Cover Story คอลัมน์ประจำ

เมื่อเอลนิญโญกลับมาเยือนแต่สะเทือนกว่าที่คิด

เรื่องโดย ดร.พรอำไพ นเรนทร์พิทักษ์


ปรากฏการณ์ “เอลนิญโญ” กำลังจะกลับมาเยือนอีกครั้ง และแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเช่นเคย นอกจากนี้ยังมาแบบที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะมาเร็วกว่ากำหนดเกือบปี พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ดังนั้นผลกระทบจากความร้อนก็จะยิ่งสูงขึ้นกว่าครั้งที่ผ่าน ๆ มา โดยเอลนิญโญรอบนี้จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้แล้ว

ทำไมเอลนิญโญถึงมาไวกว่าที่คาด

ปกติแล้วเอลนิญโญ (El Niño) และลานิญญา (La Niña) จะเกิดสลับกันเป็นวัฏจักร การคาดการณ์ต้องอาศัยแบบจำลองจากหลายหน่วยงานทั่วโลก เช่น International Research Institute (IRI) ของ Columbia University โดยพยากรณ์ล่วงหน้าได้ประมาณ 10 เดือน อย่างไรก็ตามยิ่งระยะเวลาคาดการณ์ยาว ความไม่แน่นอนก็ยิ่งสูง จึงจำเป็นต้องติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนผ่านจากลานิญญาไปสู่เอลนิญโญที่เกิดเร็วขึ้นนี้อาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงขึ้น ลมค้า (trade winds) อ่อนกำลังเร็วกว่าปกติ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้มวลน้ำอุ่นเคลื่อนตัวกลับสู่มหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของภาวะเอลนิญโญ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น มหาสมุทรซึ่งมีความจุความร้อนสูงกว่าอากาศ (บรรยากาศ) ทำหน้าที่ดูดซับความร้อน อุณหภูมิน้ำทะเลจึงสูงขึ้นด้วย สอดคล้องกับงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาจส่งผลให้วัฏจักรของเอลนิญโญ–ลานิญญาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

เอลนิญโญปีนี้รุนแรงแค่ไหน

จากข้อมูลพยากรณ์ล่าสุดของ IRI และหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า เอลนิญโญครั้งนี้มีแนวโน้มอยู่ในระดับปานกลาง โดยพิจารณาจากค่าผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 1 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เรารู้สึกได้จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศร่วมกับการเกิดเอลนิญโญอาจจะรุนแรงกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา เนื่องจากความร้อนเฉลี่ยปกติก็สูงขึ้นเป็นฐานอยู่แล้ว ถ้าคาดการณ์ว่าสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยฐานก็เท่ากับว่าจะร้อนขึ้นกว่าปกติ ส่วนอุณหภูมิในมหาสมุทรที่สูงขึ้นก็ทำหน้าที่เสมือนเชื้อเพลิงที่เพิ่มความรุนแรงของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ยิ่งสะสมความร้อนไว้มากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้วได้บ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต

ประเทศไทยต้องเผชิญความเสี่ยงอะไรบ้าง

การมาเยือนของเอลนิญโญในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องอุณหภูมิร้อนจัดที่มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า เอลนิญโญส่งผลต่ออุณหภูมิในประเทศไทยค่อนข้างชัดเจน (ชัดเจนมากกว่าฝน) ดังนั้นประเทศไทยตั้งแต่ภาคกลางขึ้นไปต้องระวังและเตรียมรับมือกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากคลื่นความร้อน โดยหลายพื้นที่อาจมีอุณหภูมิพุ่งแตะสถิติใหม่

ขณะที่กรุงเทพมหานครก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากโครงสร้างเมืองเต็มไปด้วยคอนกรีตซึ่งดูดซับความร้อนได้ดี และกระจกซึ่งสะท้อนแสงแดดกลับออกสู่ภายนอกอาคาร เมื่อเอลนิญโญมาเยือนพร้อมกับพาอุณหภูมิที่สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยมาด้วย อุณหภูมิในเขตเมืองอย่างกรุงเทพฯ อาจพุ่งสูงกว่าพื้นที่รอบนอก 2-5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้การใช้พลังงานสูงขึ้น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ และเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพทั้งภาวะขาดน้ำและฮีตสโตรกได้

นอกจากอุณหภูมิร้อนจัดแล้ว ภาวะฝนทิ้งช่วงยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญ แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแต่ปริมาณฝนอาจน้อยกว่าปกติหรือไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักลดลงสู่ระดับวิกฤตจนเกิด ภัยแล้งตามมา โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรสูงสุดเพราะระบบชลประทานยังไม่ครอบคลุม ขณะที่ภาคเหนืออาจต้องเผชิญกับสภาพอากาศแห้งจัดซึ่งเอื้อต่อการเกิดไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่อาจสะสมตัวนานขึ้นจากการที่ไม่มีฝนช่วยชะล้าง

สำหรับพื้นที่ภาคกลาง อาจประสบภาวะน้ำเค็มหนุนเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากปริมาณน้ำจืดที่มีน้อยไม่เพียงพอต่อการผลักดันน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพน้ำประปา น้ำที่ใช้ในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตามแม้ภาพรวมฝนจะน้อย แต่เราอาจต้องเผชิญกับฝนตกหนักอย่างสุดโต่งและลมแรงในบางช่วง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้การระเหยของน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นตามอุณหภูมิ เมื่อปริมาณน้ำในอากาศมีมากจึงตกลงมาเป็นฝนที่รุนแรง

จะรับมืออย่างไรหากเกิดภาวะอากาศร้อนและภัยแล้งที่ยาวนาน

ภาวะอากาศร้อนและภัยแล้งที่ยาวนานอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โดยเฉพาะพืชต้องใช้น้ำมากอย่างข้าว อ้อย และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากปริมาณน้ำที่ลดลง ส่งผลให้ผลผลิตไม่เป็นไปตามคาด ส่วนภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ซึ่งต้องใช้น้ำปริมาณมากในกระบวนการผลิต ก็อาจเผชิญข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำ

ขณะที่ภาคพลังงานก็ต้องเผชิญความท้าทายจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นตามอุณหภูมิที่ร้อนจัด ในขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำอาจลดลงจากระดับน้ำในเขื่อนที่ลดต่ำลง และภาคการท่องเที่ยวอาจได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศที่ร้อนเกินไป จนทำให้นักท่องเที่ยวลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง

ท่ามกลางความเสี่ยงเหล่านี้ ควรเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดขึ้นโดยรวม ไม่ควรมองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากเอลนิญโญเท่านั้น การปรับตัวเพื่อรับมือวิกฤตภูมิอากาศเริ่มได้ตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงระดับโครงสร้าง ทั้งการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพและการสำรองน้ำในช่วงจำเป็น การลดการใช้พลังงานและสนับสนุนพลังงานสะอาดเพื่อลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจก รวมถึงการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับได้ทั้งภาวะภัยแล้ง พายุ ฝนตกหนัก น้ำทะเลหนุนที่อาจเกิดขึ้นสลับกัน นอกจากนี้การดูแลสุขภาพก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ โดยควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหมั่นสังเกตสัญญาณผิดปกติของร่างกาย

บทเรียนจากอดีต และการรับมือในอนาคต

บทเรียนจากการเกิดเอลนิญโญครั้งก่อน ๆ ชี้ให้เห็นว่า การวางแผนที่ดีจะช่วยลดความเสียหายได้มาก โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำตั้งแต่ในช่วงที่ยังมีทรัพยากรเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งกักเก็บน้ำในช่วงที่ยังมีฝน หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเพาะปลูกไปสู่การปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยลง อย่างไรก็ตามแนวทางเหล่านี้ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดและสถานการณ์ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ควบคู่กันไป

การมีสติและการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเนื่องก็เป็นหัวใจสำคัญเช่นกัน ต้องทำความเข้าใจด้วยว่าการพยากรณ์อากาศมีข้อจำกัด ยิ่งคาดการณ์ล่วงหน้านาน ความคลาดเคลื่อนยิ่งสูง ดังนั้นการเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยไม่ตื่นตระหนก จะช่วยให้เราวางแผนรับมือได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้คือ การไม่ประมาท โดยเฉพาะพายุฤดูร้อน เพราะแม้จะเกิดภาวะภัยแล้ง แต่ด้วยอุณหภูมิพื้นผิวที่สูงขึ้น หากมีพายุก็มักจะเอื้อให้เกิดเป็นพายุที่มีความรุนแรงและสร้างความเสียหายได้มากกว่าปกติ

แนวโน้มของการเกิดเอลนิญโญและลานิญญามีความเป็นไปได้ที่จะถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นในอนาคต แต่เราช่วยลดแรงกระแทกของปรากฏการณ์เหล่านี้ได้ ทั้งในระดับบุคคลและเชิงนโยบาย ด้วยการช่วยกันลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกเพื่อไม่ให้โลกร้อนไปมากกว่านี้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิในระดับท้องถิ่นและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ ปรับตัวและสนับสนุนนโยบายภาครัฐ เช่น การจัดการน้ำระดับชุมชน การทำเกษตรอย่างยั่งยืน


ที่มาภาพ : ดัดแปลงจาก https://tmd.go.th/info/ลมมรสม

บทสรุป

แม้เอลนิญโญจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพอากาศของประเทศไทย แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เป็นตัวกำหนดความแปรปรวนของฝนและอุณหภูมิ ประเทศไทยยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นอีกคือ ลมมรสุมประจำฤดู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดปริมาณฝนของประเทศไทย โดยมีมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นตัวนำความชื้นจากทะเลอันดามันเข้ามาเป็นฝน ขณะที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดพาอากาศเย็นจากจีนลงมาในฤดูหนาวและนำฝนมาสู่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก

ลมมรสุมดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในการพัดพาร่องมรสุมหรือร่องฝนเข้ามาในประเทศ โดยร่องดังกล่าว มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ร่องความกดอากาศต่ำแถบศูนย์สูตร (Intertropical Convergence Zone: ITCZ) ซึ่งเป็นแถบความกดอากาศต่ำที่ขยับขึ้นลงตามตำแหน่งดวงอาทิตย์ เป็นตัวกำหนดช่วงเวลาและพื้นที่ที่ฝนจะตกหนัก และมีความเกี่ยวข้องกับจุดที่พายุหมุนเขตร้อนก่อตัวด้วย โดยฝนตกหนักและน้ำท่วมในประเทศไทยหลาย ๆ ครั้งก็เกิดจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวในมหาสมุทรและถูกพัดเข้ามาพื้นที่ใกล้เคียงหรือบางครั้งก็เข้าประเทศไทยโดยตรง ทำให้มาทั้งปริมาณฝนและลมที่รุนแรงสุดโต่ง


ปรากฏการณ์ IOD (Indian Ocean Dipole) หรือเอลนิญโญในมหาสมุุทรอินเดีย
ที่มาภาพ : NOAA Climate.gov

อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนในประเทศไทย คือ ปรากฏการณ์ IOD (Indian Ocean Dipole) หรือ “เอลนิญโญในมหาสมุทรอินเดีย” ซึ่งเป็นการสลับขั้วน้ำอุ่น-น้ำเย็นในมหาสมุทรอินเดีย โดยหากอยู่ในเฟสบวก น้ำทะเลฝั่งแอฟริกาจะอุ่น ขณะที่ฝั่งไทยกับอินโดนีเซียจะเย็น ส่งผลให้ฝนตกน้อยลง เพราะกลุ่มเมฆไปกระจุกตัวทางแอฟริกา และหากเกิดพร้อมกับเอลนิญโญก็จะยิ่งแล้งขึ้น ในทางกลับกัน หากเป็นเฟสลบ น้ำทะเลฝั่งบ้านเราอุ่นขึ้น ส่งผลให้ฝนตกหนักกว่าปกติ เพราะกลุ่มเมฆก่อตัวมากขึ้น


การเคลื่อนที่ของ MJO ที่ทำให้เกิดช่วงฝนเพิ่ม (เมฆมาก) และฝนน้อยสลับกัน
เคลื่อนจากตะวันตกไปตะวันออกรอบโลก
ที่มาภาพ : NOAA Climate.gov

นอกจากนี้ยังมีปรากฏการณ์ MJO (Madden–Julian Oscillation) ซึ่งเป็นคลื่นความแปรปรวนในบรรยากาศที่เคลื่อนที่รอบโลกในช่วง 30–60 วัน หากเคลื่อนผ่านมาทับประเทศไทยพอดีก็เกิดฝนตกหนักเป็นช่วง ๆ ได้ แม้จะเป็นปีเอลนิญโญก็ตาม

ด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ในปีที่เกิดเอลนิญโญ ประเทศไทยอาจจะไม่ได้เผชิญกับความแห้งแล้งตลอดทั้งฤดู แต่อาจเกิดฝนตกหนักในบางพื้นที่ได้เช่นกัน ความเข้าใจในความซับซ้อนนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยให้เรามองสถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน ไม่ตื่นตระหนกไปกับปรากฏการณ์ใดเพียงอย่างเดียวแล้ว ยังวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอนของสภาพอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

About Author