ศาสตราจารย์ ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาสรีรวิทยา และหัวหน้าหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความเครียดเชื่อมโยงกับฮอร์โมนเครียด เรียกว่า ฮอร์โมนคอร์ติซอล (cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนในคนปกติ ฮอร์โมนตัวนี้รักษาการทำงานที่เป็นปกติของร่างกาย หาก
คอร์ติซอลมากเกินไป จะทำให้เซลล์สลายกระดูก กระดูกจะบางลง และมีข้อมูลในคนไข้จำนวนหนึ่งที่กินยามีฤทธิ์คล้ายกับคอร์ติซอล เช่น ยาสเตียรอยด์ หรือยาลูกกลอนที่ผสมสเตียรอยด์ หากซื้อยามากินเองแก้ปวดเมื่อยหรือเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้/แพ้ภูมิเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสทำให้กระดูกบางลงและพรุนได้ง่ายเช่นกัน
![]() ศาสตราจารย์ ดร. นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาสรีรวิทยา และหัวหน้าหน่วยวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล |
ความเครียดทางอารมณ์ (emotional stress) เช่น การทำงานหนัก หรือมีภาระหลายอย่างที่น่าจะเกิดความเครียดเรื้อรัง (chronic stress) ซึ่งความเครียดทางอารมณ์เหล่านี้ ส่งผลทางกายและสมองส่วนต่าง ๆ สมองส่วนเหล่านี้จะไปควบคุมการสร้างฮอร์โมนในร่างกาย เช่น การสร้างฮอร์โมนต่อมหมวกไต ซึ่งเป็นศูนย์ใหญ่ในการสร้างฮอร์โมนคอร์ติซอล ในกรณีแบบนี้จะทำให้ความเครียด สภาพจิตใจที่เกิดจากสมองมาสัมพันธ์กับฮอร์โมนที่มาจากต่อมหมวกไต ซึ่งอยู่ในช่องท้อง กล่าวคือ สมองส่งกระแสประสาทมาควบคุมระบบฮอร์โมนทำให้สร้างคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ฮอร์โมน หมายถึง สารเคมีที่ส่งมาจากที่ใดที่หนึ่งอาจจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อ ต้องแพร่กระจายอยู่ในเลือดของคนเรา จากนั้น เลือดจะพาฮอร์โมนไปตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น กระดูก ดังนั้น เมื่อคอร์ติซอลสูงขึ้นในเลือดพอไปถึงกระดูกจะมีผลต่อเซลล์ของกระดูกได้ หากมีความเครียดมากเกินไปหรือคอร์ติซอลมากเกินไป หรือกินยาลูกกลอน ยาสเตียรอยด์ที่มีฤทธิ์คล้ายคอร์ติซอล ก็จะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ทำให้กระดูกบางลง กลายเป็นกระดูกพรุนได้
โดยทั่วไป ผู้หญิงวัย 60–70 ปี มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย ความสัมพันธ์ของความเครียดกับประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายจะเป็นเหมือนระฆังคว่ำเป็นเส้นโค้ง หากความเครียดอยู่ในขาขึ้น (มีความเครียดเล็กน้อย) ประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายก็อาจจะดีขึ้น ทำให้ร่างกายตื่นตัวดี ช่วยกระตุ้นประสิทธิภาพการเรียน การทำงาน หรือการสอบให้ดีขึ้น การออกกำลังกายก็ถือเป็นความเครียดที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าเครียดมากจนทะลุเพดาน ประสิทธิภาพของร่างกายก็จะเป็นขาลงของกราฟ ร่างกายจะเริ่มแย่ลง ในวัยเด็กเล็ก วัยเรียน วัยสูงอายุ แตกต่างกันเรื่องตัวกระตุ้น เช่น เด็กวัยรุ่นมีความเครียดเพราะต้องปรับตัวกับเพื่อน ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เตรียมสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากกระดูกยังสร้างตัวและปรับตัวได้ดี ความเครียดจึงยังไม่ส่งผลเสียต่อกระดูกโดยตรงและเซลล์ของกระดูกยังคงทำงานได้ดี ส่วนวัยทำงานตอนปลาย อายุ 40-50 ปี เป็นวัยที่เริ่มได้รับผลกระทบชัดเจน ความเครียดและคอร์ติซอลจะมีผลต่อกระดูกมาก โดยเฉพาะถ้าเราทำงานหนักพักผ่อนน้อย ปัจจัยความเครียดมีหลายอย่าง เนื่องจากเผชิญความเครียดสะสมรอบด้าน ทั้งทางกาย (นอนน้อย) และทางใจ เช่น ปัญหาหนี้สิน เงินเดือนน้อย หรือการเป็น Sandwich Generation ที่ต้องดูแลทั้งลูกที่ยังเล็กและพ่อแม่ที่สูงอายุ ต้องรับผิดชอบหลายด้าน ความเครียดสะสมมักอยู่ในคนวัย 40–50 ปี ดังนั้น ทั้งความเครียด คอร์ติซอลที่เพิ่มสูงบ่อย ๆ หรือการใช้ยาที่มีฤทธิ์คล้ายคอร์ติซอล ล้วนส่งผลเชิงลบต่อมวลกระดูกของคนวัยนี้
เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุหรืออายุ 60 ปีขึ้นไป กระดูกก็จะบางลงอย่างรวดเร็วเพิ่มความเสี่ยงกระดูกหักได้ ระยะเริ่มต้นของโรคกระดูกพรุนจะยังไม่มีอาการ ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 65–70 ปี หากวัดมวลกระดูก มีโอกาสเจอกระดูกพรุนถึง 1 ใน 3 หรือประมาณ 30% แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ เพราะว่าเวลาที่เซลล์สลายกระดูก (osteoclast) ทำงาน จะไม่รู้สึกเจ็บ ไม่ปวด จึงสังเกตสาเหตุของโรคนี้ค่อนข้างยาก แต่หากโรคดำเนินไปสักพักเราจะสังเกตได้ว่าความสูงอาจจะลดลง ซึ่งกระดูกพรุนยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้หลังค่อมได้ คนไข้มักจะรู้ตัวเมื่อกระดูกหักแล้ว เช่น ผู้สูงอายุตกบันไดขั้นเดียวอาจกระดูกต้นขาหัก หรือล้มแล้วใช้มือยันพื้นทำให้กระดูกต้นแขนหัก เป็นต้น บางคนนอนติดเตียงเพราะมีอุบัติเหตุ โดยในช่วงแรกเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อย พอนอนนานเกินไปผู้สูงอายุจะลุกไม่ได้เนื่องจากกล้ามเนื้อฝ่อลีบ เป็นการดำเนินโรคที่พบได้ประปราย
ที่จริงแล้วกระดูกของคนเราจะเสื่อมสภาพตามอายุในที่สุด เป็นความเสื่อมตามธรรมชาติ กระดูกของเราจะมีมวลกระดูกสูงสุด คือ การสะสมเนื้อกระดูกไปจนจุดที่สูงที่สุดที่พันธุกรรมกำหนด หมายความว่าหลังจากจุดนั้น มวลกระดูกแทบจะไม่เพิ่มขึ้น แต่จะลดลงเรื่อย ๆ มวลกระดูกสูงสุดจะเกิดขึ้นที่อายุ 30 – 40 ปี หากอายุเกิน 40 ปีไปแล้ว มวลกระดูกอาจจะไม่เพิ่มไปมากกว่านี้ ส่วนคนที่ออกกำลังกายดูแลตัวเองจะทำให้กระดูกบางช้าลง
แนวทางปฏิบัติเพื่อชะลอกระดูกบาง เช่น
1. การนอนที่ดี เป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ งานวิจัยพบว่า ช่วงเวลานอนหลับ สมองจะจัดระบบความจำในเวลากลางวันให้เข้าที่เข้าทาง ลบข้อมูลขยะ ข้อมูลไหนที่ไม่จำเป็นก็เก็บเอาไว้ลึก ๆ เปรียบเสมือน “การลบไฟล์ขยะในสมอง” การนอนหลับที่ดีนั้น ไม่ใช่การนอนน้อยในวันธรรมดาแล้วไปนอนชดเชยยาว ๆ ในวันหยุด แต่คือการนอนหลับให้เป็นกิจวัตรอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 6–8 ชั่วโมง เพื่อให้สมองมีเวลาเพียงพอในการจัดการข้อมูล จัดระเบียบความจำ และซ่อมแซมเซลล์ของระบบประสาท
2. จัดการความเครียดด้วยการจัดเวลาส่วนตัว หลีกเลี่ยงค่านิยมการทำงานตลอดเวลา ควรแบ่งเวลาพักผ่อนให้ชัดเจน และมีเวลาพักผ่อนที่นานเพียงพอ
3. มีกิจกรรมนันทนาการที่ผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย วิ่งมาราธอน วาดรูป อ่านหนังสือ หรือดูหนัง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างทั้งที่ทำงานและในครอบครัวก็ช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอควรตั้งเป้าสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30–45 นาที หรือปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ให้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ที่อายุน้อยอาจเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์เพื่อรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก
4. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทำร้ายกระดูก เช่น บุหรี่ รวมถึงการสูดดมควันบุหรี่มือสอง หรือแม้กระทั่งสารพิษบุหรี่ตกค้างที่ฝังอยู่ตามผ้าม่าน โซฟา เฟอร์นิเจอร์ ควันบุหรี่มือสาม เหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงค็อกเทลและยาดอง อาหารจังก์ฟู้ด อาหารหวานจัด และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงหรือมีไขมันจากสัตว์ปริมาณมาก
โดยสรุปคือ ความเครียดสะสมไม่เพียงแต่นำไปสู่ภาวะกระดูกพรุนและกระดูกหักเท่านั้น แต่ยังส่งผลเสียต่อระบบสมอง หลอดเลือดหัวใจตีบ ตลอดจนปวดศีรษะไมเกรน การหันกลับมาดูแลสุขภาพกายและใจแบบองค์รวมร่วมกัน กายและใจ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและแข็งแรงไปอีกยาวนาน หัวใจสำคัญ คือ การจัดการความเครียดควบคู่กับการรักษาสุขภาพกระดูกแบบองค์รวม เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดูแลสุขภาวะการนอนหลับ สร้างสมดุลโภชนาการ เช่น บริโภคแคลเซียมและ
วิตามินดีให้เพียงพอ ลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น บุหรี่ แอลกอฮอล์ ยาเสพติด ยาสเตียรอยด์ที่ซื้อรับประทานเอง
หากความเครียดหรือไมเกรนรบกวนชีวิตประจำวันควรได้รับการประเมินและรักษาอย่างเหมาะสมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


