คอลัมน์ประจำ สภากาแฟ

เด็กชายตัวจ้อยกับเด็กหญิงตัวจิ๋ว และโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนได้นับล้าน

เรื่องโดย ผศ. ดร.ป๋วย อุ่นใจ


เดือนธันวาคมคือช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง “เทศกาลคริสต์มาส” หรือวันแห่งการระลึกถึงการประสูติของพระเยซู นี่คือฤดูกาลที่โลกอบอวลด้วยความสุข ความหวัง และแสงไฟที่พร่างพราว และในขณะเดียวกันที่ชายฝั่งประเทศเปรู ธรรมชาติก็กำลังจัด “การเฉลิมฉลอง” เช่นกัน ในแบบของมันเอง

ในช่วงเวลานี้ ลมค้า (trade winds) จะพัดพามวลน้ำผิวทะเลให้ไหลออกห่างจากชายฝั่ง เมื่อแรงลมนี้ทำงานร่วมกับการหมุนของโลก หรือที่เรียกว่า แรงคอริออลิส (Coriolis effect) การเคลื่อนตัวของกระแสน้ำก็จะยิ่งชัดเจนและทรงพลังมากยิ่งขึ้น

และเมื่อผิวน้ำถูกพัดออกไป น้ำทะเลลึกที่เย็นจัดจากเบื้องล่างจึงค่อย ๆ ไหลขึ้นมาแทนที่ ปรากฏการณ์นี้นำพาตะกอนใต้ทะเลที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนเตรตและฟอสเฟตขึ้นสู่ผิวน้ำ

ด้วยสารอาหารที่พรั่งพรู ปรากฏการณ์นี้เปรียบเสมือนงานเฉลิมฉลองใหญ่ของเหล่าจุลชีพ แพลงก์ตอนและพวกสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ด้วยอาหารที่ล้นเหลือ พวกมันเริ่มสะพรั่งอย่างรวดเร็ว เป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า แพลงก์ตอนบลูม (plankton bloom)

แพลงก์ตอนเหล่านี้กลายเป็นรากฐานของห่วงโซ่อาหารในทะเล และจากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นี้ ห่วงโซ่แห่งชีวิตก็เริ่มแผ่ขยาย ฝูงปลามากมาย นกทะเล และสัตว์นานาชนิดก็เริ่มหลั่งไหลเข้ามา ทำให้ชายฝั่งเปรูกลายเป็นหนึ่งในแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ปรากฏการณ์น้ำเย็นไหลขึ้นที่เรียกว่า upwelling (การลอยตัวของมวลน้ำ) ช่วยหล่อเลี้ยงสายใยแห่งชีวิตใต้ท้องทะเลอย่างสวยงาม


ดัดแปลงจาก oceanservice.noaa.gov

แต่ในหมู่ชาวประมงเปรูยังมีเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดต่อกันมาช้านานว่า บางปีทะเลที่เคยเย็นเยียบกลับอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติ

เมื่อกระแสน้ำเริ่มอุ่นขึ้น ฝูงปลาที่เคยชุกชุมก็ค่อย ๆ หายไป ราวกับถูกพัดพาออกไปพร้อมกับอาหารที่เคยอุดม ในช่วงเวลานั้นฤดูกาลที่เคยแน่นอนก็จะแปรเปลี่ยน อวนที่เคยหนักอึ้งก็จะกลายเป็นเบาหวิว

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเล่าแต่เป็นความแปรปรวนของภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจริง ช่วงเวลาที่ธรรมชาติเล่นพิเรนทร์และเริ่มเขียนจังหวะใหม่ให้แก่โลกใต้ผืนน้ำ

และเนื่องจากปรากฏการณ์นี้มักเกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม ในช่วงใกล้เทศกาลคริสต์มาส พวกชาวประมงก็เลยเปรียบการมาเยือนของกระแสน้ำอุ่นนี้ว่าเป็นการมาเยือนขององค์พระกุมารเยซู (The Christ Child)  ก็เลยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “เอล นิญโญ เด นาบิดัด (El Niño de Navidad)” ซึ่งแปลว่า “เด็กชายแห่งคริสต์มาส”

แต่ในบางปีกระแสน้ำอุ่นนี้ไม่ได้แค่อุ่นขึ้นเล็กน้อยหรือมาแค่แป๊บเดียว แต่มันอุ่นจนร้อนและคงอยู่นานหลายเดือนจนบางทีก็ข้ามปี โดยในปีที่ผิดปกตินั้นเราเรียกกันในปัจจุบันว่า ปรากฏการณ์เอลนิญโญ หรือ ENSO Warm Phase

เมื่อปรากฏการณ์เอลนิญโญเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ระบบที่เคยสมดุลก็เริ่มสั่นคลอน ลมค้าที่เคยพัดอย่างมั่นคงกลับอ่อนแรงลง บางครั้งถึงขั้นแปรทิศกลายเป็นลมหวน เมื่อกลไกสำคัญที่เคยควบคุมจังหวะของมหาสมุทรเริ่มเพี้ยน กระแสน้ำอุ่นปริมาณมหาศาลจึงไหลย้อนกลับ เข้ามายังชายฝั่งประเทศเปรู

โดยธรรมชาติ น้ำอุ่นจะลอยอยู่ด้านบน ส่วนน้ำเย็นจะจมลึกลงเบื้องล่าง เส้นแบ่งระหว่างน้ำจากสองโซนนี้ที่เรียกว่า “เทอร์โมไคลน์” (thermocline) จึงถูกกดให้ลึกลงไปอย่างผิดปกติ ราวกับเพดานของมหาสมุทรที่ทรุดตัวตกลงไปอยู่ใกล้ก้นทะเล

แม้ยังมีการไหลเวียนพาน้ำจากเบื้องล่างขึ้นมาอยู่บ้าง แต่เมื่อเส้นเทอร์โมไคลน์จมลึกเกินไป น้ำที่ลอยขึ้นมานั้นกลับกลายเป็นน้ำอุ่นจากชั้นบน น้ำที่แทบไม่มีสารอาหารหลงเหลือ

เมื่อท้องทะเลขาด “อาหาร” จากโลกเบื้องลึก แพลงก์ตอนพืชก็ไม่อาจเติบโต ระบบนิเวศค่อย ๆ แตกร้าว ห่วงโซ่อาหารค่อย ๆ สะดุด ฝูงปลาที่เคยอุดมต้องอดอยาก นกทะเลที่เคยโผบินเหนือคลื่นก็เริ่มหิวโหย บ้างตาย บ้างอพยพหนีไปตายเอาดาบหน้า และท้ายที่สุดอุตสาหกรรมประมงของเปรูก็สั่นคลอนและเริ่มพังทลาย

แต่เอลนิโญไม่ได้กระทบแค่เปรู !

เพราะในอินเดียก็มีปรากฏการณ์ภัยแล้งครั้งใหญ่จนผู้คนล้มตายกันเป็นเบือ ในตอนนั้นอินเดียเป็นประเทศอาณานิคมของอังกฤษ ทำให้รัฐบาลของอังกฤษถึงขั้นร้อนอาสน์ ต้องรีบหาวิธีจัดการกับภาวะอากาศแปรปรวนให้ไวที่สุด พวกเขาเริ่มตั้งคำถามและพยายามสืบเสาะค้นหาต้นตอที่เป็นไปได้ของภาวะภูมิอากาศผันแปร และในที่สุดนักสมุทรศาสตร์ชื่อดัง เซอร์กิลเบิร์ต วอล์กเกอร์ (Sir Gilbert Walker) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ก็ค้นพบว่าต้นเหตุของภาวะอากาศแปรปรวนนั้นน่าจะมาจากความกดอากาศ

แต่ที่น่าสนใจก็คือ วอล์กเกอร์พบว่าความกดอากาศบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นไม่ได้คงที่แต่จะขึ้นและลงสลับกันระหว่างสองฟากฝั่งของมหาสมุทร หากความกดอากาศที่เปรูซึ่งอยู่ทางฝั่งแปซิฟิกตะวันออกสูงขึ้น ความกดอากาศทางฝั่งอินโดนีเซียและออสเตรเลียซึ่งอยู่ทางแปซิฟิกตะวันตกจะลดลง สลับกันไปมาเช่นนี้เรื่อย ๆ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การแกว่งตัวของความกดอากาศในซีกโลกใต้ หรือ Southern Oscillation ซึ่งวัดได้จากดัชนีการแกว่งความกดอากาศซีกโลกใต้ (Southern Oscillation Index: SOI) ที่วัดเทียบกันระหว่างเกาะตาฮิติ อาณานิคมของฝรั่งเศสในแถบโพ้นทะเล กับเมืองดาร์วินในประเทศออสเตรเลีย

ต่อมา ในปี ค.ศ. 1969  ยาคอบ บีเยอร์กเนส (Jacob Bjerknes) พบว่า การแกว่งของความกดอากาศนี้มีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน เมื่อความกดอากาศเปลี่ยน ลมสินค้าจะอ่อนกำลังลงหรือแรงขึ้น ส่งผลให้น้ำอุ่นเคลื่อนที่ไปทางตะวันออกหรือทางตะวันตก และนำไปสู่การเกิดปรากฏการณ์เอลนิญโญ นั่นคือการแกว่งตัวของระบบอากาศในซีกโลกใต้มักจะเกิดสอดคล้องกับเอลนิญโญ และเพื่ออธิบายความเชื่อมโยงระหว่างมหาสมุทรกับความกดอากาศกาศโลกเป็นระบบเดียว พวกนักวิชาการจึงมักเรียกปรากฏการณ์ทั้งสองนี้คู่กันเป็น El Niño–Southern Oscillation หรือสั้น ๆ ว่า เอ็นโซ (ENSO)

การเปลี่ยนแปลงของเอ็นโซไม่ได้ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลอุ่นขึ้นได้เพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้วในบางช่วง อุณหภูมิน้ำทะเลจะเย็นลงกว่าปกติด้วย และเพื่อให้สอดคล้องกับคำว่าเอลนิญโญที่ใช้เรียกช่วงน้ำทะเลอุ่น นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกช่วงที่น้ำทะเลเย็นกว่าปกติซึ่งถือเป็นระยะตรงข้ามของเอลนิญโญว่า ลานิญญา (La Niña) ที่แปลว่า เด็กสาวตัวน้อย

เอลนิญโญและลานิญญาส่งผลกระทบสำคัญต่อลมฟ้าอากาศอย่างชัดเจน พื้นที่ที่เคยเย็นก็กลับมาร้อน ในขณะที่พื้นที่ที่เคยร้อนก็มีมรสุม ไม่แปลกที่ปรากฏการณ์แบบนี้จะทำให้แบบแผนการกระจายตัวของโรคและพาหะนำโรคต่าง ๆ ผิดเพี้ยนไปจากเดิม ประเด็นปัญหาใหญ่ก็คือ แนวโน้มของการกระจายตัวของโรคร้ายนั้น ไม่ได้จะลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่ติดต่อผ่านทางพาหะนำโรคต่าง ๆ โรคที่ถูกมองข้าม และโรคในเขตร้อน

ดังจะเห็นได้จากสถิติ ในปี ค.ศ. 2025 จำนวนผู้ติดเชื้อมาลาเรียพุ่งทะยานสูงทะลุ 280 ล้านคน จริง ๆ อาจจะมากกว่านี้ เพราะตัวเลขนี้ยังไม่นับที่เคสผู้ป่วยที่ไม่ได้รายงานด้วย ไข้เลือดออกก็เช่นกัน แม้จะไม่สูงขนาดเป็นร้อยล้านคนเหมือนกับมาลาเรีย แต่ก็ติดเชื้อไปขั้นต่ำ ๆ ราวห้าล้านคนเข้าไปแล้วแล้ว แม้จะดูไม่เยอะมากแต่ที่จริงสร้างปัญหาใหญ่หลวงแล้วกับระบบสาธารณสุขในหลายประเทศ  ทั้งหมดทั้งปวงนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากความแปรปรวนของภูมิอากาศนี้เอง

เพราะเมื่อปรากฏการณ์อย่างเอลนิญโญและลานิญญาแปรผันรุนแรงขึ้น หลายพื้นที่บนโลกจะเผชิญภัยแล้งที่โหดร้าย และในบางพื้นที่ต้องผจญกับมรสุมผิดฤดู ในบางพื้นที่น้ำมีมากเกินไปจนเกิดเป็นแอ่งน้ำ น้ำขัง ขณะที่บางพื้นที่อาจจะแห้งแล้งจนผู้คนต้องหาวิธีเก็บน้ำไว้ใช้ แต่พวกเขามักไม่ค่อยตระหนักว่าในทุกที่ที่มี “น้ำขัง” น้ำที่ขังเหล่านั้นก็อาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์อันของยุงร้ายได้อย่างไม่ตั้งใจ

ในอีกด้านหนึ่ง อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังเร่งกระบวนการทางชีวภาพของแมลงพาหะซึ่งเป็นสัตว์เลือดเย็น (ectotherm) ให้ดำเนินไปเร็วขึ้น ทั้งการเจริญเติบโต การพัฒนา และการสืบพันธุ์ ตัวอ่อนกลายเป็นตัวเต็มวัยในเวลาที่สั้นลง วงจรชีวิตหมุนเร็วขึ้น ราวกับธรรมชาติกำลังกดปุ่ม “เร่งเวลา” ยิ่งไปกว่านั้นเชื้อก่อโรคภายในตัวพาหะเองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ระยะเวลาในการพัฒนาและเพิ่มจำนวนของเชื้อ หรือที่เรียกว่า EIP (extrinsic incubation period) ถูกย่นให้สั้นลงในสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น นั่นหมายความว่า ยุงหนึ่งตัวสามารถกลายเป็น “ผู้แพร่เชื้อ” ได้เร็วกว่าเดิม และเมื่อรวมเข้ากับการที่พาหะหลายชนิดขยายอาณาเขตไปยังพื้นที่ที่เคยเย็นเกินกว่าจะอยู่อาศัยได้ การระบาดของโรคจึงไม่ได้เพียงรุนแรงขึ้น แต่ยัง “กว้างไกล” ขึ้นด้วย

 

รายงานของ Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC) ในปี ค.ศ. 2021 ชี้ชัดว่า ในอนาคตปรากฏการณ์เอลนิญโญแบบสุดขั้วมีแนวโน้มจะเกิดถี่ขึ้น เปรียบเสมือนการเพิ่มจังหวะกลองให้โลกใบนี้ จังหวะที่เร่งเร้าให้ทั้งสภาพภูมิอากาศและโรคระบาดเคลื่อนไหวเร็วและแรงกว่าเดิม

การค้นพบเอ็นโซทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความกดอากาศ ลม และอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ความเข้าใจนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะทำให้มนุษย์คาดการณ์การเกิดเอลนิญโญและลานิญญาได้ล่วงหน้า และช่วยให้หลายประเทศวางแผนรับมือกับภัยแล้ง น้ำท่วม รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น

และบางทีสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงการเข้าใจว่า “อะไร” กำลังเกิดขึ้น แต่คือการตระหนักและวางแผนให้ได้ว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจะดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างไร

About Author