ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดในการต่อสู้กับโรคมาลาเรีย จากอุบัติการณ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนใกล้บรรลุเป้าหมายเพื่อการ “กำจัดโรคไข้มาลาเรียให้เป็นศูนย์”
อย่างไรก็ดี พื้นที่ชายแดนยังปรากฎรอยโรคไข้มาลาเรียจนต้องเฝ้าระวัง โดยพบว่า “เชื้อไข้มาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ไวแวกซ์” (Plasmodium vivax) เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดในการกำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปจากประเทศไทย
ปัจจัยสำคัญของการก่อโรคไข้มาลาเรียชนิดพลาสโมเดียม ไวแวกซ์ คือ “ระยะที่อยู่ในตับ” (hypnozoite) ซึ่งทำให้ผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำได้อีกในเวลาต่อมา เป็นสาเหตุให้การกำจัดเชื้อไข้มาลาเรียเป็นไปได้ยาก
ปัจจุบัน ยาที่ใช้ฆ่าเชื้อระยะที่อยู่ในตับต้องรับประทานยานานถึง 2 สัปดาห์ จึงนำไปสู่ทางออกในการค้นหา “ยาใหม่” ที่รับประทานเพียงครั้งเดียว แต่ได้ผลและไม่เกิดอันตราย
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงศรีวิชา ครุฑสูตร อาจารย์ประจำภาควิชาสุขวิทยาเขตร้อน คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมบูรณาการงานวิจัยกับทีมวิจัยจากสหสาขาวิชาในระดับนานาชาติ ศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของ “ทาเฟโนควิน” (Tafenoquine) ซึ่งเป็น “ยาชนิดใหม่” ที่สามารถฆ่าเชื้อระยะที่อยู่ในตับ
โดยสามารถรับประทานยาเพียงครั้งเดียว แทนที่ยาเดิม “ไพรมาควิน” (Primaquine) ซึ่งต้องรับประทานติดต่อกันนานถึง 14 วัน แต่ก็เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
อย่างไรก็ตาม การศึกษายา “ทาเฟโนควิน” เพื่อรักษาโรคไข้มาลาเรียชนิดไวแวกซ์ โดยทีมวิจัยจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน และทีมวิจัยนานาชาติ และได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง อาทิ New England Journal, The Lancet, The Journal of Infecious Diseases, Clinical Infectious Diseases เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2542 ก่อนที่จะนำไปสู่การขึ้นทะเบียนยาในสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อปี พ.ศ. 2561
ผลงานวิจัยนี้ได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก โดยในระดับประเทศไทย ยา “ทาเฟโนควิน” ได้รับการขึ้นทะเบียนจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งได้มีการนำไปใช้เป็นแนวทางเวชปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทำให้ผู้ป่วยในประเทศไทยสามารถเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพสูง และลดระยะเวลาในการรักษาได้ในระดับโลก
นอกจากนี้ การค้นพบจากการวิจัยเพื่อศึกษายา “ทาเฟโนควิน” ได้เปลี่ยนแนวทางการรักษามาลาเรียชนิดไวแว็กซ์ โดยองค์การอนามัยโลก และประเทศต่าง ๆ ได้นำผลการศึกษานี้ไปพิจารณาปรับปรุงแนวทางเวชปฏิบัติ
ตลอดจนได้รับการยอมรับว่า ยา “ทาเฟโนควิน” เป็นอีกทางเลือกสำคัญที่ช่วยเพิ่มความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วย และอาจทำให้การกำจัดโรคไข้มาลาเรียประสบผลสำเร็จได้เร็วขึ้น
สุดท้าย คุณค่าที่แท้จริงของวิทยาศาสตร์พื้นฐาน จะบังเกิดผลต่อเมื่อสามารถนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ และงานวิจัยที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด คือ งานที่ “ผลิต” ขึ้นมาอย่างสอดคล้องกับ “ความต้องการ” ของผู้ใช้อย่างแท้จริง
- Cr : ภาพจากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
- สัมภาษณ์ และเขียนข่าวโดย ฐิตินวตาร ดิถีการุณ นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) โครงการงานประชาสัมพันธ์ภายใน / พันธกิจพิเศษ งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6208

