คอลัมน์ประจำ สถานี AGRITEC

“ปทุมมา” ปลูกความงาม เก็บเกี่ยวรายได้และความสุข

เรื่องโดย ปิยพร เศรษฐศิริไพบูลย์
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)


เมื่อพูดถึงไม้ดอกในฤดูฝน ชื่อของ “ปทุมมา” เริ่มเป็นที่คุ้นเคย ด้วยสายพันธุ์และสีสันที่หลากหลาย บวกกับระยะเวลาความงามที่อยู่ในแปลงปลูกหรือในแจกันได้นาน เป็นเสน่ห์ที่ทำให้ไม้ดอกชนิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น

สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีขยายผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกปทุมมาในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นไม้ดอกที่สร้างรายได้ในช่วงฤดูฝนให้เกษตรกรได้ไม่น้อย

“ดอกปทุมมาสวย คิดว่าจะเป็นรายได้ให้เราได้” ความคิดแรกของบุญธรรม ประดิษฐ์เดช หรือแม่แดง เกษตรกรวัย 65 ปี จากตำบลท่าลี่ อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เมื่อครั้งได้เห็นปทุมมาครั้งแรก ไม่ต่างจากสัญญา สระศรี หรือตาอี๋ เกษตรกรกรจากตำบลบ้านขาว อำเภอเมือง ที่ต้องมนต์ความสวยของปทุมมาไม่แพ้กัน


บุญธรรม ประดิษฐ์เดช

“อยากเปิดโอกาสให้ตัวเอง ให้มีอะไรที่เป็นรายได้เพิ่มได้ ก็คิดว่าไปศึกษาดูไม่เสียหาย เห็นดอกปทุมมาครั้งแรก ว้าวเลย สวย อยากได้ ตื่นเต้น ที่ผ่านมารู้จักแต่ดอกกระเจียว เป็นกระเจียวหวานที่กินได้ ถ้าปลูกปทุมมาแล้วพอมีรายได้ก็น่าจะดี เพราะในพื้นที่ชาวบ้านนิยมซื้อดอกไม้ไปไหว้พระ คิดแค่ว่าเผื่อจะขายได้”  ตาอี๋ย้อนความไปเมื่อปี พ.ศ. 2566 ที่ได้อบรม “ปลูกปทุมมาต้องรู้…” ที่ สท.จัดร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ก่อนเข้าร่วม “โครงการการพัฒนาศูนย์ร่วมรู้การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและใช้ประโยชน์จากปทุมมาครบวงจรด้วยเศรษฐกิจ BCG เพื่อเป็นทางเลือกการสร้างรายได้ให้เกษตรกร”[1] ในปีถัดมาพร้อมกับแม่แดง


สัญญา สระศรี

“เป็นคนที่สนใจเรื่องอะไรใหม่ ๆ อยู่แล้ว เพื่อจะได้มาพัฒนาต่อยอดให้เราได้ โครงการปทุมมาเป็นเรื่องใหม่ ที่กุมภวาปียังไม่มีใครปลูก เราเรียนรู้ก่อนคนอื่นก็มีโอกาสมากกว่า” แม่แดงเล่าถึงแนวคิดด้านตลาด ด้วยมีทักษะการค้าและมีร้านสังฆภัณฑ์ในตัวเมืองกุมภวาปีอยู่แล้ว เธอจึงเห็นโอกาสทางการตลาดของปทุมมาที่จะเชื่อมตลาดกับร้านดอกไม้ใกล้เคียงได้ แม้ทองหยี ประดิษฐ์เดช สามีที่เป็นกำลังสำคัญในการทำสวนผสมผสานจะเห็นต่างว่าปลูกปทุมมากินไม่ได้ แต่แม่แดงยังเชื่อมั่นศักยภาพไม้ดอกนี้ “เราเป็นเจ้าแรกที่ปลูกและมีตลาดรองรับ ขายความสวยงาม ขายความสดชื่นได้”

ตาอี๋และแม่แดงเรียนรู้การปลูกปทุมมาตั้งแต่สายพันธุ์ การเตรียมแปลงปลูก การดูแลและบริหารแปลงปลูก ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว โดยมีทีมเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยฯ ที่ผ่านการฝึกอบรม Train the Trainer จาก สวทช. เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำและติดตามการปลูกอย่างต่อเนื่อง


โสภิตา เลิศสุบิน

“ปีแรกเราถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรประมาณ 30 ราย เป็นเกษตรกรที่ปลูกไม้ดอกหรือพืชผัก และต้องการไม้ดอกเป็นทางเลือกสำหรับประดับสวนหรือเป็นรายได้เพิ่ม ให้เขาลองปลูกโดยใช้พื้นที่ไม่มาก เพื่อทำความรู้จักปทุมมาและเรียนรู้ปัญหาการปลูก” โสภิตา เลิศสุบิน รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ผู้รับผิดชอบโครงการฯ เล่าถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกปทุมมาในปี พ.ศ. 2567 โดยเกษตรกรซื้อหัวพันธุ์ในราคาถูกจากโครงการฯ (3-4 บาทต่อหัว) เพื่อนำไปปลูก เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วค่อยนำหัวพันธุ์มาคืนพร้อมรับเงินค่าหัวพันธุ์คืน

“ได้ความรู้เยอะมากจากการอบรมและเห็นความจริงใจของ สวทช.กับมหาวิทยาลัยฯ ที่ผ่านมาไปอบรมกับหน่วยงานต่าง ๆ ก็จบที่การอบรม แต่ที่นี่ให้ความรู้ลึกไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เป็นโครงการฯ ที่มีประโยชน์ ความรู้ที่ได้ยังเอามาปรับใช้กับแปลงผักได้”

เช่นเดียวกับแม่แดงที่บอกว่าได้ความรู้เยอะและเอาไปใช้กับสวนผักได้ อย่างการดูแลหลังเก็บเกี่ยวหัวพันธุ์ที่ต้องผึ่งให้แห้ง ก่อนปลูกให้แช่บีเอสป้องกันโรคจากเชื้อราได้ ก็เอามาปรับใช้กับการเก็บหัวพันธุ์กระเจียวหวานเพชรน้ำผึ้งที่ปลูกอยู่ ให้ผลผลิตดี ไม่เป็นโรค

ตาอี๋กับภรรยาร่วมกันออกแบบแปลนบนพื้นที่ 1 งาน ปรับปรุงดิน และขึ้นแปลงโดยตัดไม้ไผ่ในพื้นที่มาประกอบร่วมกับอิฐบล็อก ใช้สองมือของทั้งสองเป็นต้นทุนเป็นแรงงาน

“อยากทำแปลงให้สวย ดอกไม้สวยอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้เด่นขึ้นได้อีก ถ้าแปลงสวยก็จะดึงดูด ทำให้ดอกไม้มีคุณค่ามากขึ้น ไม่ได้คาดหวังให้คนมาชม เราชมเองและยังตัดดอกขายได้ แล้วเราทำอินทรีย์ด้วย ก็อยากลองว่าถ้าไม่ใช้เคมีเลยจะปลูกดอกไม้ได้ไหม”

ปีแรกตาอี๋ซื้อหัวพันธุ์จากโครงการฯ จำนวน 700 หัว เป็นสายพันธุ์แดงชาโดว์ ขาวลานนา เชียงรายสโนว์ และบางกอกรูบี้ ตัดดอกขายในช่วงปลายฤดูฝน ดอกละ 5 บาท มีรายได้ 400-500 บาทต่อวันโกน เท่ากับ 2,000 บาทต่อเดือน และเก็บหัวพันธุ์ได้ 2,300 หัว

“ชาวบ้านแถวนี้ไหว้พระ ซื้อดอกไม้ทุกวันโกน เป็นโอกาสของเรา ปกติหน้าฝนจะซื้อแต่ดาวเรือง เราบอกว่าปทุมมามีเฉพาะฤดูฝน เขาก็อยากให้มีทั้งปี”

ผลตอบลัพธ์ที่ดีและมองเห็นความต้องการของตลาดที่ยังขยายไปในพื้นที่ใกล้เคียงได้อีก ทำให้ตาอี๋เพิ่มพื้นที่ปลูกในปีที่ 2 และเพิ่มสายพันธุ์เป็น 18 สายพันธุ์ เพื่อให้มีผลผลิตหลากสีขึ้น พร้อมทั้งวางแผนปลูกให้เร็วขึ้นและปรับระยะการปลูกเพื่อบริหารจัดการแปลงได้ง่ายขึ้น ได้ผลผลิตปริมาณมากขึ้น และตัดดอกขายได้เร็วขึ้น รวมถึงปลูกปทุมมาลงถุงเพื่อจำหน่ายทั้งต้นซึ่งสร้างรายได้ให้เขาร่วม 10,000 บาท และเก็บหัวพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูกาลถัดไปได้ถึง 4,000 หัว อีกทั้งได้เปิดแปลงปทุมมา “โคกหนองนาตาอี๋” ให้ผู้คนได้เยี่ยมชมความสวยงามและความหลากหลายของสายพันธุ์อีกด้วย

ขณะที่แม่แดงมีรายได้จากการตัดดอกปทุมมาพันธุ์แดงชาโดว์ ขาวลานนา และแม่โจ้อิมเพรสขายในปีแรกเกือบหมื่นบาท ทำให้ทองหยีเห็นด้วยว่าต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกเต็มแปลง 100 ตารางวา แม่แดงเก็บหัวพันธุ์ได้ 1,500 หัว แต่เธอเลือกที่จะไม่คืนหัวพันธุ์ให้โครงการฯ อีกทั้งยังซื้อหัวพันธุ์เพิ่มจากโครงการฯ และเครือข่ายเกษตรกร รวมมีหัวพันธุ์ 2,100 หัว สำหรับการปลูกในปีที่ 2 ทำให้แม่แดงมีรายได้จากการตัดดอกและขายหัวพันธุ์ 34,000 บาท และยังมีหัวพันธุ์สำหรับปลูกในฤดูกาลถัดไปถึง 4,000 หัว

 “ปีแรกปลูกช้า ปลูกมิถุนายน เก็บขายสิงหาคมถึงตุลาคม ส่งร้านดอกไม้ในเมืองทุกอาทิตย์ อาทิตย์ละ 200 ดอก คนในชุมชนสั่งทุกวันพระ ครั้งละ 200 ดอก พอโพสต์บนเฟซบุ๊ก คนก็สนใจสั่งจอง แล้วก็มีไปขายเองที่ตลาดนัดชุมชนด้วย ขายส่งดอกละ 4 บาท ขายเองก็ 5 บาท”

โสภิตาเสริมว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ตัดดอกขายหรือขายหัวพันธุ์ให้พ่อค้าได้ จากที่ส่งเสริมเกษตรกรมากว่า 2 ปี ตลาดดอกไม้เริ่มคึกคัก แม่ค้าดอกไม้เริ่มรู้จัก แชร์ข้อมูลกัน นอกจากความสวยงามแล้ว ดอกปทุมมายังปักแจกันได้นาน คนซื้อจึงชอบ

ผลตอบรับที่ดีจากตลาดในปีแรกเป็นแรงขับสำคัญให้ทั้งตาอี๋และแม่แดงปรับเพิ่มพื้นที่และจำนวนหัวพันธุ์มากขึ้น และยังคงให้ความสำคัญกับความรู้และความใส่ใจดูแลทุกขั้นตอน ไม่เพียงให้ได้ดอกไม้งามที่สร้างรายได้ แต่ยังเป็นไม้ดอกที่สร้างรอยยิ้มให้ชีวิตพวกเขา “ลงแปลงดูทุกวัน ได้เห็นสีสันดอกไม้ มีความสุข ได้ความสดชื่นแล้ว”

ความร่วมมือในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการปลูกปทุมมาระหว่าง สวทช.กับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ไม่เพียงสร้างต้นแบบเกษตรกรอย่างตาอี๋และแม่แดง แต่ยังเกิดเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกปทุมมาในจังหวัดอุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู และบึงกาฬ อีกทั้งยังสร้างการรับรู้ไม้ดอกชนิดใหม่ของจังหวัดอุดรธานี พร้อมรองรับงานมหกรรมพืชสวนโลกปี พ.ศ. 2569 ที่จะจัดขึ้นที่จังหวัดอุดรธานีอีกด้วย


ที่มา :

  • สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. 2569. วิทย์พลิกชีวิต : เปลี่ยนวิธีคิด ปรับวิธีทำ สู่นวัตกรรมเกษตรยั่งยืน. ปทุมธานี: สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร

Footnote

[1]ดำเนินงานโดยศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น ภายใต้ความร่วมมือด้านการวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรและเกษตรสมัยใหม่ครบวงจร ระหว่าง สวทช.กับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี โดยโครงการฯ ได้จัดทำแปลงสาธิตกระบวนการผลิต การใช้ประโยชน์ รวมทั้งการผลิตหัวพันธุ์ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาท้องถิ่นบ้านตาด เพื่อเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง

About Author