Science Variety คอลัมน์ประจำ

ป่าริมน้ำ ปราการชีวภาพที่กำลังถูกทำลาย

เรื่องโดย สมาธิ ธรรมศร


เมื่อครั้งยังเด็ก กิจกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ คือ การพายเรือเที่ยวคลอง โดยผู้เขียนจะล่องไปตามคลองเริงราง แล้วทะลุออกไปยังแม่น้ำป่าสัก ในช่วงเวลานั้นริมคลองและสองฝั่งแม่น้ำยังมีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมดาษดื่น บนฟ้ามีมวลหมู่นกแมลงบินฉวัดเฉวียน และใต้น้ำยังมีฝูงปลาชุกชุม แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเรือแบ็กโฮเข้ามาจกจ้วงพืชพรรณสองฝั่งคลองออกไป ทำให้ตลิ่งที่เคยเขียวชอุ่มเปลี่ยนเป็นเนินดินโล่งเตียน

เมื่อเอ่ยคำว่า ระบบนิเวศ (ecosystem) หลายคนอาจนึกถึงป่าใหญ่และมหาสมุทรกว้าง แต่ความจริงแล้วป่าริมน้ำ (riparian forest) ซึ่งเป็นจุดบรรจบระหว่างแผ่นดินกับแหล่งน้ำก็เป็นระบบนิเวศที่สำคัญและซับซ้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน บทความนี้ผู้เขียนจะพาผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ ‘ป่าริมน้ำ’ พร้อมเล่าสู่กันฟังว่าป่าเหล่านี้มีความสำคัญอย่างไร และทำไมจึงต้องช่วยกันอนุรักษ์


ทิวทัศน์ของป่าริมแม่น้ำป่าสัก

พืชพรรณในบทบาทผู้รักษาสมดุล

หากเปรียบแม่น้ำลำธารเป็นเส้นเลือด ป่าริมน้ำก็คือเนื้อเยื่อที่ช่วยรักษารูปร่างของเส้นเลือด เพราะเมื่อมองจากมุมชีวธรณีฟิสิกส์ (biogeophysics) พรรณไม้ริมน้ำจะทำหน้าที่ยึดเกาะหน้าดิน ชะลอความเร็วของกระแสน้ำ และบรรเทาการกัดเซาะตลิ่ง รวมถึงให้ร่มเงาแก่ธารน้ำ กรองมลพิษที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำ ช่วยรักษาคุณภาพน้ำ และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด


เรือนยอดของพืชพรรณริมน้ำเป็นร่มเงาให้แก่ธารน้ำ

ความสำคัญอีกประการหนึ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือ ‘จุลชีพ’ เพราะเมื่อใบไม้ร่วงลงมา เหล่าจุลินทรีย์ตัวจิ๋วหรือไมโครไบโอม (microbiome) ที่มีอยู่อย่างชุกชุมบริเวณป่าริมน้ำก็จะระดมพลเข้ามาย่อยสลายแล้วแปรสภาพซากใบไม้ให้กลายเป็นแร่ธาตุกลับคืนสู่ระบบนิเวศอีกครั้ง กระบวนการนี้ดำเนินไปตามวัฏจักรชีวธรณีเคมี (biogeochemical cycle) อันซับซ้อนที่แสดงให้เห็นว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติล้วนโยงใยถึงกัน และมีการนำสสารกลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพโดยแทบไม่มีสิ่งใดสูญเปล่า

การมาถึงของปราการหินและคอนกรีต

ในอดีตเราพบป่าริมน้ำได้ตามแม่น้ำลำธารแทบทุกสาย แต่เมื่อมนุษย์เข้าไปจับจองพื้นที่ริมน้ำมากขึ้นและธารน้ำถูกใช้งานบ่อยขึ้น ป่าริมน้ำจึงเริ่มถูกทำลายและทำให้สายน้ำเปลี่ยนแปลงรูปร่าง

เมื่อพืชพรรณริมน้ำหายไป การไหลของน้ำและการพัดพาตะกอนในธารน้ำจะแปรเปลี่ยนไปด้วย สายน้ำจึงอาจถูกกัดเซาะรุนแรงมากกว่าเคยหรือตื้นเขินรวดเร็วผิดธรรมชาติ ทฤษฎีที่อธิบายความสัมพันธ์ของปริมาณตะกอน ขนาดตะกอน ปริมาณน้ำ และความลาดชันของพื้นที่ เรียกว่า สมดุลของเลน (Lane’s balance)

เพื่อรับมือปัญหาดังกล่าว มนุษย์จึงเริ่มทำการดาดตลิ่งแม่น้ำ (riverbank hardening) และดาดพื้นแม่น้ำ (riverbed hardening) ด้วยหินกับคอนกรีต เพื่อรักษาเสถียรภาพของลำน้ำและควบคุมการไหลของกระแสน้ำ


การปูพื้นท้องน้ำและตลิ่งด้วยก้อนหิน

แม้หินกับคอนกรีตจะช่วยให้ลำน้ำคงรูปอยู่ยาวนาน แต่มันก็อาจนำปัญหาหลายอย่างมาสู่แหล่งน้ำในบางกรณี เช่น

  • หินกับคอนกรีตเป็นวัสดุที่ดูดกลืนความร้อนได้มากและสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดี อุณหภูมิและความสว่างของน้ำจึงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมและสุขภาพของสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ
  • รูปร่างของก้อนหินกับแผ่นคอนกรีตมีความซับซ้อนน้อย ความหลากหลายของแหล่งอาศัยที่เหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดและแต่ละช่วงวัยจึงลดลง
  • แผ่นคอนกรีตที่ราบเรียบทำให้ความขรุขระของธารน้ำลดลง กระแสน้ำจึงไหลเร็วขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงในการกัดเซาะตลิ่งธรรมชาติและการเกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำ (downstream flooding)
  • แผ่นคอนกรีตมีลักษณะทึบ จึงขัดขวางการแลกเปลี่ยนของน้ำระหว่างน้ำในธารน้ำกับน้ำผิวดิน และการซึมของน้ำในธารน้ำผ่านชั้นตะกอนท้องน้ำ (hyporheic zone) ลงสู่ชั้นน้ำบาดาล
  • ก้อนหินกับแผ่นคอนกรีตทำให้ปริมาณตะกอนน้อยลง และทำให้น้ำมีความเป็นด่างมากขึ้น (alkalinization) ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสมดุลตะกอนและคุณภาพน้ำในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้การดาดตลิ่งกับท้องน้ำด้วยวัสดุแข็งทางวิศวกรรมอย่างไม่เหมาะสมจึงเป็นการเปลี่ยน ‘แหล่งน้ำเป็น’ ให้กลายเป็น ‘แหล่งน้ำตาย’ ที่ไร้ชีวิตชีวาและไม่งามตา


ผนังคอนกรีตขัดขวางการซึมของน้ำบริเวณตลิ่ง

เมื่อมนุษย์กับธรรมชาติพบกันครึ่งทาง

พออ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านน่าจะทราบแล้วว่าป่าริมน้ำมีความสำคัญอย่างไร และอาจมีคำถามต่อไปว่า ถ้ามนุษย์จำเป็นต้องใช้งานพื้นที่ริมน้ำ วิธีการที่สร้างสรรค์มีอยู่หรือไม่

คำตอบคือ มีครับ เพราะเราสามารถผสมผสานความรู้ทางนิเวศวิทยา (ecology) ภูมิสถาปัตยกรรม (landscape architecture) และปฐพีชีววิศวกรรม (soil-bioengineering) เพื่อประเมินว่าธารน้ำใดไม่ควรแตะต้อง ธารน้ำใดดัดแปลงได้ และหากจำเป็นต้องทำ เราควรออกแบบ เลือกชนิดพรรณไม้ หรือใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมแบบใดจึงจะเหมาะสม เพื่อให้มนุษย์อยู่ได้ พืชพรรณอยู่ดี และสรรพสัตว์อยู่รอด


การออกแบบความลาดชันของทางน้ำภายในเมือง โดยเว้นพื้นที่ริมตลิ่งให้พืชและสัตว์อาศัยอยู่ได้

ธรรมชาติของป่าริมน้ำอาจกำลังบอกเราว่า แม่น้ำลำธารที่มีชีวิต ไม่ใช่สายน้ำที่ถูกบังคับให้ไหลอยู่ในกรงหินหรือกรอบคอนกรีตทึบแข็ง แต่เป็นสายธารที่มีพืชพรรณคอยพิทักษ์รักษาความหลากหลายทางชีวภาพและพลวัตของแหล่งน้ำ เพื่อให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของตนเองอย่างที่เคยเป็นมา


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • Eugene Angelier. (2003). Ecology of Streams and Rivers.
  • Clark E. Adams et al. (2005). Urban Wildlife Management.
  • Ellen Wohl. (2014). Rivers in the Landscape: Science and Management.
  • K.D. Gupta. (2014). River Engineering.

About Author