความเจริญ” ของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ เมื่อรวมกับสารและวัตถุอินทรีย์ในน้ำจะเกิด “แรงดึงดูด” ที่คอย “ยับยั้งการตกตะกอน” และเปิดโอกาสให้ “จุลินทรีย์” เข้าย่อยสลายจนกลายเป็น “ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำลายโลก
อาจารย์ ดร.เติมทิพย์ พูลภักตร์ กล่าวต่อไปว่า “วัฏจักรคาร์บอน” ไม่เพียงนำไปสู่การสูญสลาย แต่จะเป็นการ “เร่งวิวัฒนาการ” ซึ่งเคยเกิดขึ้นโดยปกติบนโลก แต่ต้องใช้เวลานานนับแสนปี จึงส่งผลให้สิ่งมีชีวิตที่เปราะบางจนไม่สามารถดำรงอยู่ภายใต้ภาวะที่ขาดสมดุลต้องสูญสิ้น หรือสูญพันธุ์หมดจากโลกไปในที่สุด
ไม่เว้นแม้แต่สัตว์น้ำที่มีเปลือกแข็งแรง อาทิ หอย ปู กุ้ง ฯลฯ ตลอดจนกลุ่มปะการัง จะต้องได้รับผลกระทบต่อโครงสร้างที่มีองค์ประกอบจากแคลเซียมซึ่งถูกทำลายโดย “ภาวะเป็นกรดของทะเล“ ที่เกิดจากการกระทำของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง
เพียงร่วมใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลด้วยการไม่ทิ้งขยะที่ยากต่อการย่อยสลาย พร้อมลดและแยกขยะให้ถูกวิธีจนเป็นนิสัย ตลอดจนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในทันที แต่อย่างน้อยก็เป็นผู้หนึ่งที่ขึ้นชื่อได้ว่ามี “ความกตัญญูต่อโลก” พร้อม “ตอบแทนคุณ” ที่ทำให้ได้มีชีวิต และพึ่งพิงอาศัยมาจนถึงทุกวันนี้
ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6210


