คอลัมน์ประจำ สถานี AGRITEC

ทำ “สวนทุเรียนบนเขา” อย่างแม่นยำ ด้วย “เทคโนโลยีระบบฟาร์มรักษ์น้ำ-สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ”

เรื่องโดย ปิยพร เศรษฐศิริไพบูลย์, กนกวรรณ ลิมวิภูวัฒน์ และชุลีวรรณ บุญชำนิ
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.)


ปัจจุบันพื้นที่ปลูกทุเรียนของประเทศไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นในหลายภูมิภาค แต่ละพื้นที่ต่างมีเอกลักษณ์และจุดเด่นเฉพาะตัวที่สร้างมูลค่าให้ผลผลิต เช่นเดียวกับพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดแพร่ซึ่งถือเป็นแหล่งปลูกทุเรียนที่สำคัญของประเทศ และเป็นถิ่นกำเนิดของทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองชื่อดังอย่าง “หลงลับแล” และ “หลินลับแล” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ไม่น้อยไปกว่าทุเรียนพันธุ์การค้าอย่างหมอนทอง

ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่เชิงเขาและลาดชัน ประกอบกับวิถีการปลูกแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้น้ำฝน ทำให้การผลิตทุเรียนต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศและต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนปรับเปลี่ยนวิธีคิดและเปิดรับ “เทคโนโลยีระบบฟาร์มรักษ์น้ำและสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ” จากสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช.1 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยงจากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่สามารถควบคุมได้

ฟาร์มรักษ์น้ำ : ผู้ช่วย “ทุเรียน GI” สู้ภัยแล้ง-ความผันผวนธรรมชาติ

“ปลูกแบบธรรมชาติ ใช้น้ำฝนดูแล” คือวิถีที่เกษตรกรในพื้นที่ลับแลคุ้นเคยมาอย่างยาวนานทั้งชยพล รังสฤษฏ์นิธิกุล เจ้าของสวนรังสฤษฏ์ และประนอม ใจใหญ่ เจ้าของสวนใจใหญ่ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่คุ้นเคยมากกว่าครึ่งชีวิต

“รุ่นปู่รุ่นย่าปลูกบนเขา ต้นไม้เยอะ อาศัยน้ำฝนตามฤดูกาล ความชื้นในดินมีพอ แทบไม่เจอปัญหาโรคและแมลง”

ชยพลย้อนภาพการทำสวนทุเรียนเมื่อราว 30 ปี หลังเขาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วหันมาทำสวนทุเรียนบนพื้นที่ของภรรยา ก่อนขยับขยายการปลูกบนพื้นที่ราบเชิงเขาอีก 30 ไร่ โดยเน้นทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่เขาต้องการอนุรักษ์ไว้และเป็นจุดขายของสวนแห่งนี้ ด้วยมองว่า ตลาดไปได้ไกลกว่า ราคาไม่ตก

ขณะที่ประนอมคุ้นเคยดีกับสวนทุเรียน 30 ไร่บนเขาที่พ่อและแม่บุกเบิกไว้ โดยอาศัยน้ำฝนและแหล่งน้ำจากลำห้วยธรรมชาติหล่อเลี้ยงทุเรียน ก่อนที่เธอจะขยับขยายพื้นที่ปลูก 10 ไร่ในตัวอำเภอ และเป็นจุดรับซื้อผลผลิตทุเรียนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังพัฒนาเป็นสวนท่องเที่ยวเชิงเกษตรรับเทศกาลผลไม้ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายนของทุกปี ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มลองผลไม้หลากชนิด รวมถึงทุเรียนหลงลับแลและหลินลับแล วิถีการปลูกทุเรียนจากรุ่นสู่รุ่นอาจไม่เพียงพอที่จะรับมือในวันที่สภาพอากาศวิกฤต “ระบบฟาร์มรักษ์น้ำ” และ “สถานีตรวจวัดสภาพอากาศ” จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น

“ทุกวันนี้เทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำสวนไปแล้ว เพราะสภาพอากาศวิกฤตขึ้นทุกปี ภัยแล้งก็หนักขึ้น ต้นทุนค่าน้ำ ค่าไฟสูงขึ้น แถมยังต้องเสียเวลาเดินเปิด–ปิดวาล์วน้ำเองอีก เราเลยอยากหาวิธีลดต้นทุนตรงนี้”

ชยพลสะท้อนการเปิดรับเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต ไม่ต่างจากประนอมที่ประสบปัญหาต้นทุนค่าไฟฟ้า ค่าแรงงาน และเวลาที่เสียไปกับการให้น้ำในแต่ละวัน

“เทคโนโลยีของ สวทช. ช่วยได้เยอะ จากเดิมที่ต้องเฝ้าสวนทุเรียนทั้งวันเพื่อให้น้ำ ตอนนี้เราประหยัดเวลาขึ้น สามารถตั้งระบบให้น้ำอัตโนมัติไว้ได้ จะไปทำงานอื่นหรือไปดูสวนอื่นก็ทำได้สะดวกขึ้น เรายังใช้ข้อมูลความชื้นในดินมาช่วยกำหนดทั้งระยะเวลาและปริมาณการให้น้ำ ทำให้จัดการน้ำแม่นยำขึ้น แต่ก็ยังต้องสังเกตลักษณะใบและความสมบูรณ์ของต้นทุเรียนควบคู่ไปด้วย”

ประนอมลงทุนสร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ตลอดปี พร้อมทั้งปรับการวางระบบท่อน้ำในสวน จากเดิมที่เปิดให้น้ำได้ครั้งละ 22 ต้น ใช้หัวสปริงเกลอร์อัตราการไหล 600 ลิตรต่อชั่วโมง ได้ปรับลดอัตราการให้น้ำลงเหลือ 300 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 2 หัวต่อต้นเท่าเดิม ส่งผลให้เพิ่มจำนวนต้นที่ให้น้ำพร้อมกันได้ถึง 97 ต้น ประหยัดเวลาการให้น้ำลงอย่างมาก

ขณะที่ชยพลยังคงใช้ระบบน้ำเดิมเป็นหลัก แต่ได้ปรับเพิ่มระบบมอเตอร์วาล์วเพื่อควบคุมการให้น้ำแบบอัตโนมัติ จากเดิมที่ต้องเดินเปิด–ปิดวาล์วน้ำด้วยตนเอง ช่วยลดภาระด้านแรงงาน ประหยัดเวลา และเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการน้ำในสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้สวนของชยพลยังเป็นจุดถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และแบ่งปันข้อมูลจากสถานีตรวจวัดสภาพอากาศในพื้นที่ สามารถใช้เป็นตัวแทนข้อมูลของพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยให้เครือข่ายเกษตรกรเข้าถึงข้อมูลสภาพอากาศและนำไปปรับประยุกต์ใช้วางแผนจัดการสวนได้อย่างเหมาะสม

“เมื่อก่อนไม่มั่นใจว่าระบบให้น้ำอัตโนมัติจะดีไหม แต่ตอนนี้มองกลับ เพราะวิกฤตของสถานการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงขึ้นทุกปี ผมคิดว่าระบบฯ จะช่วยได้เยอะ โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่าย ลดเวลาทำงาน และลดแรงงาน”

แม้ชยพลและประนอมจะเริ่มใช้ระบบฟาร์มรักษ์น้ำและสถานีตรวจวัดสภาพอากาศได้ไม่นาน แต่ทั้งคู่มองเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สวนทุเรียนของพวกเขาได้ และพร้อมที่จะขยายพื้นที่ติดตั้งระบบฯ เพิ่มด้วย

“เราต้องไม่หยุดเรียนรู้ ถึงวันนี้สวนยังไม่เกิดปัญหา แต่อาจเกิดในอนาคต ต้องป้องกันให้ทัน” ประนอมกล่าวทิ้งท้าย

ทุเรียนเมืองแพร่ : สู่เส้นทางเกษตรแม่นยำ

แม้อายุจะห่างกันกว่า 10 ปี และต่างก็ไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวเกษตรกร แต่เมื่อ พ.ต.ท. สุพัตร ชมพิทักษ์เดชา ข้าราชการตำรวจเกษียณ เจ้าของสวนท่านรอง อำเภอเมืองแพร่ และรุ่ง สาครขำ เจ้าของสวนลุงดี อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ตัดสินใจเลือกเส้นทางเกษตร ทั้งสองต่างมุ่งมั่นเรียนรู้และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อทำความเข้าใจ “ทุเรียน” พืชเศรษฐกิจที่พวกเขาเลือกปลูก


[1] โครงการถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเกษตรแม่นยำด้วยเทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพความรู้การใช้งานโดยปฏิทินการปฏิบัติในแปลงปลูกทุเรียน 52 สัปดาห์ มีพื้นที่ดำเนินงาน 8 พื้นที่ในจังหวัดระยอง จันทบุรี อุตรดิตถ์ และแพร่ โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีทักษะและความพร้อมใช้สมาร์ตเทคโนโลยี มีพื้นที่แปลงทุเรียนที่เข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ต มีความพร้อมระบบไฟฟ้าและระบบการให้น้ำ และเป็นพื้นที่ต้นแบบหรือจุดเรียนรู้เทคโนโลยีได้

About Author