จับกระแสวิทย์ Sci-Trend

ยาต้านไวรัสครอบจักรวาล กับการรับมือโรคระบาดในอนาคต

เรื่องโดย ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา


เมื่อไวรัสไม่เคยหยุดวิวัฒนาการเพื่อกลายพันธุ์หลบหลีกยาต้านไวรัส นักวิทยาศาสตร์จึงต้องเดินหน้าเปลี่ยนเกมครั้งใหญ่ด้วยการพัฒนา “ยาต้านไวรัสครอบจักรวาล” ที่ไม่ได้ออกแบบไว้รับมือกับไวรัสทีละชนิด แต่สามารถหยุดไวรัสได้หลากหลายสายพันธุ์ ดุจอาวุธที่ทรงพลังสำหรับสู้โรคระบาดในอนาคต

ในยุคที่มนุษย์ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากโรคระบาดใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น วิกฤตการณ์โควิด 19 ที่ผ่านมา วงการวิทยาศาสตร์ได้พบข้อจำกัดสำคัญประการหนึ่งนั่นคือ แนวทางการพัฒนายาแบบดั้งเดิมที่เน้นการสร้างยาหนึ่งตัวเพื่อต้านไวรัสเพียงหนึ่งชนิด แนวทางดังกล่าวใช้เวลาในการวิจัยยาวนาน มีต้นทุนสูง และหลายครั้งไม่ทันต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอุบัติใหม่

บทความล่าสุดในวารสารวิทยาไวรัส (Journal of Virology) ได้นำเสนอทิศทางใหม่ที่น่าจับตามอง นั่นคือการมุ่งเน้นพัฒนา “ยาต้านไวรัสแบบออกฤทธิ์กว้าง” ซึ่งเปรียบเสมือนยาต้านไวรัสครอบจักรวาลที่จัดการกับเชื้อไวรัสหลากลายสายพันธุ์ได้พร้อมกัน เพื่อเป็นรากฐานในการเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การพัฒนายาต้านไวรัสในปัจจุบันแบ่งออกเป็นสองแนวทางหลัก แนวทางแรกคือการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ทำลายกลไกของตัวไวรัสโดยตรง หรือ DAAs (direct-acting antivirals) เช่น ยาที่มุ่งเป้าไปที่เอนไซม์สำคัญในการจำลองตัวของไวรัส แต่ว่าในความเป็นจริงตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมามียาต้านไวรัสที่ได้รับอนุมัติใช้งานจริงเพียงประมาณ 100 ตัว และส่วนใหญ่รักษาได้เพียงแค่โรค HIV และไวรัสตับอักเสบซีเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ยาประเภทนี้มีจุดอ่อนสำคัญคือ ไวรัสสามารถกลายพันธุ์เพื่อหลบหลีกฤทธิ์ยาได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้นักวิจัยจึงหันมาให้ความสำคัญกับแนวทางที่สองซึ่งเป็นการใช้ยาที่มุ่งเป้าไปที่เซลล์ของมนุษย์แทน โดยหลักการสำคัญของแนวทางนี้คือ ไวรัสไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องอาศัยกลไกและโปรตีนภายในเซลล์ของมนุษย์เป็นเสมือนโรงงานผลิต หากใช้ยาเพื่อระงับการทำงานของโปรตีนบางตัวในเซลล์ที่ไวรัสจำเป็นต้องใช้ ก็จะหยุดยั้งการแพร่กระจายของไวรัสได้หลากหลายชนิดพร้อมกัน และที่สำคัญคือไวรัสแทบจะไม่สามารถกลายพันธุ์เพื่อเอาชนะกลไกนี้ได้เลย

อย่างไรก็ตามการใช้ยาที่มุ่งเป้าไปที่เซลล์ของมนุษย์ หรือ HTAs (host-targeting antivirals) ยังคงมีความท้าทายครั้งใหญ่ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “หุบเขาแห่งความตาย” (valley of death) ของการพัฒนายา เพราะยาหลายตัวที่ได้ผลดีเยี่ยมในหลอดทดลอง กลับล้มเหลวเมื่อนำไปทดสอบในมนุษย์จริงในช่วงการระบาดของโควิด 19 เนื่องจากร่างกายมนุษย์มีระบบที่ซับซ้อน และการยับยั้งโปรตีนในเซลล์ของเราเองอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นพิษต่อร่างกาย นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอ “แนวทางการรักษาแบบผสมผสาน” (combinational therapy) หรือการใช้ยาค็อกเทลร่วมกันระหว่างยา DAA กับ HTA เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคนี้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ยาเสริมฤทธิ์กันเอง (synergy) ทำให้ลดปริมาณการใช้ยาแต่ละชนิดลงจนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ยังคงประสิทธิภาพในการสกัดกั้นไวรัสได้อย่างครอบคลุม

นอกจากนี้บทความยังได้ชี้ให้เห็นถึงความหวังจากเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรมคริสเปอร์-แคส (CRISPR-Cas) เพื่อเข้าไปทำลายสารพันธุกรรมของไวรัสโดยตรง หรือกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของเซลล์ให้ตื่นตัว ถือเป็นนวัตกรรมขั้นสูงที่กำลังถูกพัฒนาให้เป็นอาวุธใหม่ในการกำจัดไวรัส

สิ่งที่สังคมเรียนรู้และได้รับประโยชน์จากงานวิจัยชิ้นนี้คือ การได้เห็นว่าทิศทางของระบบสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังเปลี่ยนผ่านจาก “การตั้งรับ” ไปสู่ “การเตรียมความพร้อมเชิงรุก” มนุษย์ไม่ได้รอให้โรคระบาดชนิดใหม่เกิดขึ้นแล้วจึงค่อยเริ่มกระบวนการคิดค้นยาจากศูนย์อีกต่อไป แต่กำลังพยายามสร้าง “เกราะป้องกันอเนกประสงค์” ที่พร้อมใช้งานได้ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต

หากความพยายามนี้ประสบความสำเร็จ ยาต้านไวรัสครอบจักรวาลอาจกลายเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษ และเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องมนุษยชาติจากโรคระบาดครั้งต่อไป

About Author