คอลัมน์ประจำ สถานี AGRITEC

รับมือ “โรคพืชและแมลงศัตรูพืชในถั่วเขียว KUML อินทรีย์” ด้วย “การป้องกันกำจัดโดยชีววิธี”

เรื่องโดย ปิยพร เศรษฐศิริไพบูลย์ และณิฎฐา คุ้มโต
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)


โรคพืชและแมลงศัตรูพืชถือเป็นความท้าทายหลักที่สร้างความเสียหายต่อปริมาณผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร การรับมือกับปัญหาเหล่านี้จึงต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้เชิงลึก ประสบการณ์จริง และกลยุทธ์ที่แม่นยำ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีข้อจำกัดที่เข้มงวดในการใช้สารเคมีสังเคราะห์ รวมถึงต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานการผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งในระดับประเทศและระดับสากลอย่างเคร่งครัด

ถั่วเขียว KUML ก็เช่นกัน แม้เป็นพืชไร่ที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ไม่เกิน 70 วัน แต่โรคพืชและแมลงศัตรูพืชเข้าทำลายได้ทุกระยะการเจริญเติบโตจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธีเป็นวิธีรับมือที่นำมาใช้ในระบบการปลูกแบบอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวภัณฑ์ร่วมกับการวางแผนรับมือและการดูแลแปลงอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสียหายจากโรคพืชและแมลงศัตรูพืชได้

“โรคพืชและแมลงศัตรูพืช” ของถั่วเขียว

โรคพืช คือ ความผิดปกติของพืชซึ่งเกิดจากเชื้อสาเหตุโรคชนิดต่าง ๆ เข้าทำลาย และแสดงอาการในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้พืชเจริญเติบโตผิดปกติ ขณะที่แมลงศัตรูพืช คือ แมลงที่สร้างความเสียหายต่อพืชทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ

โรคพืชของถั่วเขียวเกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย ไฟโตพลาสมา ไวรัส และไส้เดือนฝอย เข้าทำลายได้ตั้งแต่ระยะกล้าจนถึงระยะให้ผลผลิต ขณะที่แมลงศัตรูพืชอยู่ในกลุ่มแมลงปากดูด กลุ่มหนอน และกลุ่มด้วง

โรคพืชสำคัญของถั่วเขียวที่เกิดจากเชื้อรา ได้แก่ โรครากเน่าโคนเน่า โรคใบจุดสีน้ำตาล และโรคราแป้ง ขณะที่โรคไวรัสใบด่างเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีแมลงหวี่ขาวและเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะ สำหรับแมลงศัตรูพืชของถั่วเขียว ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น แมลงหวี่ขาว หนอนกระทู้ผัก หนอนม้วนใบถั่ว หนอนเจาะฝักถั่วมารูค่า หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนแมลงวันเจาะลำต้นถั่ว ด้วงถั่วเขียว มอด

แนวทางการจัดการโรคพืชและแมลงศัตรูพืช

  1. เน้นการป้องกันมากกว่าการกำจัด
  2. กำจัดหรือลดแหล่งสะสมของประชากรเชื้อสาเหตุโรคและแมลงศัตรูพืชในพื้นที่ปลูกและพื้นที่โดยรอบ เช่น ทำความสะอาดแปลง กำจัดเศษซากพืช
  3. วางแผนการปลูก กำหนดรูปแบบการปลูก และดูแลแปลงอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการระบาด
  4. ตรวจสอบ ติดตาม และประเมินระดับการพบโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เพื่อตัดสินใจและกำหนดวิธีการจัดการหรือควบคุมที่เหมาะสม

การควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี (biological control) หรือไบโอคอนโทรล (biocontrol) เป็นหนึ่งในวิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (integrated pest management, IPM) โดยใช้ประโยชน์จากศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ แมลงตัวห้ำ แมลงตัวเบียน และเชื้อจุลินทรีย์ (ชีวภัณฑ์) มาควบคุมศัตรูพืชให้อยู่ต่ำกว่าระดับที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย

“ชีวภัณฑ์” เครื่องมือปลูกถั่วเขียวอินทรีย์

ชีวภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเชื้อจุลินทรีย์เพื่อควบคุมศัตรูพืช สำหรับชีวภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการปลูกถั่วเขียวอินทรีย์แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มควบคุมโรคพืช ได้แก่ ราไตรโคเดอร์มา (Trichoderma) สำหรับโรคทางดิน แบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส (Bacillus subtilis) หรือบีเอส และแบคทีเรียบาซิลลัส แอมีโลลิเควอฟาเซียนส์ (Bacillus amyloliquefaciens) หรือบีเอ สำหรับโรคทางใบ
  2. กลุ่มควบคุมแมลงศัตรูพืช ได้แก่ ราบิวเวอเรีย (Beauveria) ใช้จัดการเพลี้ยและแมลงปากดูด ราเมตาไรเซียม (Metarhizium) ใช้จัดการแมลงปากดูด ด้วง และแมลงในดิน บีที (Bacillus thuringiensis) ใช้จัดการหนอน ไส้เดือนฝอยควบคุมแมลง (Steinernema sp.)

การใช้เชื้อจุลินทรีย์หรือชีวภัณฑ์ให้ได้ประสิทธิภาพนั้น เกษตรกรต้องรู้จักและเข้าใจคุณสมบัติของชีวภัณฑ์แต่ละชนิด ใช้ป้องกันมากกว่ารอให้เกิดการระบาด และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ

ชีวภัณฑ์สำคัญที่ใช้ในการปลูกถั่วเขียวอินทรีย์ ได้แก่ ไตรโคเดอร์มา บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม และบีเอ ใช้ตั้งแต่การเตรียมดินและคลุกเมล็ดก่อนปลูก ไปจนถึงใช้ตามความเหมาะสมในแต่ละระยะการเจริญเติบโตของถั่วเขียว และงดฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน หากมีสมุนไพรไล่แมลง ก็ใช้ฉีดพ่นด้วยได้ โดยปฏิทินการใช้ชีวภัณฑ์ในแปลงปลูกถั่วเขียวมีดังนี้

เตรียมเมล็ด น้ำล้างสปอร์จากเชื้อสดไตรโคเดอร์มา 2 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 500 มิลลิลิตร คลุกเมล็ดก่อนปลูก โดยคลุกพร้อมไรโซเบียมได้

เตรียมดิน น้ำล้างสปอร์จากเชื้อสดไตรโคเดอร์มา 1 ลิตร ผสมน้ำ 80-100 ลิตร ราดดินให้ชุ่ม หรือน้ำล้างสปอร์ 1 ลิตร ผสมน้ำสะอาด 15-20 ลิตร ราดผสมในรำหยาบ 10 กิโลกรัม ผสมให้เข้ากัน คลุมกองรำหยาบ บ่มไว้ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นนำรำหยาบผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 100 กิโลกรัม คลุมกองปุ๋ย บ่มไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วนำปุ๋ยที่ได้ใส่ลงร่องแปลงปลูก แล้วปั่นดิน

อายุ 14 วัน      ฉีดพ่นบิวเวอเรียและเมตาไรเซียม (อัตราส่วน 200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร)

อายุ 21 วัน      ฉีดพ่นบีเอ (อัตราส่วน 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร)

อายุ 28-30 วัน ฉีดพ่นบีเอ บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม

อายุ 35-40 วัน ฉีดพ่นบีเอ

อายุ 50-55 วัน  ฉีดพ่นบีเอ บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม

ต้นอายุ 60-70 วัน งดฉีดพ่น รอเก็บเกี่ยว

ทั้งนี้การฉีดพ่นบิวเวอเรียและเมตาไรเซียมร่วมกับบีเอควรเว้นระยะห่าง 3-5 วัน เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเชื้อแต่ละชนิด

อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลง หากพบการระบาดของโรคพืชหรือแมลงศัตรูพืชแม้เพียงร้อยละ 1-2 ของพื้นที่ ควรจัดการทันที โดยถอนทิ้งและนำไปทำลายนอกแปลง รวมถึงเลือกใช้ชีวภัณฑ์ให้เหมาะกับปัญหาและเพิ่มความถี่การฉีดพ่นเพื่อควบคุมการระบาด

กรณีของ “มอด” แมลงศัตรูพืชที่มักพบหลังการเก็บเกี่ยว จัดเป็นแมลงกลุ่มด้วง เกษตรกรใช้เมตาไรเซียมฉีดพ่นตั้งแต่อยู่ในแปลงอย่างต่อเนื่องจนถึงระยะใกล้เก็บเกี่ยว จะช่วยลดโอกาสหรือปริมาณของไข่มอดที่ติดมากับฝักถั่วเขียว

จัดการศัตรูพืชถูกวิธี เพิ่มคุณภาพถั่วเขียวอินทรีย์

“เมื่อก่อนเจอหนอนก็ปล่อยทิ้งไว้ ส่วนเพลี้ยก็ใช้สมุนไพรฉีดไล่ แต่หลังจากได้รับความรู้เรื่องชีวภัณฑ์ ก็เริ่มใช้บีที ใช้บิวเวอเรียฉีดพ่น หนอนกับเพลี้ยไม่ระบาดอีก” ลัดดา พันธ์ศรี ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์และข้าวอินทรีย์บ้านคำครตา ตำบลดงมะไฟ อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร ซึ่งปลูกถั่วเขียว KUML เป็นพืชหลังนามากว่า 2 ปี

“เราปลูกถั่วเขียวหลังนาเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและเพิ่มรายได้ ข้าวของเราได้มาตรฐาน EU (Organic Agriculture Europe) และ COR (Canada Organic Regime) ซึ่งมีข้อกำหนดให้ปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชหลังนา 5 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกข้าวที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน การใช้ชีวภัณฑ์ไม่ยากและไม่เพิ่มต้นทุนมากนัก เพราะมีหน่วยงานสนับสนุน เราเพียงเพิ่มความใส่ใจการดูแปลง เจอต้นเป็นโรคก็ต้องถอนทิ้งและรีบจัดการไม่ให้ระบาด”

ด้วยผลผลิตข้าวอินทรีย์ของกลุ่มฯ ส่งจำหน่ายตลาดต่างประเทศ ลัดดาและสมาชิกกลุ่มฯ จึงให้ความสำคัญกับการจัดการตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การบันทึกข้อมูลการผลิตทุกขั้นตอน การตรวจแปลงสม่ำเสมอ รวมถึงการสร้างความเข้าใจกับสมาชิกเรื่องการใช้ชีวภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สมศักดิ์ อินสำราญ เกษตรกรรุ่นใหม่ของกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน เพื่อนช่วยเพื่อน บ้านกระเบื้อง ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ที่เพิ่งปลูกถั่วเขียว KUML เป็นพืชหลังนาได้ราวหนึ่งปี เขาใช้แปลงถั่วเขียว 1 ไร่ เป็นพื้นที่ทดสอบการใช้ชีวภัณฑ์จัดการศัตรูพืชในถั่วเขียว

“ส่วนใหญ่จะเจอโรคจากเชื้อราและหนอน ก็ใช้วิธีถอนต้นทิ้ง พอได้รับความรู้เรื่องการใช้ชีวภัณฑ์ก็ใช้ไตรโคเดอร์มาควบคุมเชื้อรา และใช้บิวเวอเรียกับเมตาไรเซียมควบคุมแมลง ปัญหาโรคและแมลงลดลงอย่างชัดเจน”

สมศักดิ์ฉีดพ่นชีวภัณฑ์ในช่วงเย็น และเน้นใช้เชิงป้องกันก่อนเกิดการระบาด เขามองว่าการผลิตถั่วเขียวอินทรีย์ต้องใส่ใจแปลง หมั่นสำรวจโรคและแมลง และหาความรู้เพิ่มเติมเสมอ เพื่อให้ได้ผลผลิตอินทรีย์คุณภาพ

การผลิตถั่วเขียวอินทรีย์จึงไม่ใช่การปลูกแล้วปล่อยให้ธรรมชาติดูแล หากแต่ต้องเฝ้าระวังและป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการใช้ชีวภัณฑ์อย่างถูกต้องและถูกเวลา รวมถึงการวางแผนจัดการศัตรูพืชแบบบูรณาการ จะช่วยเพิ่มผลผลิต คุณภาพ และรายได้ของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • สุพจน์ กาเซ็ม. (2568). การจัดการศัตรูพืชในแปลงผลิตถั่วเขียวอินทรีย์. เอกสารประกอบการอบรม. สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
  • สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร. (2569). ถั่วเขียว KUML อินทรีย์ จัดการศัตรูพืชถูกวิธี ออเดอร์มีทั่วโลก [สื่อวีดิทัศน์].

About Author