คอลัมน์ประจำ สภากาแฟ

ทะเลาะกับเอไอเรื่อง “ไฟป่า”

เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ


สิ่งหนึ่งที่ผมทำบ่อย คือ เถียงกับเอไอ …

พอดีเลยกับคราวนี้ที่กองบรรณาธิการนิตยสารสาระวิทย์ขอบทความแนวเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับไฟป่าซึ่งทำให้ผมต้องกุมขมับ ก็น่าสนใจดีนะ… แต่ผมไม่ค่อยถนัดเลยกับเรื่องไฟป่า เลยได้ฤกษ์ถามน้องแชต (ChatGPT) น้องคล็อด (Claude) และน้องเจม (Gemini) ว่าสาขานี้มีหัวข้อทางนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

สิ่งที่ผมพอจะนึกได้คือนวัตกรรมจากการประกวดโครงงานต่าง ๆ ที่เคยผ่านตา… ลูกบอลดับไฟ เอไอวางแผนกำราบไฟป่า ไปจนถึงลูกระเบิดเทียมที่ฝังเมล็ดพืชที่จะปล่อยลงมาจากโดรนเพื่อการฟื้นฟูพื้นที่ไฟไหม้ และถ้าแอดวานซ์หน่อยก็แฝดดิจิทัลเพื่อการป้องกันไฟป่า

แต่ที่ผมชอบที่สุดเห็นจะเป็นเทคโนโลยีที่ดูธรรมด๊าธรรมดาอย่างการจ้างแพะมาแทะเล็มหญ้าแห้งและสารพัดวัชพืชเพื่อทำเป็นแนวกันไฟป่าบนเขา ป้องกันไม่ให้ไฟติดแล้วแผ่กระจายไปได้ ซึ่งมีทำกันทุกปีในช่วงฤดูร้อนในตอนที่ผมยังอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย…

บางทีเทคโนโลยีที่เวิร์กก็อาจจะไม่ต้องทำอะไรเวอร์วัง  ที่จริงก็แอบอยากรู้นะว่าเอไอจะมีอะไรมานำเสนอบ้าง

แต่ก่อนที่จะถามเอไอ ผมตัดสินใจลองหาข้อมูลดูก่อนว่าเทคโนโลยีเกี่ยวกับไฟป่าที่น่าสนใจในปัจจุบันนั้นมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง และหลังจากที่กูเกิลพอเป็นพิธี ก็ไปเจอบทความในเว็บไซต์ของนิตยสาร Wired ที่เพิ่งออกมาหมาด ๆ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดย เฟอร์นานดา กอนซาเลซ (Fernanda Gonzalez) พูดถึง New Firefighting Technologies Could Help Battle Blazes Like Those in France and Spain (เทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยรับมือไฟป่าครั้งใหญ่ ดังเช่นที่เกิดในฝรั่งเศสและสเปน) ซึ่งก็ตอบโจทย์ในสิ่งที่กำลังอยากเขียนอยู่พอดี เลยต้องส่องเสียหน่อย

เรื่องของเรื่องคือตอนนี้ ในยุโรปกำลังประสบปัญหาใหญ่กับหายนะไฟป่า ในสเปนเป็นข่าวใหญ่โตเพราะแนวไฟลามเลียไปใกล้กับศูนย์สื่อสารห้วงอวกาศลึกของนาซาใกล้เมืองมาดริด (Madrid Deep Space Communications Complex)  ซึ่งเป็นหนึ่งในสามสถานีหลักของเครือข่ายห้วงอวกาศลึก (deep space network หรือ DSN) ของนาซาที่ช่วยในการติดตามตำแหน่งของยานอวกาศต่าง ๆ ในขณะที่โลกหมุนรอบตัวเอง


ศูนย์สื่อสารห้วงอวกาศลึกของนาซาใกล้เมืองมาดริด
ที่มาภาพ : MDSCC, NASA

สถานการณ์ที่คับขันทำให้สถานีต้องปิดทำการไป กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลก อีกสองที่อยู่ที่โกลด์สโตน (Goldstone) ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และที่แคนเบอร์ราในประเทศออสเตรเลีย

ปีนี้ในสถานการณ์ไฟป่าในสเปนเผาผลาญหนักหน่วงกินพื้นที่มากเป็นสองเท่าของที่เคยเกิดขึ้นในทุกปี และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในเมืองอาบิลา โตเลโด มาดริด จนรัฐบาลสเปนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในขณะที่สถานการณ์ในฝรั่งเศสก็สาหัสไม่แพ้กัน ตามข่าวปีนี้สาหัสสากรรจ์กว่าปกติมากถึง 6 เท่า

บทความของกอนซาเลซก็เลยรวบรวมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่น่าสนใจที่เกี่ยวกับการจัดการไฟป่า มีตั้งแต่ ecofire ซึ่งก็คือของเหลวดับไฟสูตรใหม่ที่ดับไฟได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าน้ำมากนับสิบเท่า อีกทั้งยังใช้สร้างชั้นฉนวนกันไฟเพื่อป้องกันไฟลามอีกด้วย

นอกนั้นจะเป็นพวกเทคโนโลยีเตือนภัยต่าง ๆ เพื่อให้รับมือกับสถานการณ์เพลิงไหม้ได้อย่างทันท่วงทีก่อนที่ไฟจะลุกลามเป็นวงกว้างจนเกินกว่าจะควบคุมไหว อย่างเช่น Predifire และ SenForFire รวมถึงเอไอที่จะช่วยประเมินพื้นที่ลามไฟ และช่วยออกแบบวิธีจัดการเพลิงไหม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับผม ไอเดียพวกนี้ก็น่าสนใจ แต่เสียดายที่ยังไม่ค่อยแหวกแนวเท่าไร และถ้าพูดถึงแบบจำลองไฟป่าที่ดีสุดก็น่าจะเป็นเทคโนโลยีแฝดดิจิทัล (digital twin)

จากการลองขุดคุ้ยเพิ่มเติม ก็ไปเจอมาอีกว่าในปีก่อนมีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคิง ซะอูด (King Saud University) ในซาอุดีอาระเบีย และมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ (Cornell University) ได้ตีพิมพ์ไอเดียใช้เทคโนโลยีแฝดดิจิทัลมาออกแบบและปฏิรูปวงการจัดการไฟป่าจริง ๆ ในวารสาร Energy Reports

เปเปอร์นี้ได้นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำแบบจำลองแฝดดิจิทัลมาใช้จัดการไฟป่าได้ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งน่าสนใจกว่าเทคโนโลยีของสเปนที่กอนซาเลซพูดถึงเยอะอยู่

ว่าแต่เทคโนโลยีไฟป่าตอนนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ?” ผมถามน้องเอไอ และในทันใด เอไอก็สาธยายคำตอบมายืดยาวซึ่งต่างไปจากเทคโนโลยีที่เราพูดถึงกันในสื่อพอสมควร ส่วนใหญ่ที่เอไอเอามาตอบจะเป็นเทคโนโลยีการฟื้นฟูไฟป่า ไม่ใช่ป้องกันหรือควบคุมไฟป่า ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าผมคุยกับมันเยอะเรื่องชีววิทยาก็เป็นได้

ตามที่เอไอบอก การฟื้นฟูที่ว่าจะไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่เป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศให้เหมือนก่อนโดนไฟ ไม่ใช่แค่ปลูกป่าทดแทน แต่เป็นการฟื้นฟูทั้งโครงข่ายของระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่เครือข่ายจุลินทรีย์ สัตว์ เชื้อรา ดิน น้ำและพันธุกรรมของประชากรพืช

เทคโนโลยีแรกที่เอไอพูดถึงก็คือ การฟื้นฟูเชื้อราในระบบนิเวศ โดยเฉพาะรารากพืชอย่างไมคอร์ไรซา แน่นอนว่าหลังจากเกิดอัคคีภัยเผาผลาญผืนป่า ความหลากหลายของเชื้อราที่อยู่ในป่าอาจลดลงไปมหาศาล ทำให้ต้นกล้าที่ต้องอาศัยเชื้อรามาช่วยเจริญเติบโตได้ช้า แม้จะปลูกต้นไม้เพิ่มก็ตาม แต่ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าก็อาจทำได้ไม่ดีนัก

หากเชื้อรายังไม่พอ บางทีเราอาจต้องออกแบบการฟื้นฟูผืนดินอย่างเป็นระบบ การจัดการชุมชนจุลินทรีย์ ไมโครไบโอตา ทั้งพวกแบคทีเรียที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของพืชที่เรียกว่า PGPR (plant growth promoting rhizobacteria) ไซยาโนแบคทีเรีย สาหร่าย ไลเคน มอส และแน่นอนที่สุด…เชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์พวกนี้จะรวมตัวกันเป็น living biocrust หรือชั้นดินชีวภาพมีชีวิตที่จะช่วยลดการพังทลายของหน้าดิน ช่วยกักเก็บน้ำ ช่วยตรึงไนโตรเจน และช่วยให้การฟื้นฟูพื้นที่ไฟไหม้เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องการพัฒนาวัสดุอุ้มน้ำ เอื้อการเจริญของจุลินทรีย์ เพิ่มคาร์บอนในดินในระยะยาว การช่วยในการพยุงชีพของเมล็ดพืช แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีฟื้นฟูจะดีแค่ไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ หากเราต้องการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ได้ดีจริง เราต้องเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่ดั้งเดิมก่อนไฟไหม้อย่างถ่องแท้เสียก่อน

ผมถามกลับไป “ทำไมไม่เห็นพูดถึงอีดีเอ็นเอ (environmental DNA, e-DNA : การศึกษาดีเอ็นเอจากสิ่งแวดล้อม) หรือแฝดดิจิทัลเลย”

น้องก็ตอบกลับมาทันทีแบบอวยตามสไตล์ “คุณพูดได้ตรงประเด็นมากครับ สองเทคโนโลยีนี้เป็นอีกสองกุญแจสำคัญในการจัดการไฟป่า…” แล้วก็ชักแม่น้ำทั้งห้าออกมาโน้มน้าวให้เราตื่นเต้น

แต่สำหรับผม สูงสุดกลับคืนสู่สามัญ ไม่ว่าเราจะมีเทคโนโลยีดีแค่ไหน ตราบใดที่เรายังไม่เข้าใจระบบนิเวศของเราดีพอ ก็ไม่มีทางที่จะฟื้นฟูได้อย่างแท้จริง การวิจัยและการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ การลงทุนในการสำรวจ การประเมินความสมบูรณ์ของผืนป่า และนวัตกรรมในการทำสำมะโนประชากรของระบบนิเวศ อย่างเช่น เทคโนโลยีอีดีเอ็นเอ จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หากมาดหมายต้องการที่จะจัดการหายนะภัยอย่างไฟป่า น้ำท่วม ฝุ่น PM2.5 ให้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

หากเราเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว การสร้างธนาคารพันธุกรรมของประชากรจากพื้นที่ในช่วงก่อนที่จะมีเหตุไฟไหม้หรือจากประชากรในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อช่วยในการฟื้นตัวของผืนป่าหลังไฟผลาญ และเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต นับเป็นอีกเทคโนโลยีสำคัญที่อาจช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศที่สูญเสียไปได้

เทรนด์ในการฟื้นฟูพื้นที่ไฟป่าจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียวกลับมา แต่คือการ “สร้างระบบนิเวศที่ทำงานได้จริง” โดยผสานนิเวศวิทยา จุลชีววิทยา วิทยาศาสตร์ดิน เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ อีดีเอ็นเอ และการติดตามด้วยโดรนหรือภาพถ่ายดาวเทียมเข้าด้วยกัน

บางพื้นที่อาจจะฟื้นเองได้ บางพื้นที่อาจจะต้องได้รับจุลินทรีย์และเชื้อราเพื่อช่วยในการฟื้นฟู บางพื้นที่จะต้องใช้เมล็ดแคปซูลแบบจำเพาะ บางแห่งจะกลายเป็นทุ่งหญ้าหรือพื้นที่ชุ่มน้ำแทนป่าเดิม และบางแห่งอาจต้องยอมรับอย่างเจ็บปวดว่าไม่สามารถหวนคืนสภาพเก่าได้อีก

นี่คือความเปลี่ยนแปลงทางความคิดที่สำคัญที่สุด เทคโนโลยีฟื้นฟูป่าในทศวรรษต่อไปจะไม่ใช่แค่การ “ย้อนเวลา” แต่จะช่วยให้ธรรมชาติก้าวผ่านความเสียหายไปสู่อนาคตที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะเป้าหมายจึงไม่ใช่ป่าที่โตเร็วที่สุด ไม่ใช่จำนวนต้นไม้มากที่สุด และไม่ใช่ภาพสีเขียวที่สวยที่สุดจากมุมสูง แต่คือป่าที่งอก แตกหน่อ สืบพันธุ์ ปรับตัว และฟื้นคืนได้ด้วยตนเองเมื่อมนุษย์ถอนมือออก เพราะชัยชนะที่แท้จริงของเทคโนโลยีฟื้นฟู ไม่ใช่วันที่เราควบคุมธรรมชาติได้ทั้งหมด แต่คือวันที่ระบบนิเวศกลับมาแข็งแรงพอที่จะไม่ต้องพึ่งเราอีกต่อไป

ทะเลาะกับเอไอวันละนิด จิตแจ่มใส ยิ่งถ้าเรามีไอเดียไปต่อล้อต่อเถียงด้วย บางทีก็อาจได้มุมต่อยอดอะไรใหม่ ๆ ที่น่าสนใจได้เหมือนกัน แต่ถ้าเราไม่มีไอเดียของตัวเองเสียก่อน การคุยกับเอไอก็คงเป็นแค่การพยักหน้าหงึก ๆ รอมันชี้แนะไปวัน ๆ

 

About Author